ตอนนี้ที่เยอรมัน...ถึงเวลาต้องใส่หน้ากากเข้าหากัน
หลังจากที่สัปดาห์นี้ (20 เมษา) เยอรมันได้มีการผ่อนปรนมาตรการต่างๆในการยับยั้งโรคโควิด เช่น ให้ร้านค้าขนาดเล็กเปิดขายได้ ก่อนหน้านี้นายกฯก็ได้ออกมาให้คำแนะนำว่าเราควรจะใส่หน้ากากเมื่อออกไปในที่สาธารณะ แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ปฏิบัติตามกันมากนัก ล่าสุดเลยมีประกาศออกมาเป็นกฏจากทุกรัฐแล้วว่า การใส่หน้ากากเป็นสิ่งที่ต้องทำในการไปซื้อของและใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เนื่องจากในประเทศเยอรมันแต่ละรัฐจะสามารถออกกฏเฉพาะสำหรับรัฐของตัวเองได้ ทำให้บางรัฐจะมีรายละเอียดวันที่เริ่มบังคับใช้ และสถานที่ที่บังคับว่าต้องใส่หน้ากากแตกต่างกันออกไป*

อย่างที่รู้ๆกันว่าประเด็นเรื่องการใส่หรือไม่ใส่หน้ากากก่อนหน้านี้เป็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก อย่างคนยุโรปส่วนใหญ่ก็จะเชื่อว่าคนที่ควรใส่หน้ากากคือคนป่วยเท่านั้น เพื่อจะได้ไม่ไปแพร่เชื้อให้คนอื่น แต่คนเอเชียส่วนใหญ่ใส่หน้ากากเพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้ติดเชื้อจากคนอื่นๆ มาถึงตอนนี้หลายคนอาจบอกว่า หวายยยย...พวกนี้กลับคำนี่หน่า แต่ถ้าไปดูถึงเหตุผลที่มีกฎให้ใส่หน้ากากออกมานั้น จริงๆแล้วหลักการคิดของเค้าก็ยังเหมือนเดิม เพราะมีข้อมูลพบว่ามีคนติดเชื้อเป็นจำนวนมากที่ไม่แสดงอาการ ทำให้มีโอกาสแพร่เชื้อไปยังคนอื่นๆอย่างไม่รู้ตัวได้สูง ดังนั้นการที่ทุกคนใส่หน้ากากก็จะทำให้โอกาสแพร่เชื้อลดลง ที่พูดไปก็ไม่ได้จะบอกว่าคนแถวนี้ดีอย่างนู้นอย่างงี้ ถ้านึกย้อนกลับไปตอนที่มีคนเอเชียถูกบูลลี่จากการใส่หน้ากากในช่วงแรกๆอันนี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าให้อภัยและไม่สมควรเกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่ควรระวังก็คือการที่คนจะคิดว่าพอมีสิ่งป้องกันเพิ่มขึ้นอีกชั้นนึงแล้ว เราจะทำอะไรได้เหมือนปกติ เพราะรู้สึกปลอดภัยจากการใส่หน้ากาก อันนี้น่ากลัวสุดเลย เพราะฉะนั้นการล้างมือบ่อยๆและไม่จับหน้าจับตาก็ยังเป็นสิ่งที่ที่ยังต้องรักษาและปฏิบัติต่อไป 
แล้วถ้าถามว่าการใส่หน้ากากจะช่วยป้องกันไม่ให้ตัวเราติดเชื้อได้มั้ย มันก็ช่วยได้แหละ แต่ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของหน้ากากด้วย ในช่วงแรกๆที่มีการรณรงค์ว่าถ้าไม่ป่วยก็ไม่จำเป็นต้องใส่หน้ากากอนามัยส่วนหนึ่งก็มาจากการที่หน้ากากอนามัยขาดแคลน เราจึงควรสงวนไว้ให้สำหรับบุคคลากรทางการแพทย์หรือคนที่จำเป็นต้องใช้จริงๆเท่านั้น เพราะหน้ากากประเภทที่จะป้องกันการติดเชื้อหรือการลอดผ่านของละอองฝอยได้แบบเปอร์เซนต์สูงๆก็เป็นของหายาก ส่วนกฎของเยอรมันที่ออกมาใหม่นั้นการใส่หน้ากากจะเป็นหน้ากากแบบใดก็ได้ หรือ แม้กระทั่งจะใช้ผ้าพันคอ หรือ ผ้าเช็ดหน้าแทนก็ยังได้ จริงๆแล้วถ้าเป็นผ้าที่บางมากๆก็คงจะช่วยกันอะไรไม่ได้มาก แต่ก็อาจจะยังดีกว่าไม่มีอะไรป้องกันเลย การบังคับให้ใส่ตอนไปซื้อของ และตอนขึ้นรถสาธารณะก็ค่อนข้าง make sense เพราะมีความเสี่ยงสูงที่ต้องสัมผัสกับผู้คนมากมาย ทุกวันนี้เรารู้สึกเหนื่อยมากเวลาที่ต้องไปซื้อของที่ supermarket เอาจริงๆเหมือนออกไปรบ เพราะรู้สึกต้องระวังนู่นนี่เยอะแยะไปหมด จากเมื่อก่อนที่ไปซื้อของสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง พอนึกเมนูอะไรออก หรือ อยากกินอะไรก็แวะซื้อ เดี๋ยวนี้ต้องลดเหลือไปแค่สัปดาห์ละครั้ง มีวันนึงใส่มาส์ก ใส่หมวกแก๊ปไปซื้อของ จนแทบมองไม่เห็นหน้าอยู่ละ พอถึงเวลาจ่ายตังค์ปกติต้องบอกเค้าว่าจะจ่ายแบบไหน จ่ายบัตร จ่ายเงินสดหรืออะไรก็ว่าไป นี่พูดไปแคชเชียร์ฟังไม่รู้เรื่องเลยจ้า เพราะนางก็อยู่ในตู้กระจกใสอีกที แล้วนี่จะจ่ายด้วยบัตร payback pay (เป็นบัตรสะสมแต้มที่เยอรมัน) ที่สแกนบาร์โค้ดจากมือถือ มีความซับซ้อนไปอีก เพราะต้องรอโหลดนู่นนี่นั่น สื่อสารกันลำบากมาก จะถอดมาส์กออกก็ไม่ควรอีกเพราะมือไม่สะอาด จังหวะนั้นก็สงสารทั้งตัวเองทั้งแคชเชียร์

ช่วงที่ผ่านมาที่ต้อง social distancing แล้วร้านรวงต่างๆปิด เข้าไปในเมืองนี่โล่งมากแทบไม่มีคนเลย แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้อยู่บ้านนะจ๊ะ ออกไปเดินป่า ขึ้นเขากันเต็มเลย ก็ยังรักษากฏแหละแบบไปไม่เกิน 2 คน หรือไปกับคนที่อยู่ร่วมชายคาเดียวกัน อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ายังไง เพราะบางคนก็บอกว่าเชื้อมันอยู่ในอากาศด้วยนะเธอ…แต่โดยส่วนตัวเราว่ามันก็ต้องหาตรงกลางปรับชีวิตให้ยังดำเนินต่อไปได้ด้วย เพราะสุขภาพจิตก็สำคัญ ถ้ากักตัวอยู่แต่ในบ้านแล้วเครียดเกินไปก็ต้องหาทางผ่อนคลายให้ตัวเองบ้าง นี่ก็เป็นโชคดีของเราที่อาศัยอยู่ในเมืองที่ล้อมรอบด้วยภูเขา เดินไปไม่กี่นาทีก็ขึ้นเขาละ ถ้าต้องอยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆที่กรุงเทพคงจะอึดอัดและหดหู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

ส่วนชีวิตการทำงานนั้น เราทำงานทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ต้องทำการทดลองต่างๆ ช่วงที่ผ่านมามีมาตรการให้ลดการไปที่ทำงานให้มากที่สุด ถ้าไม่จำเป็นก็ให้ทุกคน work from home หรือที่คนเยอรมันจะเรียกว่า home office แต่เรานั้นยังต้องทำการทดลองแล้วก็ต้องรายงานผลทุกสัปดาห์เลยมีความจำเป็นที่จะต้องไปที่ทำงาน แต่พอไปถึงส่วนใหญ่เราก็จะทำการทดลองในห้องทดลองเท่านั้น ส่วนการวางแผนการทดลองและจัดการกับผลการทดลองก็จะทำที่บ้าน แบบนี้ก็จะแอบเหนื่อยกว่าปกตินิดนึงเพราะต้องวางแผนให้ดีว่าจะทำอะไรบ้าง แล้วมันก็จะมีอารมณ์แบบต้องรีบทำทุกอย่างให้เสร็จภายในระยะเวลาที่จำกัด แต่สัปดาห์ที่ผ่านๆมาคนส่วนใหญ่ไม่ได้มาที่ทำงาน เพิ่งเริ่มสัปดาห์นี้ที่เกือบทุกคนจะกลับมาทำงานแบบ “เกือบ” เหมือนปกติ ทำให้มีการแบ่งกันทำงานเป็นกะ กะเช้ากับกะบ่าย มีกฏใหม่ว่าในห้องทดลองห้ามมีคนเกิน 3 คน ส่วนถ้าเป็นออฟฟิศก็ห้ามเกิน 2 คน เมื่อก่อนที่ทำงานเราจะมีห้องดื่มกาแฟ ที่ทุกคนจะมารวมตัวกันเม้าท์มอย พักกินข้าวกลางวัน พักดื่มชากาแฟ หรือ ดื่มเบียร์หลังเลิกงาน ตอนนี้ห้องนั้นก็จำกัดไม่ให้มีคนเกิน 2 คน เก้าอี้จากเมื่อก่อนมีเป็น 10 ตัวก็ถูกเอาออกไปหมดเหลือแค่ 2 ตัว ก็แอบเศร้าๆอยู่เหมือนกัน การไปทำงานแบบไม่มีสังคมถึงจะยังมีคุยกันตามทางเดินได้บ้างแต่ก็เป็นบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย ไม่รู้เราจะต้อง social distancing กันไปถึงเมื่อไหร่ นึกภาพไม่ออกเลยว่าถ้าต้องเป็นอย่างนี้ไปนานๆ หลังจากโรคระบาดผ่านไปการใช้ชีวิตของเราจะเป็นยังไง น่าจะเปลี่ยนไปเยอะเลย มนุษย์เราอาจจะลดการสุงสิงกันจนฝังลึกลงไปในจิตใต้สำนึกและมีชีวิตแบบต่างคนต่างอยู่มากขึ้นไปกว่าแต่ก่อนอีก…

หวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้นเรื่อยๆและกลับมาเป็นปกติในเร็ววัน
*อ้างอิง 
- https://www.tagesschau.de/inland/corona-maskenpflicht-103.html?fbclid=IwAR0xBa5kFkvSKDY_3vJzJGbu613tnKZ-ML4qCKaESUZ1tMRXOom0QIGeMdc
- https://www.bbc.com/news/world-europe-52382196

ภาพจาก facebook page Du weißt Du bist Freiburger, wenn…
https://www.facebook.com/DubistFreiburger/posts/2899248820152697
เป็นภาพจระเข้ใส่หน้ากากในคลองที่เมือง จระเข้ตัวนี้วันดีคืนดีก็หันหน้าเปลี่ยนทิศด้วย

SHARE
Writer
True_Maii_eye
Traveling Dreamer
Story telling through my perspectives...based on my belief that everything happens for a reason ♥

Comments

ongsa
4 months ago
เดี๋ยวก็ดีขึ้นครับ
Reply