ความสติแตกของนิสิตป.โท
การเดินทางของฉันในฐานะนิสิตปริญญาโท เสร็จสิ้นไปประมาณ 2 ใน 3 ส่วนแล้ว

แม้การฝึกงานจะยังไม่ผ่านพ้นไปเพราะสถานการณ์โรคระบาดที่ทำให้การเก็บชั่วโมงฝึกงานล่าช้าลง แต่เมื่อวานนี้ ก็นับว่าเป็นวันสุดท้ายที่ฉันต้องเข้าเรียนออนไลน์ร่วมกับเพื่อนๆ

ในเซสชั่น support group พี่นักจิตวิทยาถามฉัน อย่างที่ถามคนอื่นๆ ว่า ความรู้สึกต่อการฝึกงานเทอมนี้เป็นอย่างไร

ฉันตอบว่า มันเหมือนเทอมก่อน ตรงที่อาจารย์มักจะบอกว่าฉันทำดีแล้ว มันโอเคแล้ว และมีคำแนะนำเพิ่มเติม อาจจะมีติบ้าง ส่วนมากยังเป็นเรื่องของความมั่นใจในตนเอง ส่วนความรู้สึกก็คือ ฉันดีใจที่เห็นว่า client ดีขึ้น ทั้งเคสกลุ่มเคสเดี่ยว ฉันได้รับความรักและคำขอบคุณกลับมามากมาย

อย่างไรก็ตาม ฉันมักจะคาดหวังกับตัวเองมากกว่านั้น เหมือนเราตั้งเกณฑ์ไว้สูงกว่าสิ่งที่เราทำเสมอ มันจึงไม่เคยรู้สึกว่าดีพอ ความหงุดหงิดตัวเอง หรือความไม่พอใจ จึงไม่เคยหายไป ยังวนกลับมาใหม่อยู่เรื่อยๆ

เพื่อนหลายคนพูดว่าพวกเขารู้สึกรักตัวเอง แต่ฉันกลับไม่รู้สึกแบบนั้น ฉันก็พยายามมาตลอดด้วยหลายวิธีการ ให้เรายอมรับตนเองอย่างที่เป็นได้ หลายครั้งมันก็ดีขึ้น แต่ก็รู้สึกเหมือนความรู้สึกมันดีดออกตลอด ก็เป็นเรื่องที่ฉันยัง work กับมันอยู่

ขณะที่ตอบคำถามฉันก็ใช้เล็บจิกเนื้อตัวเองไป เพื่อไม่ให้น้ำตามันไหลออกมา

พี่นักจิตก็ถามต่อว่า ชอบอะไรในตัวเอง ในการฝึกงานครั้งนี้ ฉันตอบไปว่า ชอบที่รู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ และยังมั่นคงว่านี่คืองานที่ต้องการจะทำ แต่ไม่ใช่อยากทำเพราะอยากเป็นคนที่มีประโยชน์ มันไม่ใช่เหตุผลหลัก ฉันชอบลักษณะงาน ชอบการได้ใช้ทักษะด้านที่ถนัด ชอบสิ่งที่เราต้องทำในงานนี้ นั่นคือเหตุผลหลัก

เอาจริง ฉันว่าฉันพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง ตอนนี้ก็พิมพ์ไม่ค่อยรู้เรื่อง

self-acceptance เป็นประเด็นอ่อนไหวเหลือเกิน

กว่าจะตอบคำถามหมด ข้อเท้าฉันก็เต็มไปด้วยรอยเล็บ แม้จะตอบคำถามด้วยความรู้สึกว่าตัวเองแสดงออกไปอย่างนิ่งสงบ ไม่ได้หลุดความสั่นไหวออกไป แต่ถ้าตาไม่ฝาด ฉันเห็นตัวเองในจอดูจมูกแดงๆ 

ตอนนั้นฉันมีประโยคหนึ่งในใจที่คิดแล้วอยากร้องไห้ มันคือคำพูดว่า ทุกคนทิ้งฉันไปหมด

ไม่ใช่เพื่อนในคลาส อันนั้นน่าจะสะบักสะบอมพอกัน แต่เป็นบรรดาผู้รับบริการที่แวะมาใช้บริการการปรึกษาเชิงจิตวิทยากับฉัน เดือนละ 2 ถึง 4 ครั้งติดต่อกันมาเป็นเวลา 3 เดือน

หลายคน จากที่เคยเกลียดตัวเอง ก็ยอมรับตัวเองได้มากขึ้น อาการที่ดูจะดีขึ้น ผ่านมาเป็นเดือนก็ไม่ได้ทรุดลงไป

แล้วทำไมคนที่ช่วยให้คนอื่นขึ้นบกได้อย่างฉัน กลับยังจมอยู่ในน้ำ มือกี่มือพยายามเข้ามาดึงขึ้น แต่สุดท้ายก็จมกลับลงไปใหม่เสียทุกที

บางที ฉันอาจจะใจร้อนกับตัวเองไปหน่อย เพราะจะว่าไป ฉันก็ไม่ได้นัดคุยกับนักจิตของฉันบ่อยครั้งเท่ากับ client ของตัวเอง ตั้งแต่ปิดโควิดมาก็ไม่ได้ไปหาอีกเลย พี่เขาก็ไม่ได้ทักมาถามอะไร

หลายครั้งฉันคิดว่ามันไม่มีทางไหนแล้วที่ฉันจะหยุดยั้งความโกรธ เกลียดตัวเองได้ นอกจากการเป็นสิ่งที่ตัวเองคาดหวังให้เป็น

ทำตัวให้ ‘ดีพอ’ ที่ตัวเองจะรักได้

ดีพอจนรู้สึกว่าเราคู่ควรกับความรัก ความภูมิใจ ที่มีให้ตนเอง

สิ่งที่ฉันทำผิดพลาดไปน่ะ มันเล็กน้อย (มั้ง) เมื่อเทียบกับสิ่งที่ลงมือทำไปแล้วมันสำเร็จ

แต่ฉันรับไม่ได้จริงๆ

ใครๆ ก็หมดไฟในการเรียน การทำงาน การเขียนธีสิสได้ทั้งนั้น

แต่ฉันรู้สึกว่าทุกครั้งที่พยายามจะวางแผน แล้วทำไม่ได้ตามนั้น มันเหมือนโลกจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ 

ฉันมันห่วย

ฉันมันแย่

ไร้ความสามารถ

ถ้อยคำพวกนี้ฝังแน่นยิ่งกว่าอะไร

ฉันรู้สึกว่าตัวเองน่าเกลียดน่าชังเหลือเกิน แม้ว่าในแต่ละวัน จะมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นมากมายเท่าไหร่

ได้สัมผัสความรัก ความหวังดี จากผู้คนรอบตัวมากมายแค่ไหน

แต่ฉันไม่อาจจะหาทางออกไปจากที่แห่งนี้ได้เลย

วันแล้ววันเล่า ติดอยู่ในกับดักนี้

พาตัวเองลงไปนั่งที่โต๊ะทำงานไม่ได้ นั่งแล้วก็ลุกออกมา งานก็ไม่เดิน หว่านล้อมตัวเองอย่างไรก็ไม่เป็นผล

รู้สึกเหมือนเห็นตัวเองล้มเหลวแบบเดิม

คะแนนเทอมก่อนก็ห่วย

ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมการได้เรียนสิ่งที่ชอบ ฉันถึงทำออกมาได้แย่ ไม่ต่างจากสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ

มันยากไปเหรอ

ฉันโง่ไปเหรอ

ต้นทุนทางภาษาก็ดีกว่าคนอื่น

ฉันรู้ว่ามันมีหลายอย่างที่ฉันอยากทำมากกว่ารายงานหรือธีสิส

ฉันพูดคุยกับเพื่อน ฉันอ่านนิยาย ฉันร่างพล็อตนิยาย ฉันทำทุกอย่างยกเว้นธีสิสและรายงาน

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ตัวเองก็จมอยู่กับรายงานนานๆ ได้ หากเป็นเรื่องที่ฉันสนใจ แต่ตอนนี้มันไม่ยอมทำ

เหมือนฉันเกิดแรงต้านในการใช้ชีวิต

อาการเบื่ออาหารก็ยังอยู่ ไม่อยากกินอะไร นอนฝันร้าย ตื่นมาด้วยความเหนื่อยทุกเช้า 

ดีขึ้นตรงที่เดี๋ยวนี้ไม่ง่วงระหว่างวัน และไม่ขี้เกียจล้างจานแล้ว

สมาธิในการทำเคสและทำกลุ่มออนไลน์ก็ดีขึ้น ไม่งอแงเท่าช่วงก่อนหน้านี้ที่ไม่อยากทำกลุ่ม

ฉันว่าอันที่จริงปัญหามันมีแค่ไม่อยากเขียนรายงานนั่นแหละ

กลัวความยากลำบากที่ไม่รู้จะไปจบสิ้นที่ตรงไหน

แค่นั้นเลย

แต่เราก็ต้องอยู่กับมันแหละเนอะ 

ไม่ว่าจะยากเย็นแค่ไหน

ขอแค่กล้าที่จะพาตัวเองเข้าไปอยู่ตรงนั้น

อย่าวิ่งหนีมันอีกเลย








SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments

nananatte
3 months ago
คุณ shallot ใจเย็นๆ นะคะ อากาศเปลี่ยนแปลงมีผลต่อสภาพอารมณ์และสภาพร่างกายค่ะ (ถึงมันจะฟังดูเป็นปัจจัยภายนอกไปสักหน่อย) เท่าที่เล่ามาฟังดูมีความกังวลและมีงานคั่งค้าง ลองให้คุณแม่ต้มน้ำขิงให้ทานน่าจะช่วยได้ค่ะ ดื่มแทนน้ำและค่อยๆ จิบไปทั้งวัน(ถ้าเป็นคนทานน้ำชิงได้) และลองเปลี่ยนแนวเพลงที่ฟังให้มามีบีตที่แรงขึ้น เลือกเพลย์ลิตส์เพลงแบบ Britney Spears, the Pussycat Dolls, Blackpink หรือเพลงคนอื่นที่ชอบแต่เป็นเพลงเร็วน่ะค่ะ น่าจะช่วยปรับอารมณ์ในเบื้องต้นได้

ทำธีซิสนี่เป็นงานใช้พลังใจจริงๆ อีกนิดเดียวก็จะเรียนจบแล้ว สู้ๆ นะคะ
Reply
Shallot
3 months ago
ขอบคุณค่ะคุณณัฐ จะลองทำตามนะคะ ขอบคุณสำหรับความเป็นห่วงและกำลังใจด้วยค่า ขอให้หน้าฝนนี้คุณณัฐแข็งแรงปลอดภัยเช่นกันค่ะ :D
nananatte
3 months ago
ร่างกายเพี้ยนมากถึงมากที่สุดค่ะ คุณ shallot อากาศร้อนเจออาหารเป็นพิษด้วยล่ะ งื้อ... ขอให้สดชื่นในเร็ววันนะคะ เรื่องธีซิส ลองแตกงานออกมาเป็น baby step แล้วถ้าทำเสร็จไปได้สเต็ปนึงก็ให้รางวัลตัวเองก็ได้ค่ะ สู้ๆ จร้า