ตู้ล็อกเกอร์หมายเลข 21
'โชคดีนะ ไว้เจอกันใหม่'
ปากกาตราม้าสีดำจรดตัวอักษรเหล่านั้นลงบนผ้าใยสังเคราะห์ของเสื้อนักเรียนสีขาวสะอาดตา
สีสันจากปากกาหลากสีบรรจงวาดลวดลายสวยงาม ฝากถ้อยคำจารึกความคิดถึงไว้
แม้รู้ว่าคำเหล่านั้นจะจางหายไปตามกาลเวลาที่ผันผ่าน แต่อย่างไรมันก็ไม่สำคัญเท่ากับการที่ครั้งหนึ่งรอยปากกาเหล่านั้นถูกฝากฝังไว้จริง ไม่ใช่แค่ที่เสื้อ แต่หมายรวมไปถึงใจ

แสงแดดรำไรของเวลาบ่ายสามโมงเย็นวันศุกร์พาดผ่านตัวอักษรที่ร้อยเรียง ชวนให้มองด้วยความรู้สึกอาวรณ์ ฉันส่งเสื้อตัวนั้นคืนให้กับเจ้าของตัวจริงของมันพร้อมรอยยิ้ม เธอรับไปก่อนจะยิ้มสดใสกลับมาเหมือนเคย ยิ้มแบบที่เผยลักยิ้มประจำตัวของเธอ ยิ้มแบบที่เราเจอกันวันแรก แล้วเธอก็โบกมือลาพร้อมบอกว่าแม่มารับแล้ว

“สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันเช่นเคยกับชมรมเสียงตามสายประจำโรงเรียน เวลาบ่ายสามโมงวันศุกร์สุดท้ายของปีการศึกษา วันนี้เป็นวันปัจฉิมของพี่ ๆ ม.6 ของเรา วันสุดท้ายของช่วงชีวิตมัธยม วันนี้ก็เป็นอีกวันที่โรงเรียนของเราเต็มไปด้วยดอกไม้ ลูกโป่ง ตากล้อง และผู้คนที่มาร่วมแสดงความยินดีนะคะ ทางเรา ชมรมเสียงตามสายก็ขอกล่าวคำว่า โชคดี มอบให้แก่พี่ ๆ ม.6 และขอบคุณที่ครั้งหนึ่งเข้ามาเป็นความทรงจำที่ดีในโรงเรียน ขอให้พี่ ๆ โชคดีกับเส้นทางที่เลือกและได้ทำในสิ่งที่พี่ ๆ ชอบค่ะ สำหรับวันนี้ลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่เปิดเทอม สวัสดีค่ะ”

เสียงออดของประกาศเสียงตามสายจบไปแล้ว เป็นจังหวะเดียวกับที่ฉันเขียนเสื้อให้เพื่อนอีกคนเสร็จ กระชับกระเป๋าเป้เตรียมสะพายขึ้นหลัง พร้อมเดินออกไปรอรถที่หน้าโรงเรียน
ฉันเห็นเธอกำลังขนบรรดาช่อดอกไม้และลูกโป่งไปเก็บไว้ที่ท้ายรถของคุณแม่ เมื่อของชิ้นสุดท้ายถูกเก็บ ท้ายรถถูกปิดลงเรียบร้อยและเธอเตรียมก้าวขาขึ้นไปนั่งบนเบาะหนังสีอ่อน

“โชคดีนะ ไว้เจอกันใหม่” ฉันตะโกนสุดเสียงหวังให้เธอได้ยิน แล้วความหวังของฉันก็ไม่สูญเปล่า เธอหันกลับมาพร้อมกับรอยยิ้มก่อนเอ่ยประโยคที่ฉันจำขึ้นใจ

“โชคดีเหมือนกัน ไว้เจอกันใหม่ เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เนอะ แต่คงได้เจอกันสักวันแหละ”

ก่อนที่รถยุโรปคันสวยจะเคลื่อนไปบนท้องถนนและพาระยะห่างที่ไกลกว่าเดิมมาแทนที่ตรงกลางระหว่างฉันกับเธอ

ฉันยิ้มพร้อมโบกมือลาส่งเธอจนรถเคลื่อนออกไปไกลสุดสายตา ฉันยิ้มให้กับทุกช่วงเวลาที่เคยเกิดขึ้น เธอเข้ามาทำให้เวลาสามปีมีความหมายมากกว่าที่เคย เป็นความรู้สึก เป็นความทรงจำที่ดีที่ครั้งหนึ่งเคยเกิดขึ้นและฉันยินดีกับทุกเรื่องราวมาเสมอ



เช้าวันจันทร์แรกของสัปดาห์กลับมาอีกครั้ง เปิดเทอมม.4 เทอมปลาย โรงเรียนคราคร่ำไปด้วยเหล่านักเรียนที่เดินกันขวักไขว่ เสียงพูดคุยกันเจื้อยแจ้วถึงเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นช่วงปิดเทอมหนึ่งเดือนดังขึ้นไม่ขาดสาย บ่งบอกว่าแต่ละคนคงพบเจอเรื่องต่าง ๆ มากมายและอยากแชร์เรื่องเหล่านั้นให้เพื่อนรู้ใจฟัง ฉันกระชับกระเป๋าเป้ให้มั่นก่อนเดินเข้าโรงเรียนและมุ่งหน้าไปยังห้องเรียน

เจ็ดโมงห้าสิบหลังเข้าแถวเสร็จ ทุกคนนั่งประจำที่ จับจองโต๊ะที่เหมาะเจาะกับตัวเอง ซึ่งมันก็เป็นโต๊ะตัวเดิมกับเมื่อตอนม.4 เทอมต้นนั่นแหละ ครูประจำชั้นเดินเข้ามาในห้องเรียน คาบโฮมรูมเริ่มต้นขึ้น จำได้ว่าวันนั้นครูแนะนำเพื่อนใหม่ที่จะมาเรียนกับเราตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทุกคนพยักหน้ารับทราบและปรบมือยินดีให้กับสมาชิกใหม่ของห้อง แล้วครูก็ให้เธอมานั่งโต๊ะข้างฉันเพราะมันเป็นที่เดียวที่ยังว่างอยู่

“ขอโทษนะ รู้ไหมว่าถ้าจะใช้ตู้ล็อกเกอร์หลังห้องนี่ต้องทำยังไงเหรอ” เธอเอ่ยถามเป็นประโยคถัดมาหลังจากที่เราถามไถ่ชื่อกันเสร็จสรรพ

“อ๋อ ไม่ยาก ๆ แค่ต้องไปลงชื่อกับหัวหน้าห้อง” ฉันตอบไปอย่างเป็นกันเองเพื่อให้เธอคลายความเกร็งลง

“โอเค ขอบคุณมากเลยนะ เดี๋ยวเราจะไปลงชื่อพักกลางวันนี้แหละ” เธอยิ้มสดใสกลับมา มันทำให้ฉันนึกถึงพระอาทิตย์ที่ทอแสงจ้าจนวัตถุอื่นถูกกลืนหายไปหมด

“แต่ติดปัญหาอยู่อย่างนะ” ฉันเอ่ยต่อ

“อะไรเหรอ”

“ก็.... ตู้ล็อกเกอร์มีแค่ 30 ตู้ และมันถูกจองเต็มตั้งแต่ก่อนเข้าแถวแล้วน่ะ อันที่จริงเหมือนเป็นธรรมเนียมที่คนในห้องรู้กันว่าถ้าจะมีตู้ล็อกเกอร์ของตัวเอง ต้องมาจองตั้งแต่เช้าวันเปิดเทอมวันแรก อะไรแบบนั้น” ฉันอธิบายให้เธอเข้าใจและแวบหนึ่งฉันเห็นแววตาเสียดายที่ปิดไม่มิดของเธอ

“งั้นก็ต้องรอเทอมหน้าเลยใช่ไหม” เธอถาม

“ไม่ต้องหรอก”

“ทำไมล่ะ” เธอถามพร้อมเผยใบหน้าและแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย

“แชร์กับเราได้ เราไม่ได้เก็บของอะไรเยอะอยู่แล้ว มีที่ว่างพออยู่”

“จริงเหรอ ขอบคุณมากเลยนะ ว่าแต่ตู้ล็อกเกอร์หมายเลขอะไรเหรอ” สีหน้าท่าทางดีใจปรากฏขึ้นอย่างแจ่มชัด

ตู้ล็อกเกอร์หมายเลข 21” ฉันตอบ

หลังจากวันนั้นที่เราตกลงแชร์ตู้ล็อกเกอร์กัน เราก็เริ่มคุยกันมากขึ้น อาจจะเพราะเรานั่งเรียนข้างกันตลอดและเธอเป็นเด็กใหม่ที่ย้ายเข้ามากลางปีการศึกษาเลยยังไม่มีเพื่อนมากนัก หรืออาจเป็นเพราะเราแชร์ตู้ล็อกเกอร์ เห็นหลายสิ่งของกันและกัน บางสิ่งไม่ต้องเอ่ยถามด้วยซ้ำ เราก็รู้กันในใจ

เวลาผ่านไปจนเราขึ้นม.5 เราเริ่มสนิทกันมากขึ้น แชร์เรื่องราวหรือสิ่งที่เราพบเจอให้กันและกัน ทั้งเพลงที่ฟัง หนังที่ดู ที่ที่ชอบไป หรืออย่างตอนพักกลางวัน เรากินข้าวด้วยกันที่โต๊ะตัวเดิมทุกวันโดยที่ฉันสั่งเมนูประจำคือข้าวมันไก่และเธอสั่งผัดมาม่า บางทีเราก็แลกเมนูกัน ผลัดกันลิ้มรสชาติของเมนูโปรดของแต่ละคน ฉันมักจะแอบไปเข้าห้องน้ำตอนคาบสามแล้วอาศัยจังหวะนั้นเดินไปสั่งข้าวกับป้าร้านตามสั่งให้เธอเสมอ ถึงเวลาพักกลางวัน พอเธอไปถึงร้านป้าก็จะยื่นจานข้าวให้อย่างพอดิบพอดี เราเริ่มรู้จักกันมากขึ้น

ฉันจำได้ว่ามีวันหนึ่งเปิดตู้ล็อกเกอร์ออกเพื่อจะเก็บหนังสือ แต่พบเจอเข้ากับแซนวิชแฮมชีสแนมด้วยผักกาดหอมและมะเขือเทศ หน้าตาดูดีเหมือนแซนวิชตามร้านอาหารประกอบกับฉันยังไม่ได้กินข้าวเช้าทำให้ท้องส่งเสียงร้องอย่างน่าขัน ระหว่างที่ฉันงุนงงว่าแซนวิชนี้เป็นของใคร เธอก็พูดขึ้นมาพร้อมเฉลยว่าแม่ของเธอทำมาเยอะ เลยแบ่งให้ฉันด้วยอันหนึ่ง หลังจากนั้นเราก็ผลัดกันวางของพร้อมผลัดกันเป็นสายลับตามหาเจ้าของและเหตุผลการปรากฏของของสิ่งนั้น บางครั้งเป็นขนม ของฝาก หรือพวงกุญแจ แม้เราจะรู้ว่าเจ้าของที่แท้จริงที่นำของสิ่งนั้นมาเป็นใคร แต่เราก็ยังเล่นกันอยู่แบบนี้เสมอ อาจจะเป็นเพราะเราเคยชิน มันกลายเป็นกิจวัตรไปแล้ว และเราอยากฟังเหตุผลที่มาของของสิ่งนั้นด้วยเหมือนกัน

ตอนใกล้จบม.5 ช่วงเวลาแห่งการทำเพื่ออนาคตกลับมาอีกครั้ง เพื่อนบางคนในห้องเริ่มเตรียมพร้อมอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ฉันกับเธอก็ด้วยเหมือนกัน เรามักจะซีรอกซ์ชีทจากที่เรียนพิเศษที่แต่ละคนเรียนมาวางไว้ในตู้ล็อกเกอร์ให้อีกฝ่ายเสมอ เรียกได้ว่าสองปีที่ผ่านมา เราแชร์เกือบทุกอย่างให้กันและกันเลยก็ว่าได้

ว่ากันว่าเวลาที่เรามีความสุขมักผ่านไปไวเสมอ ฉันกับเธอเดินทางเข้าสู่ม.ปลายปีสุดท้าย ม.6 เป็นช่วงเวลาที่หนักหน่วงสำหรับเรา เราอ่านหนังสืออย่างหนักทั้งคู่ เลิกเรียนแล้วก็แยกย้ายกันไปเรียนพิเศษ ทำให้เราไม่ค่อยได้คุยกันเยอะเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็คุยบ้างสัพเพเหระในช่วงพักกลางวัน

ฉันเห็นเธอชอบแอบหลับในคาบเรียนเสมอ ดวงตาอ่อนล้าจากการนอนดึกสะสมเผยแววอย่างเห็นได้ชัด แสงแดดจากด้านนอกสาดส่องเข้ามา โต๊ะของเราที่อยู่ติดริมหน้าต่างเลยได้รับแสงเต็มที่ ฉันที่นั่งโต๊ะตัวที่อยู่ติดริมหน้าต่างที่สุดไม่ได้ระคายอะไรกับความร้อนแค่นี้หรอก แสงแดดตกกระทบที่ใบหน้าของเธอ เปลือกตาเธอขยับเล็กน้อยและเป็นไปตามคาด เธอไม่ตื่น ฉันยกมือขึ้นป้องที่ใบหน้าของเธอ กันแสงแดดที่ส่องลงมาเพื่อไม่ให้เธอร้อนจนเกินไป

ม.6 เทอมต้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่าเราเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเป็นนักเรียนมัธยมอย่างจริงจัง เทอมปลายนี้เราคุยกันน้อยกว่าเดิมเพราะต่างฝ่ายต่างก็ต้องอ่านหนังสือ เมื่อไม่นานมานี้เราได้มีโอกาสแชร์ความฝันให้กันและกันฟัง ฉันได้รู้ว่าเธออยากเรียนกราฟิกดีไซน์ ส่วนฉันอยากเรียนสถาปัตย์ เราต่างอวยพรให้เราทั้งคู่ทำตามความฝันสำเร็จ ถึงมันจะยาก แต่เราเชื่อว่าเราจะทำมันได้

สติกเกอร์รูปหัวใจ ดอกไม้สีแดงส่งกลิ่นหอม กล่องช็อคโกแลตหลากรสชาติถูกหยิบยื่นให้กัน พ่อสื่อแม่สื่อกลับมาฮิตอีกครั้ง เทศกาลธรรมดาที่ทุกปีฉันไม่เคยสนใจ แต่ไม่ใช่กับปีนี้

ฉันมาโรงเรียนเช้าเป็นพิเศษในวันนี้พร้อมกับดอกกุหลาบสีแดงสดหนึ่งดอกที่ตื่นแต่เช้าไปซื้อมาจากตลาดแถวบ้าน ฉันเปิดตู้ล็อกเกอร์ วางดอกกุหลาบลงเบา ๆ พลางเหลือบมองภาพรวมของตู้ล็อกเกอร์ ฉันไม่เคยสังเกตจริงจังสักที พอวันนี้มากวาดสายตามองดี ๆ ฉันพบกับสติกเกอร์ตัวละครจากหนังที่เธอชอบ หนังสือมากมายหลายวิชา และของจุกจิกอีกนิดหน่อย ส่วนใหญ่พื้นที่ในตู้ล็อกเกอร์ถูกแบ่งไปให้เธอ พื้นที่ของฉันมีเพียงหนังสือสองสามเล่มเท่านั้น ฉับพลันฉันรู้สึกว่าเราน่าจะมีรูปติดไว้ในตู้ล็อกเกอร์ด้วยกันสักใบ เก็บไว้เป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่งเราเคยใช้ตู้ล็อกเกอร์นี้ร่วมกัน

วันต่อมาเรามีคาบว่างพอดี ฉันจึงถือโอกาสเอากล้องโพลารอยด์มาถ่ายรูปตามที่ตั้งใจไว้ เมื่อมาถึงห้องเรียน ฉันนั่งลงที่โต๊ะตัวเดิมรอคอยการมาถึงของเธอ เพียงไม่นานเธอก็เดินเข้ามาในห้องเรียน ฉันเอ่ยปากชวนเธอถ่ายรูปด้วยกันอย่างไม่มีที่มาที่ไป เธอดูงุนงงแต่ก็พยักหน้าตอบตกลง ฉันพาเธอเดินไปหยุดยืนอยู่หน้าตู้ล็อกเกอร์ของเรา แล้วเขยิบไปยืนข้าง ๆ พลางยื่นกล้องออกไปสุดแขน กะเฟรมให้เห็นเราสองคนและหมายเลขประจำตู้ล็อกเกอร์ของเรา ก่อนจะกดถ่าย แสงแฟลชสว่างวาบขึ้นชั่วพริบตา รอไม่นานรูปใบแรกของเราก็ออกมาให้เชยชม ฉันเปิดตู้ล็อกเกอร์ออกพร้อมแปะรูปใบแรกของเราลงที่ฝาตู้ล็อกเกอร์ด้านใน ก่อนที่ตู้ล็อกเกอร์จะถูกปิดลง ฉันสังเกตเห็นว่าดอกกุหลาบหายไปจากที่ที่มันเคยอยู่แล้ว

เมื่อมีรูปใบแรก ก็มีรูปใบที่สองสามสี่ห้าตามมานับไม่ถ้วน เราถ่ายรูปกันเกือบทุกวันเก็บเอาไว้เป็นความทรงจำ ฉันแบ่งรูปที่เธอชอบให้เธอและรูปบางส่วนฉันเก็บไว้เอง เผื่อเอาไว้ถ้าวันหนึ่งเราต้องแยกย้ายกันไป มันก็คงมีรูปเนี่ยแหละที่หยิบมาดูได้ในเวลาที่เราคิดถึงกัน

แล้ววันสุดท้ายก็เดินทางมาถึง ฉันและเธอกำลังจะเติบโตขึ้นอีกขั้น ก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้ใช้ชีวิตช่วงมัธยมอย่างเต็มที่ ถ้าเรียกเป็นทางการตามแบบฉบับโรงเรียน เราก็คงเรียกวันนี้ว่า วันปัจฉิม
พิธีการในช่วงเช้าทั้งร่ำลาครูและรับใบจบเสร็จสิ้นลงแล้ว ตอนเที่ยงฉันกับเธอนั่งกินข้าวด้วยกันที่โต๊ะตัวเดิมแต่ไม่ใช่เมนูเดิมเพราะวันนี้ทางโรงเรียนเลี้ยงหมูกระทะเด็กม.6 ทั้งสายชั้น เราพูดคุยกันสนุกสนานกับเพื่อนร่วมห้องคนอื่น ๆ ฉันคีบหมูไปไว้ในจานของเธอสม่ำเสมอและเธอเองก็คีบหมูจากเตากลับมาให้ฉันเช่นกัน

ความสนุกตอนช่วงบ่ายเริ่มต้นขึ้น มีทั้งละครเวทีมิวสิคัลที่สะท้อนชีวิตของเด็กม.6 อย่างเราออกมาชัดเจน เรียกเสียงหัวเราะจากคนทั้งหอประชุมได้เป็นอย่างดี มีแจวต่าง ๆ ให้เราได้ขยับร่างกายลุกขึ้นเต้นตามแจวที่ตรงกับเรา และที่สำคัญมีคอนเสิร์ตจากวงดนตรีหลายวงในโรงเรียนมาบรรเลงเพลงเพราะ ๆ ให้ได้เราได้ร้องและกอดคอเต้นไปด้วยกัน

เมื่อกิจกรรมทั้งหมดจบลง ฉันรู้สึกใจหายขึ้นมา มันจบแล้วจริง ๆ สำหรับช่วงชีวิตมัธยม ทุกคนพากันทยอยเดินออกจากหอประชุมและแยกย้ายไปตามห้องเรียนของตัวเอง

ฉันเดินมาถึงห้องก่อนเป็นคนแรกเพราะเธอขอตัวไปเข้าห้องน้ำ สายตาของฉันกวาดไปทั่วห้องอย่างคนที่อยากจะซึมซับบรรยากาศนี้ไว้ พลันก้มลงหยิบกล่องสีครีมกล่องหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเป้ แล้วเดินไปเปิดตู้ล็อกเกอร์ วางกล่องใบนั้นไว้ที่เดิม เหมือนกับที่ฉันเคยวางของชิ้นอื่น ๆ แล้ว กลับมานั่งที่โต๊ะตัวเดิม

เธอกลับมานั่งประจำที่โต๊ะตัวเดิมแล้วและฉันเอ่ยถึงธรรมเนียมเขียนเสื้อวันจบการศึกษา พร้อมกับหยิบเสื้อที่เตรียมมาจากบ้านให้เธอ เธอบอกให้รอแล้วเดินไปหยิบเสื้อที่เตรียมไว้จากในตู้ล็อกเกอร์ เราผลัดกันเขียนเสื้อด้วยปากกาตราม้าสีดำ

มันเป็นคำว่า 'โชคดีนะ แล้วเจอกันใหม่' ที่ฉันเขียนอย่างดีลงบนเสื้อของเธอ ก่อนจะยื่นกลับไปให้เธอพร้อมรอยยิ้ม เธอเองก็ยิ้มตอบกลับมาเช่นกัน แล้วเธอก็โบกมือลาพร้อมบอกว่าแม่มารับแล้ว จากนั้นฉันก็หันไปเขียนเสื้อให้เพื่อนอีกคน

เสียงตามสายของโรงเรียนดังขึ้น กล่าวคำอาลาให้กับนักเรียนม.6 อย่างพวกเรา ฉันเขียนเสื้อให้เพื่อนอีกคนเสร็จเป็นจังหวะพอดีกับที่ประกาศเสียงตามสายของโรงเรียนจบลง ฉันเดินไปเปิดตู้ล็อกเกอร์เพื่อเช็คว่าเอาของออกมาหมดหรือยัง กล่องสีครีมหายไปแล้ว ฉันพบกับจดหมายซองสีครีมเรียบง่ายหนึ่งฉบับวางอยู่ ไม่มีจ่าหน้าซองแต่ฉันรู้ได้ทันทีว่าเป็นของใคร ฉันหยิบจดหมายฉบับนั้นออกมาและไม่ลืมที่จะดึงรูปใบแรกของฉันกับเธอที่ติดอยู่กับฝาตู้ล็อกเกอร์ด้านในออกมาด้วย จดหมายกับรูปถูกเก็บลงกระเป๋าเป้อย่างดี ฉันกระชับกระเป๋าเป้เตรียมสะพายขึ้นหลังพร้อมออกไปรอรถหน้าโรงเรียน

ฉันถอยหลังออกมามอง ตู้ล็อกเกอร์หมายเลข 21 เอาจริง ๆ ฉันรู้สึกขอบคุณตู้ล็อกเกอร์ใบนี้นะ อยู่ด้วยกันมาตั้งสามปี ผ่านอะไรมาด้วยกันตั้งมาก แถมยังมีใครอีกคนมาร่วมแชร์อีกครึ่งหนึ่งของตู้ล็อกเกอร์ไปด้วยกันอีก กลายเป็นอีกความทรงจำที่มีความหมายไปเลย พอมาดูตอนนี้เลข 21 กลับมีความหมายขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ เลข 2 เหมือนแทนสามปีที่ผ่านมาที่ฉันกับเธอเดินเคียงข้างกันมา จนถึงตอนนี้เราสองคนก็ต้องแยกย้ายกันไปทำตามความฝันของตัวเอง ฉันและเธอเหลือเพียงแค่ตัวเองและต้องเดินต่อไป เหมือนกับเลข 1 แต่อย่างน้อยเราทั้งคู่ก็เคยใช้ช่วงเวลาหนึ่งร่วมกัน ตัวเลข 2 และ 1 เคยมารวมกันที่นี่

เวลาของเรามาบรรจบกัน ณ ที่แห่งนี้
ตู้ล็อกเกอร์หมายเลข 21


ฉันส่งสายตาบอกลา เอ่ยขอบคุณอีกครั้งในใจ และฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าตู้ล็อกเกอร์ใบนี้จะมีเจ้าของคนใหม่และก่อให้เกิดความทรงจำดี ๆ ขึ้นเหมือนกับที่เคยเกิดระหว่างฉันและเธอ

ฉันออกมารอรถหน้าโรงเรียน เห็นเธอเก็บของลงท้ายรถของคุณแม่ เมื่อของชิ้นสุดท้ายถูกเก็บลงและเธอกำลังจะก้าวขาขึ้นไปนั่งบนเบาะหนังสีอ่อน

“โชคดีนะ ไว้เจอกันใหม่” ฉันตะโกนสุดเสียงหวังให้เธอได้ยิน แล้วความหวังของฉันก็ไม่สูญเปล่า เธอหันกลับมาพร้อมกับรอยยิ้มก่อนเอ่ยประโยคที่ฉันจำขึ้นใจ

“โชคดีเหมือนกัน ไว้เจอกันใหม่ เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เนอะ แต่คงได้เจอกันสักวันแหละ”



ฉันกลับมาถึงบ้าน วางกระเป๋าเป้ไว้ที่โต๊ะอ่านหนังสือ แล้วหยิบจดหมายซองสีครีมซองนั้นขึ้นมาเปิด หยิบกระดาษสีเหลืองอ่อนขนาดเอห้าออกมา เหลือบเห็นมุมด้านหนึ่งของกระดาษเขียน คำว่า "ขอบคุณ" พลันนึกถึงเธอและกล่องสีครีมที่ฉันเอาไปวางในตู้ล็อกเกอร์ ข้างในกล่องนั้นบรรจุรูปถ่ายโพลารอยด์หลายใบที่เราถ่ายด้วยกันช่วงม.6 เทอมปลาย หลากอิริยาบถ หลายเหตุการณ์

ฉันยิ้มให้กับเนื้อความในจดหมาย มันไม่มีอะไรเลยนอกเสียจากเนื้อเพลงเพลงโปรดของเรา เพลงที่อยู่กับเราทั้งคู่มาตลอดสามปี และจะอยู่แบบนั้นในใจฉันไม่เปลี่ยนไปเสมอ

ลืมตามองเช้าวันใหม่ มองไปด้วยใจที่ว่างเปล่า
ลืมเรื่องร้าย ๆ วันเก่า เมื่อวันที่เศร้าได้ผ่านพ้นไป

ออกเดินทาง ต่างคนผ่านมาด้วยกัน
บางที อาจมีผิดพลาดกันไป
บางวัน ที่ฉันเริ่มท้อ มีเธอคอยปลอบใจ

รู้อยู่ (มีฉันวันนี้) ให้เธอทุกอย่าง (ใครไม่สนใจ)
เมื่อมีเธอร่วมทาง ไม่ว่านานเท่าไร ฉันอยู่ตรงนี้
แต่ยังน้อยไป (อยากให้เธอรู้)
เธอมีสิ่งดี ๆ (โปรดจงเฝ้าดู)
มากกว่าเดิมทุกที และไม่พอแค่นี้ ขอให้เธอจงมั่นใจ

Theme song : ให้เธอ -Scrubb

SHARE

Comments