Self Reflect
ถือโอกาส reflect ชีวิตตัวเองซักหน่อย

นี่ถือเป็นช่วงอายุที่แก่ที่สุดในชีวิต ( กำลังจะ 34 )

ก่อนอื่นต้องพูดถึงสถานการณ์ เหตุบ้านการเมือง ณ วินาทีนี้ก่อน

ตอนนี้มีโรคระบาดจากเชื้อไวรัส Corona เริ่มระบาดมาจากเมืองอู่ฮั่น ของจีน

จนตอนนี้ pandemic ไปทั่วโลกแล้ว รัฐบาลต้องออกประกาศราชกิจจานุเบกษาปิดประเทศ

พนักงานเอกชนส่วนใหญ่มีนโยบาย Work From Home

กูก็เป็นหนึ่งในนั้น ทำงานอยู่บ้านมาจะเดือนนึงแล้วล่ะ จะว่าเบื่อก็เบื่อชิบหาย ที่ไม่ได้ออกไปไหน



วันนี้มีโอกาสได้ไล่อ่านบันทึกที่ตัวเองเคยเขียนไว้ทุกช่วงวัย ไล่ย้อนไปตั้งแต่ปี 2008

ชีวิตช่วงนั้นก็เรียบๆ ง่ายๆ ไม่ได้อยากได้อยากมีเหมือนทุกวันนี้

แต่จะหนักไปทางเรื่องอยากมีความรัก อยากมีแฟน ซะส่วนใหญ่

ซึ่งมันก็มีช่วงที่โรแมนติกอยู่บ้าง ก็สนุกสนานตามประสาวัยรุ่น

ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ เฮฮา กินเหล้า เที่ยวกลางคืน ชอบแสงสี (ทุกวันนี้ก็ชอบ แต่เปลี่ยนแนวไปมาก) ซึ่งมันก็เป็นไปตามวัย เข้าใจได้

โตขึ้นมาหน่อย ก็เริ่มตามหาตัวเอง อึดอัดกับสิ่งที่เป็นอยู่ ตกลงฉันอยากเป็นอะไร

ฉันอยากใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี อยากมีเงิน อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น

ในช่วงตามหาตัวเอง ก็อ่านหนังสือบ่อย อินกับนิ้วกลมมาก(นักเขียน)

มันก็มีช่วงที่ลำบาก ดิ้นรน เหน็ดเหนื่อย ช่วงนี้แหล่ะที่ shape ให้โตขึ้นในระดับนึง



ชีวิตช่วงนี้( ช่วง 25-26 ) จะเป็นช่วงที่ ถ้าเวลามีเพื่อนมาเล่าเรื่องความรักให้ฟัง จะไม่อินมากๆ

เพราะมีความคิดที่ว่า "ความรักไม่ทำให้อิ่มท้อง" และก็เป็นยุคที่บอกได้เลยว่า เป็น"ภัยความมั่น"

มั่นว่า กูเนี่ยเหนื่อยกว่าพวกมึงเยอะ ลำบากกว่ามึงอีก กูเนี่ยะสู้มาตลอด มึงแม่งไม่เข้าใจหรอก

มั่นมาก และ Aggressive มาก (ทุกวันนี้ ย้อนกลับไปมองก็ยังไม่ชอบตัวเอง)

ซึ่งช่วงนั้นก็ยังตามหาตัวเองไม่เจออยู่ดี เหนื่อยใจทุกวัน

ไม่มีความสุข แต่ก็เริ่มไปเที่ยวต่างจังหวัดบ้าง ต่างประเทศบ้าง (กับเพื่อนๆ)

อ่านหนังสือบ่อย ดูหนังบ่อย ส่วนใหญ่เป็นหนังอินดี้ อยากเป็นนักปีนเขา

อยากเดินทางไกลๆ เดินทางคนเดียว หญิงแกร่ง ทริปลุยๆ หมักกี แบบหนังเรื่อง เราสองสามคน

แล้วดูทุกวันนี้ดิ่ เหลืออยู่คนเดียว แล้วไม่ยอมลุยแล้วด้วยนะ ดัดจริตมาก กินหรูอยู่สบาย

ไม่มีอีกแล้วคนที่หน้าสดออกจากโรงแรม



แต่จะว่าไป ทั้งหมดทั้งมวล มันก็ shape กูไปสู่อีก stage นึงของชีวิต ที่คิดว่ามาถูกทาง

เป็นยุคที่กลายเป็น คนที่ไม่อยากเสียเวลาแม้แต่ซักนาทีเดียวที่ต้องทำสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ

เริ่มเที่ยวคนเดียว ดื่มด่ำความหรูหรา(เท่าที่จะเปย์ได้) หมดเงินไปกับอะไรที่ตัวเองชอบเยอะมาก

และคิดว่าเราคงจะ keep ตัวตนนี้ (ช่วง 29-31 ) ของเราไปได้อีกยาวนานแน่ๆเลย ซึ่งมันน่าจะเวิร์ค



จนตอนนี้ อยู่ใน stage ที่คนละเรื่องกับช่วงอายุ 30 เลย

เพราะท้ายสุด กูก็เลือกที่จะทำอะไรที่มันสำคัญที่สุดก่อน

แล้วอะไรที่มัน Personal กูก็เลือกที่จะช่างมัน ช่างมันเยอะมากทุกวันนี้

ยอมๆ หยวนๆ กับหลายๆเรื่องอ่ะ อีเหี้ย แบบ เออ ชั่งแม่งเหอะ ไม่เป็นไร

ยังไม่ตาย ไว้ค่อยทำ/ไป/หาใหม่ ก็ได้

สุดท้าย ก็ไม่ได้ตื่นเต้นกับการวาดรูปเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

ต้องขุดตัวเองหนักมาก ให้ลุกมาวาดหรือมาทำอะไรในเชิงศิลปะ

ข้าวของต่างๆที่เคยซื้อมาก็กองไว้ก่อน ไว้มีเวลาหรือบิ้วตัวเองได้ ค่อยทำ

ทุกวันนี้จะว่าไปก็ เริ่มจอยกับการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ บอกตัวเองว่าเริ่มเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ในวัยนี้

ไม่ใช่เรื่องแย่เลย เพราะสุดท้ายแล้ว คนเราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิตนั่นแหล่ะ

แล้วยุคนี้ ก็เป็นยุคที่ Expose อะไรหลายๆ อย่างเหลือเกิน

แนวคิด Conservative ก็กำลังจะตายจากโลกนี้อีกไม่นาน ซึ่งดีใจมาก

ยุคนี้ทุกอย่าง Liberate กูมาก อะไรที่ไม่เคยรู้ ก็ได้รู้

ไม่มีเหตุผลที่จะ shame ธรรมชาติหรือความเป็นตัวเอง

แล้วกูก็ชอบยุคนี้เหลือเกิน แม้มันจะหมุนเร็วมาก ใช้ชีวิตสโลวไลฟ์ไม่ได้อีกแล้ว

ชอบที่โลกมันผลักให้ทุกคนวิ่งหมด หันไปใครๆ ก็วิ่ง ทุกคน ทุกวัย ไม่มีใครหยุดเรียนรู้

คำว่า "ไม่มีใครแก่เกินเรียน ไม่มีใครแก่เกินจะเริ่มต้นใหม่ นั้นเป็น Fact เสมอ"

ไม่ใช่คำพูดสร้างขวัญกำลังใจอีกต่อไป



สรุปได้ว่า ชีวิตทุกวันนี้(ในช่วงวัย 33-34) ค่อนข้าง อินกับการเมืองมาก เหมือนอยู่ในกระแสเลือด

อยู่ในอากาศ เป็นยุคที่ผู้คนตื่นรู้ และการได้ฟังนักวิชาการวิเคราะห์ พูดคุย

ก็ถือเป็นความจอยอย่างนึง จอยที่ได้ความรู้ และสุขที่ได้รู้ว่า

สิ่งที่เราเคยคิดมันไม่ได้น่าอับอาย หรือแย่ หรือการเกิดมาเป็นคนชายขอบ มันไม่ใช่สิ่งผิด

การไม่ได้ใช้ชีวิตตามทำนองคลองธรรมที่สังคมวัฒนธรรมเคย set มาให้เป็น default นั้น

ถ้าเราไม่ได้เป็นอย่างที่เค้าตั้งไว้ ก็ไม่ได้ทำให้ฉันสูญสิ้นความเป็นมนุษย์แต่อย่างใด



สุดท้าย จากการสังเกตุ ตัวตนของเรามันไม่เคยนิ่งเลยอ่ะ

มันเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ และสามารถเดินทางไปสู่ stage ใหม่ได้เสมอ

เหมือนมันจะผลัดเปลี่ยนทุกๆ 2-4 ปี (ในแต่ล่ะช่วงก้อจะใช้เวลาต่างกัน)

แต่เราว่าสุดท้ายคนเรามันจะยังมีแก่นของตัวเองอยู่

จะไม่ได้เปลี่ยนแบบเกิดใหม่เป็นอีกคนอะไรอย่างนั้น

SHARE
Writer
delenies
reader
An ordinary girl who has passionate about travel

Comments