why so sad
ไม่ว่าชีวิตของฉันจะราบรื่นและมีความสุขมากขนาดไหน ความรู้สึกหนึ่งที่แวะเวียนเข้ามาทักทายฉันอยู่เสมอก็คือความเศร้า

ฉันคิดว่าความรู้สึกนี้ น่ากลัวพอๆ กับความโกรธ

ความโกรธทำให้ฉันทำร้ายคนรอบตัวได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ ส่วนความเศร้าก็ทำให้ฉันทำร้ายตัวเองได้รุนแรงจนน่าตกใจเช่นกัน

"อย่ายอมแพ้ มันก็แค่อารมณ์"

เมื่อสิบกว่าปีก่อน ฉันเคยเขียนใส่สมุดบันทึกไว้เช่นนั้น

ทว่าตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าตัวเองจะไม่มีวันเอาชนะอารมณ์อะไรในตนเองได้เลย

การเปลี่ยนแปลงของฉันมีจุดเริ่มต้นมาจากคำว่า 'ยอมรับ' และการยอมรับ เป็นผลจากความ 'เข้าใจ' มีแค่หนทางนี้เท่านั้นแหละ ที่ทำให้ฉันเปลี่ยนแปลงตนเองไปในทางที่ดีขึ้นได้

ที่เขียนบันทึกหน้านี้ขึ้นมา ก็เพราะฉันยังไม่เข้าใจ ว่าทำไมตนเองถึงเศร้าขนาดนี้

ถ้าบอกว่าเป็นเพราะฉันใกล้เป็นประจำเดือน มันก็แปลว่าฉันจะยอมรับสภาพและปล่อยตัวเองให้เป็นอย่างนี้ซ้ำไปงั้นหรือ 

ทุกอย่างต้องมีที่มาสิ 

ฉันเริ่มสังเกตได้ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมานี้แหละ ว่าความเศร้าและสิ้นหวังของฉัน มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับความรู้สึก 'หิว'

ฟังดูตลกดี แต่มันไม่ตลกเลย

ทุกวันนี้ ทุกครั้งที่ต้องกินอาหารที่รสชาติไม่ถูกปาก โดยเฉพาะมื้อเย็น

ฉันจะอิดออด ไม่ค่อยอยากออกไปนั่งโต๊ะอาหารที่บ้าน หรือถ้าแม่เอามาให้ที่คอนโด ฉันก็จะไม่ค่อยยอมลุกไปจัดใส่จานมากิน แม้ว่าตนเองจะเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบมากว่าหกปีแล้ว

การต้องกินอาหารที่รสชาติไม่ถูกปาก มันจะไปปลุกความรู้สึกแย่ๆ ของฉันขึ้นมา

บ่อยครั้ง ฉันจะกินอาหารเย็นได้น้อยเสียจนรู้สึกหิว ทั้งที่เพิ่งลุกจากโต๊ะอาหารเย็น บางครั้งหิวมากเสียจนหงุดหงิด

การที่แค่จะกินข้าวในแต่ละมื้อให้อิ่ม ยังทำไม่ได้ มันทำให้ฉันตั้งคำถามกับคุณภาพชีวิตของตัวเอง 

ฉันเคยน้อยใจและโกรธที่พ่อไม่ค่อยให้เงินใช้ ขอยากเสียจนฉันไม่ค่อยกล้าไปกินข้าวกับเพื่อน ไม่กล้าใช้เงินซื้อขนม ซื้ออะไรที่อยากกิน จนกลายเป็นคนชินกับการกินน้อยๆ ก็เป็นหนึ่งความทรงจำวัยเด็กและวัยรุ่นที่ไม่ค่อยจะมีความสุขของฉัน

ปัญหาเรื่ิองการเงินในบ้าน ที่เกี่ยวโยงไปถึงความสัมพันธ์พังๆ ของฉันกับพ่อ ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่อาจจะถูก triggered ได้จากความหิว หากฉันไม่ระวังความคิดของตัวเองให้ดี

นอกจากนั้น ฉันยังนึกถึงแม่ครัวที่บ้าน ที่ทำงานหนักมาตลอดชีวิตโดยไม่มีวันเกษียณ สมาชิกในครอบครัวมีเหตุผลบางอย่างที่ไม่ยอมจ้างแม่ครัวคนใหม่ เพื่อจะปล่อยให้แม่ครัวคนเก่าได้พักผ่อนมากขึ้น เพราะแกก็ยังมีงานอื่นที่ต้องทำอีก นอกจากการทำอาหาร

ฉันไม่สามารถถามออกไปได้ ฉันแสดงความเห็นออกไปไม่ได้ และคนในบ้านก็ไม่ค่อยคุยกัน ฉันรู้สึกแย่มาตลอดที่ต้องอาศัยอยู่ในบ้านกับคนที่ฉันสื่อสารด้วยไม่ได้ ไม่เข้าใจความคิดของแต่ละคน แล้วก็ไม่มีสิทธิ์มีเสียงใดๆ 

แม่ครัวที่ฉันนับถือเหมือนป้าคนหนึ่ง มักจะมีอารมณ์หงุดหงิด มีสีหน้าบึ้งตึงอมทุกข์มากกว่าจะอารมณ์ดี แม่ครัวเองก็มีปัญหาความสัมพันธ์กับคนในบ้าน เวลาที่มีเรื่องวุ่นวายอะไรในบ้าน แกก็จะปวดหัวไปด้วยเสมอ ช่วงนี้บ้านเราก็มีเรื่องวุ่นวายอีกแล้ว

ขนาดฉันย้ายออกมาอยู่ข้างนอก แต่ฉันก็รู้สึกผูกพันกับแก ฉันสงสารแก

ป้าแม่ครัวไม่รู้หนังสือ ไม่สามารถหาสูตรทำอาหารใหม่ๆ ในอินเทอร์เน็ตมาพัฒนาฝีมือตัวเองได้

นอกจากนั้น ฉันยังมีปัญหาขี้เบื่อผิดมนุษย์

จำได้ว่าช่วงที่มีภาวะเศร้าซึม โลกมืดไปสองปี ฉันจะรู้สึกอร่อยกับอาหารในครึ่งจานหรือครึ่งมื้อแรกเท่านั้น

ช่วงปิดเทอมมหาลัย ที่ฉันไปเรียนภาษาที่เยอรมนี ถึงจะมีโอกาสได้กินอาหารแปลกใหม่บ้าง แต่ฉันก็เครียดเพราะไม่กล้าใช้เงินมากนัก ค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากทุนที่ได้รับมา ฉันต้องเอาเงินส่วนตัวที่ได้มาจากการทำงานออกเองไปก่อน แถมพ่อยังมาถามทีเล่นทีจริงว่าพ่อยังต้องให้เงินฉันอีกหรือเปล่า ตอนนั้นฉันโกรธมาก ฉันก็พยายามประหยัดเสียจนอีกนิดก็จะนอนข้างถนนแล้ว

ฉันปวดหัวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ เสมอ ไม่รู้ว่าผู้ปกครองของฉันบกพร่องด้านการบริหารเงินจริงๆ หรือแค่เขาขี้กังวลจนฉันประสาทตาม แต่ฉันคิดว่าน่าจะทั้งสอง

ถึงพอโตขึ้นจะพอรู้ก็เถอะว่าพ่อฉันมีแนวคิดว่าความลำบากจะทำให้ฉันเติบโต แต่การปล่อยฉันไปเผชิญความลำบากและต้องแบกรับสารพัดความกดดันจากแม่ ในขณะที่น้องสาวฉันไม่ต้องผ่านอะไรมากอย่างฉัน มันก็ทำให้ฉันโกรธและเซ็ง 

กลับไปที่ชีวิตในเยอรมนี

จำได้ว่า เวลาที่ตัวเองคิดในใจว่า 'อร่อย' ความรู้สึกว่าอร่อยจะพลันหายไปอย่างรวดเร็ว โดยยังไม่ทันกินอาหารมื้อนั้นหมดด้วยซ้ำ ฉันต้องถือคติว่ากินเพื่ออยู่ กินกันตายเฉยๆ

ฉันเบื่ออาหารทุกครั้งที่เครียด หรือทุกข์ใจ เหมือนลิ้นมันจะไม่รับรู้รสชาติอะไรเลย

นอกจากนั้นความเครียดยังทำให้ฉันรู้สึกกลืนลำบาก คลื่นไส้ง่าย จากปกติที่เป็นคนกลืนลำบากอยู่แล้ว ต้องเคี้ยวอาหารนานเสียจนเป็นที่เลื่องลือในหมู่เพื่อนๆ เรื่องการกินช้า ถ้ากินเยอะ หรือกินเร็วได้ แปลว่าช่วงนั้นฉันมีความสุขและสบายใจจริงๆ

ฉันไม่เคยอยากเป็นแบบนี้เลย

ทั้งที่คนทุกคนดูจะหาความสุขได้จากการกิน เหมือนฉันจะเป็นชนกลุ่มน้อย ที่ไม่มีความสุขกับการกิน ซ้ำยังเป็นทุกข์ ดังนั้นฉันจึงตัวผอมมาตั้งแต่จำความได้

ฉันเคยเครียดจนเกิดอาการแพนิคแอทแท็กช่วงมัธยมต้น

มีสองสาเหตุที่ทำให้ฉันเกิดอาการมือสั่น รู้สึกควบคุมตัวเองไม่ได้ จนทั้งตกใจ หวาดกลัว และหอบเหนื่อย เพราะตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าอาการแพนิคแอทแท็กคืออะไร

สาเหตุแรกคือในโต๊ะอาหารที่ฉันนั่ง มีการบุลลี่กันระหว่างรุ่นพี่สองคน ในเกือบทุกมื้ออาหาร คนที่โตกว่าจะกลั่นแกล้งคนที่เด็กกว่า เช่น เอาพริก เอาน้ำส้มไปใส่ข้าว ไม่ให้กินกับข้าว หรืออีกสารพัดวิธี ซึ่งฉันเรียนโรงเรียนประจำ และสมาชิกเจ็ดคนในโต๊ะอาหารแต่ละโต๊ะจะถูกจัดไว้ให้นั่งเหมือนเดิมตลอดปีการศึกษา 

ตอนนั้นฉันคลื่นไส้ทุกทีที่จะต้องไปกินข้าว ฉันได้แต่นั่งอยู่ตรงนั้น และมองเห็นทุกอย่าง มองเห็นพี่คนที่ถูกแกล้งถึงกับร้องไห้ และยกมือไหว้ขอโทษในวันท้ายๆ ของปีการศึกษา มันมีไม่กี่ครั้งที่จู่ๆ ฉันก็แพนิคขึ้นมาจนมือสั่น แต่ก็ต้องพยายามควบคุมตัวเองให้กินข้าวต่อไปให้ได้ แม้จะรู้สึกทรมาน เหงื่อตกมากแค่ไหน

อีกเหตุการณ์หนึ่งคือ ฉันถูกอาจารย์ฝ่ายปกครองบังคับให้เล่นเปียโนเพลงขอพรก่อนรับประทานอาหารอยู่หลายเดือน ในมื้อเที่ยงวันพุธ เพราะฉันส่งจดหมายลากลับบ้านไปเรียนเปียโนทุกเย็นวันพุธ อาจารย์บังคับฉันโดยใช้ข้ออ้างว่าฉันต้องทำประโยชน์ให้โรงเรียน เพราะฉันดันหลุดปากพูดออกไปว่าอยากลองสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดม

ฉันเป็นเด็กขี้อายมาก ฉันกลัวการอยู่ต่อหน้าคนเยอะๆ แค่ให้ออกไปพูดหน้าห้องก็จะเป็นลมแล้ว ปากสั่น ตัวเย็นไปหมด แต่นี่อาจารย์บังคับให้ฉันเล่นเปียโนต่อหน้านักเรียนเป็นพันคน

ด้วยความขี้อายและกลัวคน ฉันไม่กล้าไปขอโน้ตหรือให้ใครสอนเล่นเพลงนั้นอย่างถูกต้องด้วยซ้ำ ฉันเล่นเองในแบบง่อยๆ คือแค่กดคอร์ดแล้วก็เล่นโน้ตไป ฉันตื่นเต้นเกินกว่าจะพยายามเล่นเวอร์ชั่นที่มันยากขึ้นกว่านั้น เคยคิดจะให้ครูสอนเปียโนของตัวเองสอน แต่เพราะไม่กล้าเอ่ยปากออกไป สุดท้ายฉันเครียดจนเกิดอาการแพนิคแอทแท็กระหว่างเรียนเปียโน

ฉันขยับมือไม่ได้ เล่นๆ อยู่ก็ต้องหยุด ต้องเดินออกไปนั่งพัก ตอนนั้นฉันกลัวอาการตัวเองจนตัดสินใจว่าจะไม่สู้กับมันต่อแล้ว ไม่รู้เลยว่ามันจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่ ฉันไม่ได้บอกใคร แล้วก็เลิกเรียนเปียโนไป เพราะเรื่องแพนิคอย่างหนึ่ง แล้วก็เพราะไปติวสอบเข้าเตรียมจนไม่มีเวลาไปเรียนด้วย

ตั้งแต่ย้ายโรงเรียนไปอยู่เตรียมอุดม ฉันก็เครียดน้อยลงมาก เพราะมีอิสระในชีวิตในการใช้ชีวิตมากขึ้น

เรื่องอาหารการกินก็เช่นกัน สมัยอยู่โรงเรียนประจำ ฉันเลือกไม่ได้ว่าจะกินหรือไม่กินอะไร อาหารบางอย่าง ต่อให้ไม่ชอบยังไงก็ต้องกิน ไม่มีตัวเลือกอื่น แต่โรงเรียนเก่าฉันก็ขึ้นชื่อเรื่องอาหารอร่อย ก็ยังไม่เลวร้ายเกินไปนัก แต่พอนึกถึงมื้อที่ไม่อร่อย บรรยากาศแย่ๆ ของมื้อนั้น แม้แต่กลิ่นชวนคลื่นไส้ของโรงอาหาร ก็ยังติดอยู่ในความทรงจำ

ฉันทำอาหารไม่เป็นเลย เพราะครัวที่บ้านฉันมีคนใช้ด้วยกันหลายคน ฉันไม่อยากเข้าไปยุ่ง และก็ไม่เคยคิดจะลอง ไม่ได้ชอบกิน เลยไม่อยากทำ 

วันก่อนฉันเพิ่งได้เจียวไข่เองเป็นครั้งแรกในชีวิต เพราะน้องสาวดูคลิปสอนทำซูเฟลออมเล็ตในยูทูบแล้วเกิดอยากทำตาม ฉันก็หิว เลยดูน้องแล้วทำตามน้องทุกขั้นตอน ปรากฏทำออกมาได้ดี สวยงามตามแบบต้นฉบับยิ่งกว่าที่น้องทำเสียอีก มันจึงลบล้างความคิดว่าฉันไม่มีวันทำอาหารได้ออกไปจากหัว

พอฉันคิดขึ้นมาว่า หรือต่อไปฉันจะทำอาหารเองมากขึ้น ฉันก็จะท้อไปล่วงหน้าอีก ว่าฉันจะได้เหรอ ถ้าจะทำอาหารเอง ฉันก็ต้องออกเงินซื้อวันถุดิบเอง ฉันจะมีเงินพอมั้ย ฉันจะเครียดมั้ยถ้าฉันใช้เงินเยอะขึ้น ฉันจะขี้เกียจรึเปล่า ฉันกังวลล่วงหน้าไปหมด แค่จะทำอาหารสักมื้อ ฉันยังไม่อยากทำ 

แต่พอไม่ทำก็มากลุ้มว่าแม่ครัวทำอาหารไม่อร่อย ไม่อยากกิน หิว ปวดท้อง ท้อใจเรื่องโรคกระเพาะเรื้อรัง ไม่มีแรง ทำงานไม่ได้ เหนื่อย เครียดเพราะงานไม่เดิน ไม่มีแรงออกกำลังกาย พอไม่ออกกำลังกาย ก็ส่งผลต่อสภาพอารมณ์ เป็นปัญหาวนเวียนเหมือนงูกินหาง ไม่มีวันจบสิ้น

ฉันรู้ว่าจะต้องมีวินัยในการกินอาหารมากกว่านี้ ถ้าไม่ทำเอง ไม่สั่งเดลิเวอรี่ ก็ต้องกินอาหารของที่บ้าน ให้มันจบๆ ไป อย่าให้เรื่องนี้มันมากวนชีวิตของฉันอีก

ฉันรู้ว่านี่อาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ งี่เง่าไร้สาระในสายตาคนอื่น 

ขณะที่มีคนอดตายอยู่ทุกวัน แต่ฉันยังมัวมาดราม่าเรื่องแค่นี้

แต่ความทุกข์ของใครก็ของมัน

คนรอบตัวที่กำลังลำบาก ฉันก็ได้พยายามช่วยอย่างเต็มที่แล้ว

โชคดีที่ฉันยังมีโอกาสแก้ไขพฤติกรรมของตนเอง

ฉันคิดว่าถึงตัวเองจะไม่ค่อยมีแพชชั่นในการทำอาหารเท่าไหร่ แต่ถ้าทำได้แล้วมันทำให้เราภูมิใจในตัวเอง มั่นใจในตัวเองมากขึ้น เห็นความสามารถของตัวเองมากขึ้น มันก็เป็นเรื่องที่น่าลงทุนนะ

การได้เขียนบันทึกหน้านี้ก็ทำให้คิดขึ้นมาอีกว่า เจอนักจิตวิทยาครั้งหน้า ฉันอาจจะลองเล่าปัญหาภายในบ้านให้เขาฟังดู










SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments