ยังอยู่ตรงนั้นเสมอ
ผ่านมาสักพักแล้วเหมือนกัน กับเหตุเหตุการณ์ที่เราอยากจะเล่า ( หรือเรียกว่าระบายมันออกมาดีนะ? )

หลายๆ คนอาจจะเป็นเหมือนกัน ที่รู้สึกว่าปีนี้มันหนักมันเหนื่อยเหลือเกิน สำหรับบางคนอาจจะเป็นปีแห่งการเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ สำหรับบางคนอาจจะรู้สึกว่าตัวเองล้มไม่เป็นท่า

วันนี้เราเลยอยากจะ sum up ชีวิตที่เหลืออยู่ภายในปีนี้ให้หมด เพราะเรารู้สึกว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นมันทำให้เราไม่มีความสุขเลยแม้แต่วันเดียว และถ้าคุณเองกำลังรู้สึกแบบนั้นเราเองอยากจะบีบมือและให้กำลังใจให้เราผ่านมันเรื่องราวพวกนี้ไปพร้อมๆ กัน

มันเป็นปีที่เราโทษตัวเองเยอะที่สุดตั้งแต่เกิดมา และเป็นปีแรกที่เราได้รับรู้ถึงความรู้สึกสูญเสีย ใจสลายอย่างแท้จริง

เราสูญเสียพ่อไป

พ่อเราจากไปเพราะโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร พ่อเป็นคนสุขภาพดีมาก คงตรวจสุขภาพประจำปี ไปตามนัดหมอทุกครั้ง เรียกได้ว่าเป็นคนที่มีระเบียบวินัยมากๆ ในการทำตามหมอสั่ง แต่เราใครจะรู้ว่าวันนึง พ่อจะโชคร้ายและค่อยทรุดลงภายในระยะเวลาแค่ 1 เดือน

ช่วงนั้นเราทำงานหนักมาก จนลืมสังเกตอาการของพ่อที่ค่อยๆ ทรุดลง เราเกลียดตัวเองมากๆ ที่ไม่ค่อยได้ใส่ใจ มารู้ในวันที่ทุกอย่างสายไปแล้ว เราร้องไห้ทุกครั้งที่หมอเรียกเราไปคุย เพื่อรับรู้ว่าพ่อจะอยู่กับเราได้แค่ 1 เดือนเท่านั้น คำพูดจากหมอที่บอกเราคือ ไม่มีวิธีรักษา ไม่มีวิธียื้อ หมอแค่แนะนำให้เราสั่งเสียและจัดการเรื่องมรดกแค่นั้น

โลกมันแตกสลายไปตั้งแต่เมื่อไหร่นะ

จนตอนนี้เวลาผ่านไปสักพักแล้ว แต่เราไม่สามารถลืมภาพของพ่อที่นอนทรมานเพราะเจ็บปวด หรือภาพที่พ่อแอบร้องไห้ ภาพของตัวเองที่ต้องให้กำลังใจเขาทั้งๆ ที่รู้ดีว่าเวลาของเรามันน้อยลงไปทุกวัน

มันแย่มากๆ ที่ไม่สามารถเล่าความเจ็บปวดของเราให้ใครฟังได้ เพราะทุกคนบอกให้เราเข้มแข็ง เพื่อเป็นเสาหลักให้คนอื่นๆ ได้พักพิง

คำถามเกิดขึ้นในใจว่า .. แล้วตัวเราล่ะ ?

เราหาทางออกด้วยการปรึกษากับจิตแพทย์ นักจิตวิทยา แต่เรากลับไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเลย เราเป็นหนักขึ้นทุกวัน จนถึงตอนนี้ที่เรากำลังเล่าเรื่องราวนี้อยู่เราก็ยังไม่สามารถจัดการกับความรู้สึกตัวเองได้เลย ได้แค่คิดว่าจริงๆ แล้วคนเราก็แค่เกิดมาเพื่อเรียนรู้ความเจ็บปวดรึเปล่า?

แต่มันมีคำพูดจากคอมเมนต์หนึ่งในเฟสบุ๊ค จากตั้งคำถามถึงวิธีการรับมือเวลาคนที่รักจากไป พออ่านแล้วมันทำให้เราได้ปลดล็อคความรู้สึกที่เศร้า และมันกลายเป็นคำพูดที่นึกถึงก็รู้สึกอบอุ่นเสมอ นั่นคือ

"ถ้าให้ตอบแบบสบายใจคงต้องว่าท่านรออยู่ สักวันคงได้พบกันอีกฟากฟ้าหนึ่ง แต่ถ้าตอบแบบเชิงวิทยาศาตร์ ตายแล้วก็คือตาย เซลล์ตายสสารถูกเปลี่ยนรูปแบบของพลังงานแต่ก็ยังอยู่ในจักรวาล แต่ถ้าคิดถึงท่านมากจริงๆ ให้ส่องกระจกหรือสัมผัสกายของตัวคุณเองดู พ่อแม่คุณอยู่ในนั้น DNA ที่ท่านฝากไว้นั่นเอง"

เราใจชื้นและเหมือนกำลังถูกโอบกอดขึ้นมาทันที อยากขอบคุณมากๆ ที่ทำให้เรามีสติและกลับมาสู่ความเป็นจริง ก็แอบคิดว่าเราชอบเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ด้วยรึเปล่า มันคิดตามและพิสูจน์ได้

พ่อไม่เคยจากเราไปไหน วันที่เราคิดถึงท่านเราสัญญาว่าจะกอดตัวเองในแน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้

และพ่อจะอยู่ในนั้นตลอดไป

ขอบคุณทุกคนที่อ่านเรื่องราวที่แตกสลายของเรามาจนถึงตอนนี้เวลานี้ มันเป็นเพียงมุมมองหนึ่งเท่านั้นที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตเรา

และเราเองกำลังพยายามประกอบเศษซากที่แตกสลายนั้นเข้าด้วยกัน ด้วยการที่ค่อยๆ เริ่มรักตัวเองไปทีละนิด เห็นคุณค่าของทุกวันที่เรายังมีโอกาสลืมตาขึ้นมาอยู่ เราเชื่อว่าสักวันจะกลับมาเป็นตัวของเราสมบูรณ์และมีค่าได้ในสักวัน 
SHARE
Written in this book
pstory
Writer
honeyandmilk
sad 7 times after lunch
I don’t want to die, I sometimes wish i’d never been born at all

Comments

Pluto1902
3 days ago
คุณเก่งและเข้มแข็งมากๆเลยนะครับ ขอให้มีรอยยิ้มออกมาจากตัวคุณไวๆนะ ผมเป็นกำลังใจให้จากที่ไกลๆนะครับ
Reply