オンライン授業
 สวัสดีไดอารี่ ไปๆมาๆเราเขียนสิ่งนี้มา4ปีแล้วหรอเนี่ย เวลาผ่านไปไวมากเลยเนอะ จำได้ว่าเริ่มเขียนครั้งแรกคือตอนปี1 จนมาถึงตอนนี้ก็มีทั้งเรื่องราวที่น่าจดจำและไม่น่าจดจำปะปนกันไปหลายเรื่องเลย ส่วนใหญ่เราจะแวะเข้ามาเขียนเฉพาะเรื่องที่คิดว่าสำคัญๆกับชีวิตหรือเป็นจุดเปลี่ยน แต่ก็มีบ้างที่อยากเข้ามาหาที่ระบายความรู้สึกอันน่าหนักใจเท่านั้น

บางทีเราก็ไม่รู้ว่าเราควรจะเขียนหรือพูดอะไรละเอียดขนาดนั้นหรือเปล่า แต่ก็ต้องขอบคุณพื้นที่ตรงนี้ที่ทำให้รู้สึกว่าเราได้ทบทวนเสต็ปของชีวิตตัวเองว่าช่วงไหนเป็นยังไงบ้าง แล้วทุกครั้งที่ได้เขียนออกมาก็จะรู้สึกเบาใจขึ้น เหมือนได้เอาเรื่องราวเก็บใส่ลิ้นชักไป เพื่อที่สักวัน (หรืออาจจะไม่) จะกลับมาเปิดอ่านเรื่องราวความรู้สึกเหล่านั้นในวันที่ชีวิตของเราstableแล้ว ถึงตอนนั้นเราคงจะมีความสุขและหัวเราะกับเรื่องราวในอดีตได้อีกครั้ง

วันนี้ก็เลยอยากจะมาเขียนอะไรที่ไม่ค่อยมีสาระอย่างการเริ่มเรียนออนไลน์ในอาทิตย์แรกกับโรงเรียนที่ญี่ปุ่น และผลลัพธ์ของการลองเปิดใจดูอีกครั้ง

เราเริ่มเรียนออนไลน์ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมาสำหรับนักเรียนใหม่ แต่สำหรับนักเรียนเก่าจะเริ่มเรียนไปก่อนหน้านั้นอาทิตย์หนึ่ง ตอนแรกเราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องเป็นอย่างนั้น(จนตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจ) แต่ก็ช่างมัน เอาเป็นว่าเราได้ห้องเรียนระดับN3 ตามที่สอบกับทางโรงเรียนไปทั้งหมด ซึ่งก็ตรงกับระดับการสอบวัดระดับของเราจริงๆ เราตื่นเต้นมากที่จะได้เริ่มเรียน ตื่นเต้นกับการเปิดกล้อง ส่วนหนังสือเรียนทางโรงเรียนส่งไฟล์มาให้เพราะเรายังหาซื้อไม่ได้ในตอนนี้ พอเข้าไปเรียนวันแรกก็พบว่าในห้องมีนักเรียนประมาณ20คน ตามจำนวนมาตรฐานที่โรงเรียนสอนภาษาจะจัด

พอเราเข้าไปอาจารย์ก็ทักทายเราอย่างสดใส เหมือนอาจารย์จะมีใบรายชื่อนักเรียนอยู่แล้วและรู้ว่านี่เป็นการเข้าเรียนครั้งแรกของเรา เราเพิ่งมารู้ทีหลังว่ามีแค่เรากับเพื่อนอีกคนที่เป็นนักเรียนใหม่ ส่วนที่เหลือเป็นนักเรียนเก่าที่เรียนมาตั้งแต่เทอมก่อนแล้ว และตอนนี้ก็อาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่น ตอนแรกเราก็นอยด์ๆ รู้สึกเกร็งๆนิดหน่อย คิดว่าจะมีเด็กใหม่แบบเราเยอะกว่านี้ แต่คงเป็นเพราะว่านี่มันเข้าระดับกลางแล้ว ก็เลยไม่ค่อยมีเด็กใหม่ที่โผล่มาในระดับนี้ ส่วนใหญ่จะอยู่ระดับต้นๆกันมากกว่า

เรารู้สึกว่าทุกคนในห้องทั้งเก่งและตั้งใจเรียน มันทำให้เรารู้สึกว่าต้องขยันมากขึ้น อ่านบทเรียนล่วงหน้าอะไรทำนองนั้น เพราะในชั้นเรียนอาจารย์ก็จะมีถามตอบกับนักเรียนด้วย คืออาจารย์(คนญี่ปุ่น)ใจดีมากๆ ความจริงห้องเรียนมันให้ความรู้สึกแตกต่างจากที่เราเคยเรียนๆกันมาที่ไทย ใครตอบผิดหรือมีความคิดที่แตกต่างก็ไม่มีใครว่าอะไร อาจารย์ก็จะช่วยสอนให้ ในห้องมีนักเรียนหลายสัญชาติการสอนจึงอธิบายเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด แต่เป็นภาษาญี่ปุ่นที่สามารถเข้าใจได้ในระดับของเรา ก็มีบ้างที่ฟังไม่ทันแต่ก็ได้อยู่ หยิบโทรศัพท์ข้างตัวมาเปิดดิกตอนนั้นเลยก็มี 555 และทุกวันจะมีการบ้านหลังเลิกเรียนให้เข้าไปส่งก่อนเวลาที่กำหนด บางวันแต่งเรียงความ บางวันอ่านเนื้อเรื่องแล้วตอบคำถาม แล้วแต่วันเลย แต่เวลากำหนดส่งคือกระชั้นชิดมาก เลิกเรียนบ่ายโมงแต่ต้องส่งก่อนบ่าย3โมง40 แอบรู้สึกเหมือนหนีตายทุกวัน 555 กินข้าวเสร็จก็นั่งทำเลย

มีอยู่คาบนึงอาจารย์แบ่งกลุ่มนักเรียนเป็นกลุ่มละ3-4คน ให้ลองไปคุยกันเรื่องเพลงที่ชอบ เราก็ถูกinvite ไปอยู่กับอีก2คนซึ่งเป็นคนจีน มีผู้ชายกับผู้หญิง พอดึงเสร็จอาจารย์ก็หายไปเลย 555 เราก็เลยเปิดไมค์ถามตอบกันเรื่องเพลงตามบทเรียนที่อาจารย์ให้ พอถามเสร็จก็เลยคุยนอกเรื่อง เพื่อนถามเราว่าก่อนหน้านี้เรามาจากคลาสไหนหรอ เราเลยบอกว่านี่เป็นคลาสแรกของเรา เรายังอยู่เมืองไทยอยู่เลย เพื่อนก็บอกว่าภาษาญี่ปุ่นเก่งจัง อีกคนก็ทำเสียงเหมือนเห็นด้วย เราเลยบอกว่าไม่ๆ ยังไม่เก่งๆ พอสงสัยก็เลยถามไปว่าห้องเรียนเรามีคนจีนเยอะมั้ย เพื่อนก็ตอบว่าเยอะ ประมาณครึ่งห้องได้ ก็คือ10คน เราเลยบอกว่าคนไทยมีแค่เราคนเดียวสินะ เหงาอ่ะ 555 แล้วก็คุยกัน ถามเรื่องอยู่ญี่ปุ่นเป็นยังไงบ้าง ชอบอาหารญี่ปุ่นมั้ย เพื่อนตอบว่าพวกเรามาญี่ปุ่นตั้งแต่เดือนตุลาแล้ว ตอนแรกๆก็โอเคนะ แต่ตอนนี้รู้สึกอาหารญี่ปุ่นมันหวานเลี่ยน 555 ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ มีคุยกันเรื่องว่าจะไปเรียนต่ออะไรกัน สองคนนั้นอยากเรียนวาดมังงะ ส่วนเราอยากเรียนทำอาหาร เพื่อนชอบพูดจีนกันเหมือนถามกันว่าคำนี้ญี่ปุ่นพูดว่าไรแล้วก็มาถามเราอีกที 555 น่ารัก เราสามคนคุยนอกเรื่องจนหมดไปครึ่งคาบอาจารย์ก็ไม่มาบอกให้ออกไปสักที สุดท้ายเราเลยถามว่าพวกเราออกไปกันได้ยังอ่ะ(มันเลยเวลาเบรกแล้วนะเว้ย)? สองคนนั้นก็เลยบ๊ายบายแล้วก็ออกกันไป

การได้มีโอกาสได้คุยกับเพื่อนร่วมชั้นทำให้เรารู้สึกว่า เราอยากไปเรียนแบบเจอตัวจริงๆ ตอนนี้เหงามาก ถ้าได้เจอเพื่อนหรือรู้จักใครใหม่ๆหลากหลายสัญชาติก็คงจะดี เอาเป็นว่าเราแฮปปี้มากกับห้องเรียนที่เราได้

ละทีนี้ทุกวันพฤหัสจะมีคลาสเรียนให้เลือกตามเป้าหมายของแต่ละคน ถึงจะพูดว่าเลือกแต่โรงเรียนก็จัดให้เหมาะกับทางที่เราจะไปแหละ แล้วเราก็ได้ไปติวสอบJLPT N3 โอเค มีข้อสอบมาให้ทำก่อนเรียนแล้วจะไปเฉลยในคาบ เราก็พยายามทำไป มันเป็นข้อสอบเสมือนจริงแล้วเราก็ยังเรียนไม่ถึง ยากมากแต่ก็พยายามทำไปก่อน เราแอบหลังว่าจะเจอเพื่อนห้องเดียวกันในห้องติวด้วย

แต่ในความจริงก็คือพอเราเข้าไปในวันพฤหัส เราไม่เจอใครที่เรียนคลาสเดียวกันเลย มีแต่คนอื่นที่เรียนคนละห้องกัน (ระดับกลางแต่ก็ยังมีแบ่งย่อยหลายห้อง) เราก็โอเคไม่ได้คิดไรมากเพราะอาจารย์บอกว่าแต่ละคนจะแยกๆกันอยู่แล้วทุกวันพฤหัส แต่ที่พีคคือมีคนไม่ทำการบ้านมาเยอะมาก!! คือไม่ยอมทำข้อสอบมาก่อนติว บางคนไม่มีชีท บางคนลืม เราสงสารอาจารย์ที่ติวมาก แล้วมันก็เสียเวลาคนที่ตั้งใจแบบเราด้วย ที่เห็นอีกอย่างคือนักเรียนห้องนี้เหมือนจะอ่อนกว่าห้องที่เราเรียนปกติ อ่านประโยคก็อ่านไม่ค่อยคล่อง คันจิเก่าก็ลืม คือดูไม่ค่อยตั้งใจกันเลย เราก็เลยค่อนข้างหงุดหงิดที่โดนจับมาเรียนติวกับพวกนี้ เรียนเสร็จรู้สึกอยากวีน เพื่อนที่เรียนห้องเดียวกันไปอยู่ไหนหมดเนี่ย?! อยากเรียนห้องที่ทุกคนตั้งใจเหมือนๆกัน วันนั้นเราคิดถึงห้องเรียนปกติของเรามากๆที่ทุกคนตั้งใจ เราไม่คิดว่าการแบ่งห้องจะมีความเหลื่อมล้ำแบบนี้ เราโชคดีแล้วใช่มั้ยที่ห้องเรียนหลักของเราทุกคนโฟกัส ถึงจะกดดันที่มีแต่คนเก่งแต่ก็รู้สึกดีกว่ามากจริงๆ ถึงจะเรียนถาษาญี่ปุ่นระดับกลางเหมือนกันแต่โรงเรียนก็ยังแบ่งย่อยเป็นห้องที่เรียนเร็ว,เรียนช้า หลายห้อง พอได้เปลี่ยนมาเรียนกับห้องอื่นคือรู้ซึ้งเลย

แต่เราก็ตัดสินใจไม่พูดอะไรเรื่องห้องเรียนติว เพราะนี่ก็เป็นแค่คอร์สออนไลน์ที่ใครจะเรียนก็ได้ไม่เรียนก็ได้ พอเปิดเทอมจริงๆค่อยว่ากันใหม่ถ้าได้อยู่ห้องที่ไม่โอ

เอาเป็นว่าเรื่องเรียนออนไลน์กับโรงเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นก็ประมาณนี้ ยาวเหยียดมาก 555 เดี๋ยวค่อยมาต่อในตอนถัดไปละกันเรื่องอื่นๆ 🤭 

SHARE
Writer
HermioneRiddle
Student
My personal Diary

Comments