เลิกแคร์คนอื่น แล้วเราจะรักตัวเองเพิ่มขึ้น
1
มีรุ่นน้องคนหนึ่งมาปรึกษาเรื่องการทำงาน เธอบอกว่า เพื่อนร่วมงานไม่ยอมทำงาน เอาแต่เล่น ไม่โทรศัพท์ก็เล่นเฟซบุ๊ก ดูยูทูบที่ไม่เกี่ยวกับงาน เลยทำงานช้ามาก

ด้วยความที่ทำงานเดียวกัน ทำให้เธอต้องเข้าไปช่วยหลายครั้ง หรือถ้างานของตัวเธอเองเสร็จ หัวหน้าก็จะเอางานมาเพิ่มให้ เพราะเห็นว่างานของอีกคนยังไม่เสร็จ

ช่วงแรกๆ เธอก็ไม่มีปัญหาอะไร ยินดีที่จะช่วย แต่พอทำไปนานๆ เธอรู้สึกเหนื่อย และท้อใจ ทุกครั้งที่เห็นเพื่อนร่วมงานเอาแต่เล่น

2
เจอคำถามนี้ไปผมก็ตั้งตัวไม่ทัน เพราะเป็นคำถามที่ยาก และเราไม่มีทางที่จะไปเปลี่ยนคนอื่น(หรือเพื่อนร่วมงาน)ได้ ว่าจะให้เขาทำหรือไม่ทำอะไร

ถ้าบอกไปจริงๆ บางคนอาจปรับตัว แต่บางคนอาจทำเหมือนเดิมหรือหนักกว่าเก่า ดังนั้นการบอกให้คนอื่นเปลี่ยนแปลงตัวเองนี่แทบจะลืมไปได้เลย

ผมถามน้องว่า แล้วบอกหัวหน้าไปหรือยัง เธอบอกว่า บอกหัวหน้าแล้ว แต่ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งผมก็ดีใจที่เธอบอกหัวหน้าไปแล้ว อย่างน้อยก็เห็นว่าเธอลงมือทำอะไรไปบ้าง(แบบนี้ค่อยน่าคุยด้วยหน่อย)

3
ผมก็เลยเล่าให้เธอฟังว่า รู้ไหมว่า พนักงานที่ทำงานดีหรือคนที่ทำงานเก่งหนะ จะมีโชคร้ายอยู่อย่างนึง

“อะไรเหรอ" เธอสงสัย
ผมพูดต่อว่า พนักงานเก่งๆ มักจะเป็นคนที่ทำงานเสร็จตามที่ได้รับมอบหมาย จึงเป็นคนที่หัวหน้าไว้ใจ โชคร้ายคือพอหัวหน้าไว้ใจ เขาก็จะส่งงานมาให้เราเพิ่มเรื่อยๆ เพราะรู้ว่าจะได้งานที่เสร็จจากเรา ต่างจากพนังงานคนอื่นที่สั่งไปเท่าไหร่ งานก็ไม่คืบหน้าสักที จะไล่ออกก็ต้องจ่ายค่าชดเชย 10 เดือน งานก็เลยมากองสุมที่เราแทน

“ไหงเป็นงั้นล่ะ" เธอบ่น "ทำไมโลกไม่ยุติธรรมเลย"
“เห้ย โลกไม่ยุติธรรมอยู่แล้ว ถ้ายุติธรรมทุกคนก็ได้ไปเที่ยวมัลดีฟปีละ 3 ครั้ง ไม่ต้องทำงานเหมือนพวกไฮไซแล้ว" ผมบอกเธอ
“โห แล้วที่นี่จะทำยังไงอะ"

4
ผมบอกเธอว่า ในเมื่อเปลี่ยนแปลงคนอื่นไม่ได้เราก็ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่ผมสงสัยว่าทำไมเธอถึงไปช่วยงานอีกคนขนาดนั้น เธอบอกว่า เห็นว่างานมันเยอะและงานเร่งมาก ก็อยากทำให้มันเสร็จๆไป

ผมคิดว่าบางทีเธอคงเป็นคนทำงานแบบมองภาพรวมและคิดเหมือนเจ้าของบริษัท ทว่าการขยันของเธอก็ทำให้ถูกเอาเปรียบ

ผมเชื่อว่าหลายคนก็น่าจะเป็นคนทำงานแบบนี้ ถ้างานไม่เสร็จ ก็เอากลับไปทำที่บ้าน ตีหนึ่ง ตีสอง แต่ถ้าใครทำแบบนี้อยู่สิบปี บอกเลยว่าร่างกายก็คงพังจนแทบซ่อมกลับมาไม่ได้

ซึ่งการที่รุ่นน้องคนนี้ช่วยงานคนอื่นมากไป ความจริงแล้วมันเป็นการสปอยอีกฝ่าย ทั้งเพื่อนร่วมงานที่อู้งาน หรือหัวหน้าที่ไม่ยอมจัดการอะไร ได้แต่ส่งงานมาให้เธอเพิ่มรัวๆ ผมมองว่าเธอยังรักตัวเองไม่เป็น ก็เลยสปอยคนอื่นเพื่อให้ทุกคนหันมารัก (อันนี้ผมไม่ได้พูดไป)

5
วิธีแก้สำหรับเรื่องนี้คือ ผมบอกให้เธอรับผิดชอบแค่งานของเธอเท่านั้น ทำให้ดี ทำให้เต็มที่ โดยไม่โหมหรือเร่งเกินไป แบ่งเวลาไปพักบ้าง ไปเดินเล่นบ้าง โทรศัพท์บ้าง เล่นเฟซบุ๊ก ดูยูทูบบ้าง เพราะถ้างานของเธอเสร็จแล้วใครจะมาว่าอะไรไม่ได้

และถ้างานของเพื่อนร่วมงานไม่เสร็จก็เรื่องของเขา ถ้างานของหัวหน้าที่สั่งมามากเกินกำลังของเราไม่เสร็จ ก็เรื่องของเขา เป็นหน้าที่ที่เขาจะจ้างฟรีแลนซ์หรือรับคนทำงานเพิ่ม

เพราะถ้าหากเรายังทำตัวแบบเดิม คอยสปอยทั้งเพื่อนร่วมงานและหัวหน้า เขาก็จะยังทำตัวเหมือนเดิม

ที่สำคัญ การเลิกแคร์และเลิกสนใจคนอื่นนั้น
จะทำให้เราหันกลับมาแคร์และรักตัวเองมากขึ้น
(จริงๆ นะ)



ปล. ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่าน ติดตาม คอมเมนต์ กดหัวใจ เพื่อเติบโตและเรียนรู้ไปด้วยกันครับ
ปล. 2 อ่านบทความใหม่ได้ทุกบ่ายวันอาทิตย์
ปล.3 ส่วนทิศทางของการเขียนนั้นก็ยังไม่คงไม่มีเช่นเดิมครับ (ฮา)
SHARE
Writer
Porglon
Editor & Writer
พอกลอน ซาเสียง / สถาปัตย์ ม.เกษตรศาสตร์ / กองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ a book (2551-2553) บรรณาธิการสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ (2554) บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ springbooks และ สำนักพิมพ์ shortcut (2555-ปัจจุบัน) / ผู้เขียนหนังสือ "ทดเวลาฝันเจ็บ" (2559) / บรรณาธิการหนังสือ เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด / ก่อนความฝันจะล่มสลาย / บ๊อบ แมวเตะฝันข้างถนน / โตขึ้นจึงรู้ว่า / DearYou ถึงคุณ,ด้วยความคิดถึง ฯลฯ / ช่องทางการติดตามแฟนเพจ เรียกเขาว่าอาจารย์

Comments