ถ้าไม่รู้สึกผิดจริงๆก็อย่าพูดคำว่า ขอโทษ เสียดีกว่า
คำว่า ขอโทษ
ต่างเป็นที่รู้กันว่า เป็นคำที่ต้องใช้ เมื่อเราทำผิดในเรื่องอะไรบางอย่าง แล้วเรายอมรับผิดและรู้สึกผิดกับเรื่องที่เราทำไป 

สิ่งที่ผู้ที่กระทำผิดควรทำนอกจากการกล่าว ขอโทษ ต่อผู้อื่นแล้ว ก็ย่อมควรที่จะรู้สึกผิดกับเรื่องที่ตนเองทำด้วยและจะต้องไม่ทำเหมือนเดิมอีก มิเช่นนั้นคำขอโทษของคุณจะเบาลงเรื่อยๆ จนสิ้นความหมายในทีี่สุด


แต่ก็ย่อมมีการขอโทษ ที่ไม่ได้รู้สึกผิด
การขอโทษ ที่ผู้กระทำผิดไม่ได้รู้สึกผิด เป็นเรื่องปกติที่สามารถเจอได้บ่อยๆในสังคม ดูได้ไม่ยาก สังเกตได้จากท่าทาง สีหน้า และ คำที่ใช้ประกอบการขอโทษ

เช่น...

"ขอโทษละกัน" 
วลียอดฮิตติดปาก ที่ได้ยินในทุกวงการ ได้ยินทีไร หงุดหงิดทุกที ฟังแล้วดูไม่มีความจริงใจเจือปน นี่ไม่ใช่คำขอโทษด้วยซ้ำ เวลาได้ยินแล้วรู้สึกเหมือนขอโทษให้ผ่านๆไป 

คำที่สอง
"ก็ขอโทษไปแล้วไง" 
ประโยคนี้ดาเมจหงุดหงิดมากกว่าประโยคบน "ก็ขอโทษไปแล้วไง" มักถูกยกมาใช้ในตอนทะเลาะกันเสมอ คำนี้ให้ความรู้สึกว่า ขอโทษให้มันจบๆไป โดยคิดว่า ขอโทษแล้วคือหายกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะพูดออกมา

จำไว้ว่า คำว่าขอโทษ ไม่ได้ทำให้ความผิดมันหายไป
แต่เป็นคำที่บอกว่าเรารู้สึกผิดและยอมรับผิดกับเรื่องที่กระทำต่างหาก โดยมีแกนกลางคือความจริงใจที่แสดงออกมาระหว่างที่พูด

หลายคนคิดว่าขอโทษคือหายกัน ขอโทษไปเถอะ ขอโทษแล้วก็จบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่จริง ไม่มีใครอยากได้คำขอโทษที่มาจากลมปาก พูดส่งๆแล้วเดินหนี

ใครยังพูดสองประโยคด้านบนอยู่
ก็อยากขอให้หยุดพูดเสียดีกว่า.....
นอกจากจะทำร้ายจิตใจผู้ฟัง ทำให้ผู้ฟังรู้สึกไม่ดี รู้สึกโกรธ ไม่พอใจ และยังทำให้ปัญหาบานปลายจบได้ยากขึ้นอีกด้วย

เราเปลี่ยนเป็น "ขอโทษ วันหลังจะไม่ทำอีก" ดีกว่าไหม 
แล้วทำตัวให้สมกับที่พูดไป(คือไม่ไปปฎิบัติสิ่งที่ผิดอีก) 

แบบนั้นจะทำให้การขอโทษของคุณดูมีค่ามากกว่าและเป็นคำขอโทษที่จริงใจ ทำให้ทุกอย่่างดีขึ้น

หากคุณยังคิดว่า "ทำไม ชั้นผิดตรงไหน" ก็ไม่ต้องเอ่ยคำว่าสองพยางค์นามว่า ขอโทษ เสียดีกว่า พูดออกมายิ่งทำให้คนฟังเลือดขึ้นหน้าแล้ว คุณยังจะดูเป็นคนนิสัยเสียอีกด้วย.....

ทุกๆคนต้องการคำขอโทษที่จริงใจเสมอ
เพราะฉะนั้น ไม่ชอบอะไรก็อย่าไปทำกับคนอื่น








SHARE
Writer
Melolent
Dreamer
My diary

Comments