เธอเก่งมากแล้วคนดี
ช่วงนี้รู้สึกอยากเขียนบันทึกบ่อยหน่อย น่าจะเพราะสถานการณ์โรคระบาดที่ทำให้ฉันไม่ได้ไปพบนักจิตวิทยาประจำตัวมาแล้วมากกว่าหนึ่งเดือน

ยังจำได้อยู่เลย ครั้งล่าสุดที่คุยกับนักจิต พี่เขาบอกว่า สังเกตได้ว่าเวลาจะพูดถึงปัญหาครอบครัว ที่ฉันยังไม่เคยพูดลงรายละเอียดลึกๆ ฉันก็จะเบี่ยงหัวข้อ กลับมาคุยถึงเรื่องคุณเจ้ตลอด 

ฉันอธิบายไปว่า ฉันรู้สึกจริงๆ ว่ายังไม่อยากพูดเรื่องครอบครัว เพราะการย้ายออกมาอยู่คอนโด ก็ทำให้ความรู้สึกเหล่านั้นมันห่างไปแล้ว ยังไม่ได้อยากจะหยิบเรื่องนั้นขึ้นมาทำงาน และที่ต้องเล่าถึงเรื่องคุณเจ้ ก็เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต อยากให้มีคนร่วมรับรู้ และช่วยฉันในการประคองความสัมพันธ์นี้ไปเรื่อยๆ หรือหากวันไหนต้องเลิกกันขึ้นมา ฉันคงต้องการความช่วยเหลือ เมื่อถึงวันนั้นจะได้ไม่ต้องมาเริ่มเล่าใหม่ และพี่นักจิตจะได้รับรู้ไปด้วยกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นตลอดเส้นทางที่ผ่านมา

พี่นักจิตบอกว่าขอบคุณที่ไว้วางใจให้เขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องที่สำคัญของชีวิตฉัน

ก็ไม่คิดหรอกนะ ว่่าสถานการณ์ที่คิดเผื่อไว้ มันจะมาเร็วถึงเพียงนี้

หลังจากบอกเลิกคุณเจ้ไปได้ไม่กี่วัน ฉันเกือบจะส่งข้อความไปถามนักจิตวิทยาแล้วว่านัดคุยแบบวิดีโอคอลได้ไหม เรื่องนี้มันวนอยู่ในหัวฉันไม่จบไม่สิ้นเลย มันตึงเครียด อึดอัด ฟุ้งซ่านเสียจนฉันตั้งสติทำธีสิสไม่ไหว

ก่อนวันบอกเลิกไม่นาน ฉันเริ่มรู้ตัวว่าความโกรธ ความเกลียด ความรู้สึกทนไม่ไหว ที่มันยุกยิกอยู่ในใจฉันมาตลอด จนทนอยู่กับความสัมพันธ์นี้ไม่ได้ มันไม่ได้มาจากตัวคนที่ฉันรักเพียงคนเดียว มันมาจากชีวิตของฉัน ประสบการณ์ในอดีตของฉันเป็นส่วนใหญ่เสียด้วยซ้ำ แล้วก็มีเรื่องความเปราะบางในตัวตนบางส่วนในปัจจุบันมาซ้ำเติมให้มันแย่ลง

"ฉันว่ามันไม่ปกติแล้วนะ เธอมี transference อะไรหรือเปล่า"

เพื่อนฉันคนหนึ่งที่อยู่ในตำแหน่ง trainee counselor เหมือนกันทักขึ้นมา เพราะเพื่อนสังเกตว่าความโกรธของฉันมันเริ่มกินเวลานานเกินไป และดูจะรุนแรงอย่างไม่สมเหตุสมผล

จากวันนั้นมา ฉันก็ได้พยายามสำรวจตัวเองลึกลงไปเรื่อยๆ ครุ่นคิดถึงวิธีการที่จะสื่อสารออกไป ถึงเรื่องที่เรายังไม่ได้เคลียร์กัน พยายามหาวิธีที่จะอธิบายโดยไม่ให้อารมณ์ครอบงำ และไม่จำเป็นต้องลากอดีตทั้งหมดของฉันออกมาเล่าใหัดูเหมือนเป็นข้ออ้างในการเป็นคนอ่อนไหวจนไร้เหตุผลขนาดนี้

ฉันครุ่นคิดซ้ำไปมาว่าจะพูดคุยกับอีกฝ่ายอย่างไร ไม่ให้มันกลายเป็นการโจมตีตัวตนเขาโดยที่เราไม่เจตนา ฉันคิดจนวุ่นวายไปหมด แค่เพียงอยากจะอธิบายกับอีกฝ่ายให้มันเข้าใจง่ายที่สุด ว่าฉันไม่พอใจเธอเรื่องอะไร เพราะตอนที่เลิกกัน มันก็ยังคลุมเครือ

สุดท้ายพอเขียนเป็น point ออกมาได้คร่าวๆ ฉันก็นัดโทรไปคุยกับคุณเจ้ และพี่เขาก็ได้ใช้เวลาอธิบายตัวเองอย่างเพียงพอ จนกว่าฉันจะคิดว่าไม่สงสัยหรือติดค้างอะไร ต้องยอมรับแหละว่าฉันใช้อารมณ์นำ จนหลายเรื่องก็เข้าใจผิดไปไกล แต่ก็เหนื่อยที่จะคอยถามหาคำอธิบายทุกครั้ง มันเลยกลายเป็นการถอดใจ ล้มเลิกไปเสียก่อน

สุดท้ายแล้วปัญหาก็ผ่านพ้นไป โดยที่ฉันไม่ได้อาศัยความช่วยเหลือจาก counselor 

ถึงแม้จะได้คุยกับรุ่นพี่ที่ไว้ใจ ที่ช่วยให้หลายอย่างมันง่ายขึ้น แต่ฉันก็ขอบคุณตัวเองที่กล้าพอที่จะกลับมาเผชิญความรู้สึกยุ่งยากในใจ ก่อนหน้านี้ฉันคิดอยากจะกำจัดความสัมพันธ์ในแบบคนรักออกไป เพราะมันทำให้ฉันเปราะบางเหลือเกิน แต่สุดท้ายฉันก็ได้เผชิญหน้ากับความเปราะบางของตัวเอง

ทั้งกินข้าวไปร้องไห้ไป บางคืนก็นอนร้องไห้สะอึกสะอื้น นั่งเขียน storylog ตอนที่แล้วน้ำตาก็ทะลักท่วม ทั้งเครียดจนคลื่นไส้ จนอาเจียนไปหลายรอบ แถมเวลาคุยกับพี่เขาก็ยังเคยคุยไปร้องไห้ไป ฉันว่าถ้าเลือกได้ ฉันก็คงอยากให้มันง่ายเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะชีวิตนี้ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองต้องจมอยู่กับความรู้สึกเปราะบางนานขนาดนี้มาก่อน แต่ติดที่ว่าความรักมันยังมีอยู่มาก เลยทนไม่ได้ที่จะเห็นอีกคนเสียใจขนาดนั้น จึงต้องกลับมาเคลียร์ให้จบ ไม่ใช่จากกันไปเฉยๆ แต่พอเคลียร์แล้วมันก็ดีที่อีกคนยังอยากไปต่อ ฉันเองก็อยาก 

เลยได้ข้อสรุปว่าไม่เลิกกันละกัน

ตอนนี้ฉันผ่านอุปสรรคในความสัมพันธ์มาได้อีกด่าน และก็เริ่มเรียนรู้ว่าการร้องไห้ต่อหน้าคนอื่น หรือการปล่อยให้ตัวเองได้สัมผัสความรู้สึกในใจโดยไม่ปิดกั้น มันก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

เพื่อนสนิทที่รู้ว่าฉันเป็นคนกลัวการร้องไห้ ก็พยายามทักมาให้แง่คิดและคอยให้กำลังใจ เพราะฉันก็เคยแทบจะกลั้นน้ำตาไม่อยู่ในชั้นเรียน ตอนที่เพื่อนๆ พี่ๆ ในคลาสพูดให้กำลังใจเรื่องปัญความสัมพันธ์ ที่พวกเขาก็พอจะรู้ว่าฉันกำลังจัดการเรื่องนี้อยู่

ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจเรื่องหนึ่งเลยนะ ที่เราได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ของตัวเอง

พอดีช่วงนี้หลายคนเข้ามาถามไถ่ถึงนิยายของฉัน ที่ไม่ได้กลับไปเขียนต่อสักที

ฉันยอมรับเลยว่าตอนคิดพล็อต ฉันคิดให้มันยากเกินความสามารถตัวเองไปมาก

และความกดดันตัวเองในแบบเดิมๆ ก็ทำให้ฉันไม่กล้าทำอะไรที่ตัวเองยังไม่แน่ใจว่าจะทำได้ดี

ความกลัวนี้มันกลืนกินฉันเข้าไปทั้งชีวิต มันทำให้ฉันเกลียดตัวเอง เพราะไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองดีพอ หรือจะมีชีวิตได้โดยปราศจากการตำหนิและต่อว่าตนเอง

ฉันอาจจะหนีการตำหนิตนเองได้ในช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น ที่ผัดผ่อน เลื่อนมันออกไปก่อน แม้แต่เรื่องความสัมพันธ์ ฉันยังอยากจะเลื่อนมันออกไปก่อน ไม่อยากจะพยายามแล้วกับ long-distance relationship เอาแต่งอแงอยู่ในใจว่า รอให้พี่เขาย้ายมาอยู่ที่นี่แล้วเราค่อยกลับมาคบกันได้มั้ย

แต่ชีวิตไม่ใช่เกมสร้างบ้านตุ๊กตา

บางครั้งฉันรู้สึกเหมือนว่า ชีวิตคือการประคองเรือลำน้อยให้ลอยอยู่ได้กลางทะเลคลั่ง

แต่ทะเลนั้นไม่ใช่โลกทัั้งใบ

มันคือใจของฉันต่างหาก ที่เต็มไปด้วยความคิด ความรู้สึก และอารมณ์ที่มักจะรุนแรงล้นเหลือเกินรับมือ

คืนนี้ที่ต้องเขียนบันทึก ก็เพราะฉันทำงานได้มากขึ้นนิดหน่อย แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความคาดหวัง การตำหนิ ต่อว่า โบยตีตัวเองไม่มีที่สิ้นสุด

ทำไมเธอถึงทำได้แค่นี้

ทำไมถึงเล่นเกมนานขนาดนี้

ทำไมนอนดึกขนาดนี้ทั้งที่ก็อยากเปลี่ยนเวลานอนมาตลอด

ทำไมตั้งใจทำอะไรแล้วไม่เคยทำได้

ทำไมถึงแต่งนิยายให้จบไม่ได้เลย คนอื่นเขาก็ทำได้กัน

ทำไมถึงไม่อยากทำหน้าที่ของตัวเอง งานก็ไม่ได้ยาก ธีสิสก็ไม่ได้ยาก

เอาจริง ฉันเป็นบ้าอะไรน่ะถึงคิดว่ามันไม่ยาก

อะไรที่มันไม่ยอมทำ ก็มีความยากในแบบของมั้นทั้งนั้นแหละ

ฉันรู้แค่ว่ามันดีไม่พอ แต่ไม่รู้เลยว่าแบบไหนถึงจะเรียกว่าดีพอ

การกดดันตัวเองยังเป็นโจทย์เดิมที่แก้ไม่เคยได้

ความรักตัวเองที่เหมือนจะพอมีอยู่ พอเจอคำตำหนิพวกนี้เข้าไป

ก็พลันแตกสลายเหมือนเป็นของปลอม

ราวกับว่า ฉันจะรักตัวเองได้ แค่เฉพาะในเวลาที่ลืมความเกลียดชังที่มีต่อตนเองไปชั่วคราว

บางทีมันก็น่าท้อใจเหลือเกิน เดินมาไกลแค่ไหน ก็ยังไม่เคยรู้สึกว่าเราดีพอสำหรับความรักที่มีต่อตนเอง

การยอมรับตัวเองได้อย่างไม่มีเงื่อนไข 

สิ่งนี้น่ะ จะหาได้จากที่ไหนกันนะ...

เหมือนจะยอมรับได้นิดนึง แล้วมันก็ดีดออก กลับมาเป็นคนที่เกลียดตัวเองทุกที

ต่อให้คนทั้งโลกบอกว่ารักเรา แต่ถ้าเมล็ดพันธุ์แห่งความโกรธ ความเกลียดมันยังอยู่ในตัวเรา

ใจเราจะสงบได้ยังไง

แม้จะพยายามบอกตัวเองแค่ไหน แม้ว่าจะเริ่มต้นด้วยการมองย้อนกลับไปชื่นชมสิ่งดีที่เราได้ทำ แต่ใจมันก็ยังไม่ยอมรับคำชื่นชม ฉันโน้มน้าวตนเองไม่ได้จริงๆ

ใครๆ บอกว่าฉันตึงเกินไป

อาจจะมีพ่อกับแม่นี่แหละ ที่ยังเห็นฉันเป็นคนเรื่อยเฉื่อย เพียงเพราะฉันไม่ได้มี lifestyle แบบพวกเขา แต่ฉันไม่คิดว่าพ่อกับแม่จะเป็นสาเหตุทั้งหมดของการเป็นคนกดดันตัวเองของฉันหรอก

ฉันว่าฉันเลือกเองแหละ ที่จะเป็นแบบนี้

อ้อ...

จู่ๆ ก็นึกขึ้นมาได้

การเมืองอาจจะเกี่ยวเต็มๆ 

ทุกคนคงจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่าประเทศที่มีรัฐสวัสดิการดีๆ คนนิสัยเฉื่อยชา ทำตัว slow life กันมาก และไม่มีปัญหาอาชญากรรม

มันคงเป็นความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยมั้ง ที่ขาดหายไปจากชีวิตของฉัน

ที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าถ้าเราไม่พยายาม เราก็จะต้องเผชิญชีวิตที่ยากลำบาก

แรงกดดันว่าเราต้องต่อสู้ดิ้นรน มันเป็นส่วนหนึ่งทำให้ฉันกลายเป็นคนแบบนี้

มันเป็นสิ่งที่หล่อหลอมพ่อแม่ชนชั้นกลางของฉัน ให้พวกเขาเป็นคนจริงจังกับชีวิตขนาดนี้

เพราะพยายามเท่าไหร่ ก็ไม่อาจจะมองเห็นชีวิตที่ดูมั่นคงปลอดภัยมากพอ เลยอาจเป็นเหตุผลให้ฉันตั้งเกณฑ์ของตัวเองเสียสูงลิ่วจนมองไม่เห็นสุดสายปลายทาง

พอมองมุมนี้ ก็รู้สึกขึ้นมาว่า ตัวเองก็โคตรเก่งแล้วนะ

เรียนจบสายภาษา ที่ใครๆ บอกว่าจะตกงาน แต่ก็พัฒนาตัวเองจนไปสุดในสิ่งที่เราทำอยู่เสมอ 

การเงินก็ไม่เคยมีปัญหา ขนาดมีวิกฤตเศรษฐกิจขนาดนี้ หัวหน้าก็ยังเลือกจะเก็บเราไว้ เงินที่เคยเก็บแบบไม่มีจุดประสงค์ แต่ตอนนี้มันก็ดูมากพอให้สบายใจว่าต่อให้ไม่พึ่งพาที่บ้าน ต่อให้ตกงาน ต่ออิรัฐบาลเฮงซวยไม่ยอมจ่ายเงินห้าพันให้ ฉันก็ยังเลี้ยงตัวเองได้ไปอีกหลายเดือน 

ไม่กี่สัปดาห์ก่อน เด็กยังทักมาถามเรื่องสอนพิเศษ โรงพยาบาลยังโทรมาติดต่อต้องการล่าม หรือแม้แต่นักอ่านก็ยังกดโดเนทเงินเพื่อสื่อว่าคิดถึงงานเขียนของฉันอยู่เลย มีงานวิจัยของอาจารย์ด้วย ที่เราสามารถเข้าไปช่วยและทำเงินให้เราได้ สิ่งเหล่านี้คงบ่งบอกว่าฉันมีความสามารถนะ

คืออันที่จริง... 

เราควรรักตัวเองได้ แม้เราไม่ใช่คนเก่งเลิศเลอ

แต่เพราะคุณภาพชีวิตอันต่ำเตี้ยเรี่ยดินของประเทศนี้ ทำให้เราไม่สามารถยอมรับความไม่เก่งของตัวเองได้

ไม่อยากให้รัฐบาลเป็นสนามอารมณ์ แต่พิจารณาแล้วเห็นว่ามันจริง

ไม่ใช่แค่รัฐบาลชุดนี้หรอก ที่ผ่านมาก็ไม่เคยเห็นชุดไหนต่อสู้เพื่อคุณภาพประชากรอย่างแท้จริงสักที ยังคงเอาผลประโยชน์ของพรรคพวกเข้ามาเกี่ยว ยังคงมองตำแหน่งผู้ดูแลรับใช้ประชาชนเป็นช่องทางหาผลประโยชน์ พวกนายทุนก็ยังคงโลภมากอย่างไร้มนุษยธรรม

ร้ายกาจจัง

เพราะฉะนั้น เราก็อย่าโทษตัวเองขนาดนั้นเลย

ไม่ใช่แค่ฉัน แต่เป็นทุกคนที่โชคไม่ดี

ที่ไม่ได้เกิดมาในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

ไม่ได้เกิดมาในยุคที่ผู้คนมีแต่ความรักให้ผู้อื่นและตนเอง

ทุกคนเก่งมากแล้วนะ

เรามาช่วยกันทำให้โลกนี้ดีขึ้นกันเถอะ

บางครั้งคนอื่นก็ใจร้ายกับเรามากแล้ว เราก็อย่าใจร้ายกับตัวเองนักเลย

แค่ยังมีชีวิตอยู่ได้ โดยไม่เอาเปรียบใครในโลกที่มันวุ่นวายอย่างนี้

เธอก็เก่งมาก

เก่งมากๆ แล้วนะคนดี









SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments

EverydayRose
4 months ago
เราชอบตอนนี้มากๆเลยค่ะ
Reply
Shallot
4 months ago
ขอบคุณนะคะ 😊