หนึ่งวันของวันที่สิบแปด
วันที่สิบแปดของการกักตัวอยู่ในบ้าน
เวลาหกนาฬิกา สามสิบสองนาที


เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้นเป็นเสียงของไก่ขันหลายครั้งต่อกันเป็นนาที ภายในห้องนอนห้องเล็กที่มีเพียงแสงธรรมชาติยามเช้าลอดเข้ามาทางบานหน้าต่าง ผ่านมู่ลี่ไม้สีขาวเข้ามาเป็นแถบพาดลงบนผืนผ้าห่มบนเตียง ร่างของเจ้าของห้องขยับกายเล็กน้อยภายใต้ผ้าผืนนั้นด้วยความอิดออดไม่อยากลุกขึ้นมาทำงาน

เจ้าไก่จอมปลอมดังอยู่เกือบห้านาทีได้ก่อนที่หญิงสาวจะเอื้อมมือออกมาควานหาโทรศัพท์เจ้ากรรมที่ร้องไม่ยอมหยุด วาดมือกวาดไปบนโต๊ะไม้หัวเตียงรอบหนึ่งจนคว้าเจ้าเครื่องมือสื่อสารนั้นขึ้นมาแล้วค่อยจิ้มนิ้วลงบนหน้าจอเพื่อปิดเสียงร้องเตือน

นิลครางเสียงเบาด้วยความหงุดหงิด เมื่อคืนเธออยู่แก้งานจนเกือบเวลาตีสาม เพื่อส่งกลับไปให้เจ้านายได้ตรวจสอบในยามเช้า โดยปกติแล้วเธอคงได้นอนค้างที่บริษัทเป็นแน่ แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันซึ่งต้องกักตัวภายในบ้านเพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อโรคระบาดจากโลกภายนอกแล้ว หญิงสาวถึงได้มีโอกาสนอนบนเตียงนุ่มสบายในห้องนอนของตนเอง

ถึงแม้ว่าคนเป็น Introvert เต็มขั้วหัวใจจะรักการอยู่คนเดียวมากเพียงใด ความสุขนั้นอยู่กับเธอเพียงแค่ช่วงไม่กี่วันแรกเท่านั้น ไม่ว่าใครต่างก็ต้องการสังคมอยู่ดี

หญิงสาวลุกขึ้นนั่งบนเตียง เช้าขนาดนี้ยังไม่มีใครตื่นหรอก แต่วันนี้เป็นวันพฤหัส และกำหนดการที่ตั้งไว้ประจำวันของวันนี้คือการตื่นเช้ามาออกกำลังกายก่อนเริ่มทำงาน

เธอเดินงัวเงียออกจากห้องนอนโดยไม่มีการเปลี่ยนชุดนอนเป็นชุดออกกำลังกาย ก้าวเท้ามานั่งแหมะลงบนพื้นห้องนั่งเล่นเพื่อสวมรองเท้าวิ่ง มือสางเส้นผมลวกๆ รวบขึ้นเป็นหางม้า

นิลเปิดซีรี่ส์ที่ดูค้างไว้ตั้งแต่วันอังคาร สวมหูฟังเข้าไปแล้วกดลู่วิ่งเพื่อเปิดเครื่อง ก่อนจะก้าวเดินช้าๆ พอให้ตัวเองไม่เหนื่อย 

ในขณะเดียวกันที่หูและตารับรู้เรื่องราวคำพูดของซีรี่ส์ ใจกลับบ่นว่าเหนื่อย และสมองกลับคิดไปถึงงานที่ต้องเริ่มทำต่อตอนเก้าโมงเช้า

หัวหน้าแผนกนัดประชุมวันนี้เวลาเก้าโมงครึ่ง เพื่อฟังคอมเมนท์งานของเมื่อคืน แล้วทีมงานจะได้นำงานเหล่านั้นมาแก้ต่อเพื่อจะส่งไปรวมกันสำหรับการส่งงานให้ลูกค้าก่อนห้าโมงเย็น 
 
ซีรี่ส์เล่นเพลงปิดตอน เวลาผ่านไปทั้งหมดครึ่งชั่วโมง ซึ่งนับเป็นเวลาเพียงพอสำหรับการออกกำลังกายเพื่อฝึกวินัยในตนเอง ยามที่ทุกอย่างสามารถทำได้อย่างอิสระ ชีวิตของมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งจะได้ไม่เสียระบบไปจากเดิม


หญิงสาวถอนหายใจยาวๆ การเดินตอนเช้าทำให้ตาสว่างเต็มที่เมื่อเทียบกับตอนนาฬิกาไก่ขันขึ้นหลายนาที


หลังจากนี้กิจวัตรประจำวันจะเริ่มเข้าสู่วงโคจรเดิมของชีวิตพนักงาน อาบน้ำตอนเช้า ทานอาหารเล็กๆ น้อยๆ พอให้มีแรงนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ ประชุม แล้วพร้อมใช้สมองกับแรงกายทำงานอีกหนึ่งวัน


นิลล้างจาน เช็ด เก็บกวาดเคาน์เตอร์ครัวขนาดเล็กให้เรียบร้อย เช็ดมือกับกางเกงทำงานตัวเก่งที่ใส่ซ้ำมาแล้วสองวันเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการซักผ้า ก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ล้อเลื่อนหน้าคอมพิวเตอร์แล้วกดปุ่มเปิดเครื่อง เสียงซีพียู ทาวเวอร์ดังขึ้นเหมือนเสียงแมลงวันหวิ่งๆ อยู่รอบศีรษะ ระหว่างรอเครื่องเปิดยังมีเวลาพอให้เธอได้เปิดโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดเข้าไปในแอปพลิเคชันแชทเพื่อติดต่อกับชาวโลกก่อนเริ่มงานยามเก้าโมงเช้า


แอปสีเขียวเปิดขึ้น ห้องข้อความห้าหกห้องแรกเป็นโฆษณาจากร้านอาหารและการดูดวงประจำวัน นิ้วโป้งเลื่อนหน้าจอลงมาเรื่อยๆ จนถึงแชทของกลุ่มมหาวิทยาลัยที่ขึ้นเป็นร้อยข้อความซึ่งเธอไม่ได้เปิดอ่าน เพื่อนคุยกันเรื่องซีรี่ส์ตอนล่าสุดซึ่งเธอเพิ่งดูจบไปเมื่อเช้านี้ คุยกันถึงการตัดสินใจของตัวละครซึ่งไม่มีใครเข้าใจเป้าหมายของการกระทำเหล่านั้นสักเท่าไหร่ แต่ในความคิดโดยส่วนตัวแล้ว หล่อนมองว่านั่นเป็นจุดประสงค์ของคนเขียนบทที่จะเล่าเรื่องราวต่อไปถึงตอนใหม่ซึ่งจะฉายในสัปดาห์หน้า

หญิงสาวพิมพ์ความคิดของตน

“เราว่าคนเขียนบทเค้าคงอยากให้พระเอก-”

ส่ายศีรษะแล้วลบออก

“จริงๆ แล้วตอนนี้ก็โอเคอยู่นะ ถ้ามองว่า-”

........หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ แล้วลบออกทั้งหมด อ่านทวนข้อความของกลุ่มเพื่อนซ้ำๆ อยู่พักเดียวจึงตัดสินใจพิมพ์ส่งเข้าไปว่า “อหหห เพิ่งดูจบเมื่อเช้า มาเม้าไม่ทันละ”

ข้อความเด้งเข้าไปในบทสนทนากลุ่มมหาวิทยาลัย ข้อความแสดงให้เห็นเลขบอกเวลาแปดนาฬิกาสามสิบนาที มีเพียงเพื่อนสามคนกดเข้ามาอ่านทันที แต่ไม่มีการตอบอะไร


นิลไม่มีเวลามานั่งสนใจว่ามีใครตอบหรือไม่ตอบบทสนทนา คอมพิวเตอร์เปิดเสร็จเรียบร้อย เธอเปิดงานเมื่อคืนมาตรวจสอบไฟล์ภาพที่ออกแบบแล้วส่งไปให้หัวหน้า เผื่อมีบางอย่างที่ตกหล่นไปแล้วสามารถแก้ใหม่ได้ด้วยตนเอง จะได้เตรียมคำตอบไว้ให้หัวหน้าระหว่างการประชุม เมื่อต้องคิดถึงการประชุมที่มีเพียงหัวหน้าและเธอสองคน หากเธอตอบคำถามให้อีกฝ่ายไม่ได้คงมีโอกาสโดนดุยิ่งกว่าการประชุมที่มีเพื่อนร่วมงานคนอื่นอยู่ด้วย เธอเลยยิ่งต้องเดาทางคำถามและคิดล่วงหน้าไปถึงคำตอบที่จะสามารถพัฒนาผลงานไปให้ดีขึ้นโดยไม่ต้องเสียเวลามากเกินไป



ไม่นานนักก็ถึงเวลาเข้างาน ระบบที่บริษัทของนิลใช้ตรวจสอบพนักงานคือการพิมพ์ตารางงานออนไลน์ว่า “รายงานตัว” “มาแล้วค่ะ” หรือการใช้งานคิดสร้างสรรค์รายงานตัวด้วยการพิมพ์ตัวอักษรเรียงกันให้เกิดเป็นภาพว่า “HERE” และต่อจากนั้นไม่เท่าไหร่ หัวหน้าก็ส่งข้อความเข้ามาในกรุปพนักงานบริษัท เรียกเธอให้รับสายวิดีโอคอลประชุม



หน้าจอสี่เหลี่ยมเด้งขึ้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เส้นสีฟ้าวิ่งเป็นวงกลมตรงกลางหน้าจอครู่หนึ่งก่อนปรากฏภาพใบหน้าของหัวหน้า ใส่ที่คาดผมเสยหน้าม้าขึ้น ผิวหน้าใสไร้การแต่งเติมด้วยเครื่องสำอางใดๆ แต่คนในบริษัทจะรู้ดีว่าอย่างน้อยหัวหน้าต้องเขียนคิ้วเพื่อมาเจอลูกน้องแน่ๆ

“มันขึ้นรึยังเนี่ย? ได้ยินมั้ย นิล?” เสียงหัวหน้าดังผ่านวิดีโอคอลล์เข้ามา แค่เสียงเปล่าๆ ก็ทำให้ใครหลายคนตัวแข็งไปตามๆ กัน

“ได้ยินค่ะ พี่ณัฐ” หล่อนตอบกลับไปด้วยความใจเย็น ข่มความรู้สึกหวั่นเกรงเอาไว้ด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม การทำงานของวันเริ่มต้นขึ้นด้วยดี งานทั้งหมดเป็นไปได้ด้วยดี งานที่ทนทำจนเสร็จเมื่อคืนนี้ไม่ต้องแก้มาก เพราะทำตามความคิดเห็นของลูกค้าเสียส่วนใหญ่ สีไม่เพี้ยน ไฟล์ไม่พัง หัวหน้าพอใจกับผลงานพอสมควร จึงทำได้แค่แก้งานเล็กน้อยก่อนส่งอีเมลไปให้ลูกค้าได้โดยตรงในตอนเที่ยงวัน


นิลรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย เธอได้ส่งอีเมลต่อให้ลูกค้าไปตั้งแต่เวลาสิบเอ็ดโมงกว่าเกือบๆ ครึ่ง เมื่อกดปุ่มส่งงานไปแล้วจึงเปิดแอปพลิเคชันสั่งอาหารมาทานมื้อกลางวันโดยไม่ต้องรอใคร อาหารที่ทำเอาไว้เองถูกทานหมดไปแล้วตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็น วันนี้จึงสั่งแซนด์วิชครัวซองค์จากร้านอาหารโปรดพร้อมกับกาแฟปั่นหวานน้อยหนึ่งแก้ว ระหว่างรออาหารมาส่ง เธอได้เปิดเข้าไปในแชทของกลุ่มมหาวิทยาลัยอีกครั้ง

มีคนอ่านทั้งหมด 8 คน แต่ไม่มีใครตอบกลับอยู่ดี

หญิงสาวรู้ตัวดีว่ามาช้าเกินกว่าจะต่อบทสนทนาของเพื่อนได้ แต่จะใส่ใจมากเกินไปก็เป็นการบั่นทอนความรู้สึกตนเองจนเหนื่อยเสียเปล่า หล่อนเลื่อนย้อนกลับไปอ่านข้อความของเพื่อนในกลุ่มอีกครั้ง อ่านซ้ำมันไปแบบนั้นอีกรอบสองรอบก่อนปิดมันไปเพื่อรับโทรศัพท์จากพนักงานส่งอาหาร

“ค่ะ…….ค่ะใช่ค่ะ………เดี๋ยวลงไปรับนะคะ”

ร่างกายขยับไปโดยหัวสมองยังไม่พักผ่อน ระหว่างเดินออกจากห้องพักไปที่โถงทางเดิน มือข้างหนึ่งถือกระเป๋าเงินและโทรศัพท์มือถือ มืออีกข้างใส่หน้ากากด้วยความเคยชิน แต่ในศีรษะยังนึกภาพตามบรีฟซึ่งได้รับจากหัวหน้าเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ในใจไม่ได้นิ่งอย่างสมาธิที่มีสักเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะความกังวลว่าจะสามารถทำงานส่งให้หัวหน้าทีมทันกำหนดภายในเย็นนี้หรือไม่

ลิฟต์ส่งเธอถึงชั้นหนึ่ง นิลเดินผ่านยามในโถงคอนโดไปทางพนักงานเสื้อเขียวที่นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ เล่นโทรศัพท์มือถือรอลูกค้ามารับอาหาร

หล่อนใช้หลังเป็นตัวดันประตูกระจกออกไปที่บริเวณจอดรถส่งคนลงด้านหน้า ไม่ต้องเดินไปจนใกล้มาก เขาก็เงยหน้าขึ้นมาตามเงาที่เห็นที่บริเวณหางตา

เธอยิ้ม เขายิ้มตอบ

“เท่าไหร่คะพี่?” นิลถามระหว่างที่พนักงานเปิดกระเป๋าบนเบาะหลังจักรยานยนต์เพื่อหยิบถุงอาหารมายื่นให้ เขาเปิดหน้าจอโทรศัพท์มาดูราคารวมค่าส่งที่ถูกคำนวณเอาไว้เรียบร้อยแล้ว จริงๆ แล้วเธอทราบดีว่าราคาเท่าไหร่ ไม่อย่างนั้นคงไม่จัดเงินในกระเป๋ามาให้พอดี

“สองร้อย...สิบเจ็ดครับ” เขาตอบกลับ ผู้ชายวัยกลางคน สำเนียงบ่งบอกชัดเจนว่าไม่ใช่คนในเมืองหลวง ท่าทางของเขาดูเก้ๆ กังๆ ระหว่างยื่นของกับรับเงินก็ติดๆ ขัดๆ ไม่คล่องเหมือนพนักงานคนอื่นๆ

นิลยื่นธนบัตรที่เตรียมไว้ให้พนักงานไป แลกกับถุงอาหารพร้อมพูดกับเขาผ่านหน้ากากด้วยเสียงอู้อี้ว่า “นี่สองร้อยยี่สิบ ไม่ต้องทอนก็ได้ค่ะ”

คนส่งอาหารยิ้มผ่านหน้ากาก เธอรับรู้ได้จากลักษณะดวงตาเขาที่เปลี่ยนรูปทรงจากวงรีเป็นรูปถั่วแดง รอยยิ้มของเพื่อนมนุษย์ที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยๆ ในช่วงที่ต้องกักตัวอยู่ในบ้านทำให้เธอยิ้มตอบกลับ อาจเป็นมารยาททางสังคมที่เคยชินก็เป็นได้ แต่การได้ยิ้มให้ใครสักคนในช่วงเวลาแบบนี้ก็ทำให้รู้สึกดีลึกๆ ในใจ

“ช่วงนี้ วิ่งได้เยอะมั้ยคะ?” หล่อนถามเขาระหว่างที่เขาก้าวกลับขึ้นคร่อมบนจักรยานยนต์ ในมือเปิดแอปสั่งอาหารเพื่อกดดาวเต็มห้าดวงเป็นการให้กำลังใจ

“โห เยอะเลยน้อง ยิ่งเที่ยงๆ ยิ่งทำรอบได้เยอะ คนไม่กล้าออกไปไหนกัน” เขาตอบกลับด้วยเนื้อเสียงที่ฟังแล้วปนด้วยความสุข “เนี่ยนะ ก่อนหน้านี้พี่ก็สั่งเขามากิน แต่พอปิดเมืองแล้วทำงานเดิมไม่ได้ เลยมาขับส่งอาหารกับเขาเนี่ย จะกลับบ้านต่างจังหวัดก็กลัวจะเอาโรคไปติดเขาเปล่าๆ มาหาเงินดีกว่า”

หญิงสาวร้องอ๋อ- เป็นเสียงตอบรับระหว่างคิดว่าจะตอบอะไรดีแล้วค่อยเอ่ยว่า “สู้ๆ นะคะพี่ พวกหนูทำงานกัน ถ้าไม่มีพวกพี่นี่แย่เลย”

บทสนทนาสั้นกว่าที่คิดเอาไว้มาก แต่อย่างน้อยก็ทำให้เธอสัมผัสกับความรู้สึกของการอยู่ร่วมกับมนุษย์ในสังคมขึ้นมากกว่าการนั่งทำงานคุยกับผู้คนในหน้าจอ ระหว่างทางกลับขึ้นไปที่ห้องพัก นิลคิดทบทวนบทบาทชีวิตของตนเองว่า ถึงแม้จะเหนื่อยกับการต้องคิดงานตลอดเวลาที่ตอบรับกับความคิดเห็นลูกค้าและหัวหน้าเป็นใหญ่ แถมต้องผลิตผลงานออกมาให้สื่อสารกับผู้อื่นได้มากกว่าเก่าจากการที่ไม่สามารถชี้ให้เห็นด้วยนิ้วมือของตนเองโดยตรง แต่การที่เธอไม่ต้องออกไปเสี่ยงชีวิตภายนอกนั้นช่างโชคดีเหลือเกิน โชคดีมากที่ยังมีงานทำและยังพอมีรายได้มาเก็บเลี้ยงตนเองต่อไปในขณะที่ใครหลายๆ คนต้องทนทำงานในสภาวะเสี่ยงอันตราย

หน้าที่ก็คือหน้าที่ สิ่งที่เธอทำได้ดีที่สุดตอนนี้ไม่ใช่การเดินออกไปเป็นวีรสตรีกู้ประเทศด้วยการทำประโยชน์ให้ผู้อื่น แต่คือการรักษาตัวไม่ให้ติดโรคระบาดและไม่แพร่กระจายเชื้อไปมากกว่านี้ ทำหน้าที่ตนเองให้ดีที่สุดตอบแทนโอกาสอันดีที่ตนได้รับ

เมื่อเข้าไปในห้องพัก อย่างแรกที่ทำหลังจากการวางอาหารลงบนเคาน์เตอร์ครัวคือการเข้าห้องน้ำไปล้างมือด้วยสบู่ ถูไปด้วยร้องเพลงไปด้วยจนเกินยี่สิบวินาที ล้างออกให้สะอาดจนไม่รู้สึกถึงความลื่นบนผิวหนังแล้วจึงเช็ดด้วยผ้าขนหนูซึ่งเธอเปลี่ยนทุกๆ สามถึงสี่วัน

นิลแบ่งแซนด์วิชออกเป็นครึ่งหนึ่ง สำหรับทานกลางวัน อีกครึ่งที่เหลือสำหรับทานมื้อเย็น หากวันนี้กระเพาะไม่ได้ทำงานหนักเกินไป อาจจะโชคดีเก็บครึ่งของแซนด์วิชนั้นไว้สำหรับมื้อเช้า กาแฟที่สั่งหวานน้อย สำหรับคนไม่ทานหวาน เมื่อสั่งเป็นกาแฟปั่นแล้วอย่างไรก็ยังหวานเกินกว่าจะรู้สึกว่าอร่อยอยู่ดี

ระหว่างรอเวลาให้ถึงบ่ายโมงซึ่งเป็นกำหนดทำงานต่อช่วงบ่าย เธอเปิดโซเชียลมีเดียไล่ตามข่าวประจำวันที่พลาดไป ย้อนกลับไปถึงข่าวของเมื่อวานช่วงบ่ายถึงเย็น เพื่อนบางคนลงรูปเก่าๆ ที่ได้ไปเที่ยวก่อนมีโรคระบาด ในสตอรี่ของแอปพลิเคชันลงรูปเต็มไปด้วยการเล่นควิซลูกโซ่ ส่งเพลงให้กัน การแลกเปลี่ยนทัศนคติ ไปจนถึงการส่งต่อการวาดภาพ นิลค้างเควสท์วาดภาพหัวไชเท้าและอะโวคาโดจากเพื่อนสมัยมัธยมสองสามคนซึ่งส่งมาซ้ำกัน

หล่อนเปิดแชทกลุ่มเพื่อนมหาลัยเข้าไปเมื่อเห็นว่ามีแจ้งเตือนขึ้น

เพื่อนคนหนึ่งส่งรูปเซลฟี่ตนเองเข้ามาในแชทพร้อมกับข้อความว่า “คิดถึงเพื่อนจังงงงงงง”

ข้อความนั้นส่งเข้ามาไม่นานเท่าไหร่ นิลอาจเป็นคนแรกที่เข้าไปอ่าน หรือเป็นคนที่สอง ที่สามที่อ่านแล้วไม่ตอบก็เป็นได้

ข้อความก่อนหน้านั้นของเธอซึ่งถูกส่งไปเมื่อเช้า ขึ้นว่าอ่านครบแล้ว แต่ไม่มีใครมาตอบ


หญิงสาวกลับมานั่งหน้าคอมพิวเตอร์แล้วยกขาขึ้นกอดเข่าบนเก้าอี้ทำงาน นั่งทานแซนด์วิชครึ่งนั้นทีละคำ เคี้ยวช้าๆ พอให้เมื่อยกรามแล้วค่อยกลืนกาแฟลงไปล้างให้ลื่นคอ เธอวางโทรศัพท์มือถือลง หน้าคว่ำ ไกลตัวมากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อไม่ให้เสียสมาธิในการทำงานต่อตอนบ่าย

เหลือเวลาอีกสามสิบนาทีจะบ่ายโมง เหลือเวลาจากนั้นอีกสี่ชั่วโมงเพื่อปั่นงานส่งไปให้หัวหน้าทีมเพื่อส่งต่อไปให้ลูกค้าอีกที ถ้าหากทำเร็วกว่าที่ตั้งใจไว้ หล่อนกะว่าจะลองส่งไปให้หัวหน้าตรวจก่อนตอนเวลาบ่ายสามโมงเผื่อมีการแก้อะไรเกิดขึ้น จะได้แก้ก่อนที่จะส่งจริงตอนเลิกงาน

นิลตัดความรู้สึกว้าวุ่นในใจออกไป ความเหงาและความโดดเดี่ยวไม่ใช่เครื่องมือของการทำมาหากิน สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือวินัยซึ่งเธอกำลังพยายามถึงมากที่สุดเพื่อจะรักษาระดับความขี้เกียจส่วนตนซึ่งมีมาตลอดทั้งชีวิตให้ไม่มากระทบกับการทำงานให้ลุล่วงตามเป้าหมาย

เวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว แวบเดียวก็เป็นเวลาบ่ายสามโมงครึ่ง ถึงเสร็จตอนนี้ก็ส่งให้ตรวจรอบแรกไม่ทัน ดังนั้นเธอจึงรีบทำให้เสร็จในเวลาสี่โมงครึ่งเพื่อให้หัวหน้าทีมมีเวลารวบรวมงานทั้งหมดได้ทัน

ภายในห้องพักซึ่งมีแต่เธอและคอมพิวเตอร์ทำงานนั้นเงียบสนิท เงียบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มนาฬิกาในห้องนอนที่เดินด้วยอัตราเร็วคงที่ตลอดมา แต่ด้วยความรู้สึกเร่งด่วนของการทำงานให้ทันนั้นทำให้เธอได้ยินเสียงฟันเฟืองหมุนไปเร็วกว่าเดิมเป็นเท่าตัว สมาธิในการทำงานยังคงที่แต่สติที่เคยคงตัวกลับเริ่มแตกซ่านไปด้วยความกังวลจนข้างศีรษะปวดร้าวราวกับมีอะไรมาบีบรัดเพื่อเร่งงาน กาแฟตอนเที่ยงทำงานหนักจนแผ่นอกภายในเริ่มสั่นด้วยความเครียดและฤทธิ์ของคาเฟอีน ร่างกายพนักงานบริษัทคนหนึ่งเริ่มรวนจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ มิหนำซ้ำยังออกแรงเพิ่มเกินกว่าเหตุด้วยการทำตามตารางวินัยบ้าบอที่กำหนดให้วิ่งตอนเช้า

ให้ตายสิ คราวหน้าจะไม่มีอีกแล้ว นิลสัญญาด้วยอารมณ์ร้อน ถ้าเหนื่อยก็จะนอน ตื่นเช้ามาทำงานให้ดีก็พอ ไว้ว่างๆ ค่อยออกกำลังกาย จะเช้าจะเย็น จะวันไหนก็ไม่สำคัญขอแค่เริ่มทำก็พอ

ให้ตายสิ เหนื่อยเป็นบ้า คราวหน้าจะไม่มีอีกแล้ว กาแฟอะไรที่ทำให้ตื่น ถ้าง่วงก็นอนตอนกลางคืนให้พอ กลางวันจะได้ไม่ต้องฝืนให้ปวดหัวแบบนี้

เหลืออีกสองนาทีจะครบกำหนดที่เธอตั้งไว้ งานเหลืออีกนิดเดียว อีกทั้งยังเป็นการเสร็จก่อนเวลาส่งจริง เดดไลน์ที่ใกล้จะถึงเป็นเพียงการกำหนดขึ้นมาเอง ไม่เกี่ยวกับใครทั้งสิ้น

เธอลากเมาส์กดเลือกคำสั่งในโปรแกรมเพื่อบันทึกงานออกเป็นข้อมูลที่ส่งต่อไปให้หัวหน้ารวมงานได้ง่ายดาย

เชฟในรายการแข่งทำอาหารคงเครียดแบบนี้สินะ นิลคิดในใจด้วยความเครียด อีกสองนาทีจะหมดเวลา คุณต้องเริ่มจัดจานแล้วนะครับ ต้องทำงานให้ผลงานสุดท้ายออกมาดีที่สุด ทำมาดีตลอดจะมาพังเพราะความเครียดเร่งรัดในเวลาเฮือกสุดท้ายไม่ได้เด็ดขาด



อีกหนึ่งนาที นิลเปิดอีเมล เลือกเมลหัวหน้าทีม หัวหน้าบริษัท พิมพ์อธิบายให้หัวหน้า


สามสิบวินาที บ้าเอ๊ย ลืมเปลี่ยนชื่อไฟล์ที่จะส่งให้หัวหน้า


ยี่สิบวินาที เปลี่ยนชื่อไฟล์แล้ว กำลังอัปโหลดขึ้นอีเมล


สิบวินาที เธอพิมพ์ข้อความจนเสร็จ
 

ห้าวินาที เธอรอให้อินเทอร์เน็ตอัปโหลดขึ้นไปจนเหลือข้อมูลอีกนิดเดียวก็จะครบ


สามวินาทีอัปโหลดเสร็จ


สองวินาทีเลื่อนเมาส์มาที่กดส่ง

หนึ่งวินาที



ส่ง!!!



ตัวเลขนาฬิกาบนแถบสีดำบริเวณด้านล่างขวาของหน้าจอคอมพิวเตอร์ปัดขึ้นเป็นเวลา 16:30 พอดี หญิงสาวถอนหายใจยาวคลายความเครียดสะสมในช่วงหลายชั่วโมงที่ผ่านมา หัวใจของคนนอนน้อยยังสั่นอยู่ สติที่แตกซ่านเริ่มรักษาระดับให้คงที่ได้จนเกิดเป็นความรู้สึกซ่าๆ เหมือนเวลาเหน็บกินที่ขาระหว่างการนั่งสมาธิแต่คราวนี้เป็นที่ศีรษะ

หล่อนเอี้ยวตัว เอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์มือถือมาเปิดแชท มองข้ามกลุ่มเพื่อนที่คุยกันระหว่างเวลางานของเธอและโฆษณาร้านค้าที่ส่งโปรโมชันมามากมายไปแล้วกดเข้าไปที่กลุ่มของพนักงานบริษัทเพื่อส่งข้อความไปหาหัวหน้าทีมว่า “ส่งไฟล์ไปแล้วนะคะ :) ” ด้วยความรู้สึกโล่งใจที่สุด

นิลเคาะนิ้วทั้งสี่บนโต๊ะเพื่อรวบรวมตนเองซึ่งแตกซ่านไปพร้อมสติให้กลับมารวมกันเป็นหนึ่งเดียว นั่งมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ยังเปิดเป็นหน้าเว็บไซต์อีเมลอยู่ไม่กี่วินาทีก่อนลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำ โดยยังไม่ลืมหยิบโทรศัพท์เข้าไปด้วย

อุณหภูมิห้องน้ำและบริเวณที่ทำงานในช่วงเวลาเย็นต่างกันโดยสิ้นเชิง เธอยืนมองใบหน้าตนเองหน้าบานกระจกเหนืออ่างล้างมือ มองแสงอาทิตย์สีแสดที่ลอดผ่านช่องพัดลมระบายอากาศเข้ามาถึงตัว แสงและเงาพาดลงบนกระเบื้องอ่างล้างหน้าสีขาว ขึ้นมาถึงบริเวณร่างกายจนเกือบถึงใบหน้าของเจ้าหล่อน

หญิงสาวมองภาพสะท้อนตนเองในกระจก เธอรู้สึกเหนื่อย ล้าเหลือเกิน แต่ใบหน้ากลับไม่แสดงสีหน้าใดๆ ออกไป ความเป็นจริงแล้วนิลไม่ทราบเหมือนกันว่ากำลังรู้สึกอะไรอยู่กันแน่ มีความสุขที่ทำงานส่งทันเวลา แต่ก็เซ็งที่ไม่ได้ร่วมยินดีกับใครเหมือนช่วงที่ทำงานที่บริษัท ดีใจที่ได้ขยับอิริยาบทในห้องพักของตนเองโดยไม่ต้องสนใจใครหลังจากส่งงานไปแล้ว แต่ก็เหงาที่ไม่ได้พบเจอใครเป็นตัวเป็นตนนอกจากผู้คนในคอนโดซึ่งเธอไม่สนิทด้วยและพนักงานส่งอาหารที่สนทนาได้ครู่เดียวก็แยกย้ายกันไป

นิลล้างมือ เช็ดมือพอหมาด แล้วใช้ความชื้นที่เหลือบนฝ่ามือลูบใบหน้าให้รู้สึกสดชื่นขึ้นเสียบ้าง

สูดหายใจเข้า

ปล่อยลมหายใจออก 

แล้วเดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงาน



หล่อนเปิดข้อความแชทบริษัทเพื่อดูตารางงานที่หัวหน้าลงข้อมูลไว้ตั้งแต่วันจันทร์ ยังมีกำหนดงานส่งวันพรุ่งนี้อยู่อีกหนึ่งงานปิดท้ายสัปดาห์ บรีฟงานถูกจดบันทึกเอาไว้โดยเลขาบริษัท เก็บไว้ในรูปแบบของรูปภาพอีกอัลบัมหนึ่งของแชท เพียงแค่เธอเปิดขึ้นมาก็สามารถทำงานต่อล่วงหน้าสำหรับวันพรุ่งนี้ได้เลยโดยไม่ต้องรอใคร

เพื่อนร่วมงานคุยกันในแชทที่ไม่มีหัวหน้า ว่าเหนื่อยจัง ส่งงานแล้วนะ นิลส่งคนแรกอีกแล้ว เหลืออีกสองคน ส่งมาเร็ว เดี๋ยวส่งให้ลูกค้าไม่ทัน!

พนักงานบริษัทตัวเล็กๆ ในบริษัทที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบและระบบมากมาย หญิงสาวยิ้มแล้วกดส่งสติกเกอร์เคลื่อนไหวได้เป็นรูปน้องสุนัขสีน้ำตาลวิ่งกระโดดข้ามรั้วไม้เพื่อไล่ตามผีเสื้อหลากสีด้วยความสดใส กดเสร็จแล้วจึงย้อนกลับไปที่บรีฟงานที่เธอต้องส่งในวันสุดท้ายของอาทิตย์ จดมันลงบนสมุดจดงานของตนด้วยปากกาวาดรูปคู่ใจ

มองนาฬิกาตอนนี้เป็นเวลาห้าโมงพอดี ตามกำหนดทำงานของเธอยังคงเหลือเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงก่อนจะถือเป็นเวลาพักผ่อนที่บ้าน แต่เตียงนอนห่างจากที่ทำงานของเธอเพียงไม่กี่ก้าวขา ใจอยากจะพักผ่อนเหลือเกินแต่ก็ยังอยากทำงานให้มีวินัยตามกำหนดที่ตนเองตั้งไว้ไม่ให้เสียระเบียบแบบแผน

การตัดสินใจเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับคนแบบเธอ จึงไม่ควรเสียเวลาไปกับมัน

นิลใช้เหตุและผลสำหรับทุกการกระทำ ในเมื่อเวลายังไม่หมด ก็ทำงานต่อไปจนกว่าจะหมดวินาทีสุดท้าย

เธอเปิดอีเมลอีกรอบแล้วโหลดงานของวันรุ่งขึ้นมาทำ




เวลายี่สิบเอ็ดนาฬิกา ยี่สิบนาที

หญิงสาวยังคงนั่งท่าเดิมบนเก้าอี้ทำงาน กุมมือสองข้างเข้าด้วยกันแล้วบีบนวดช้าๆ เพื่อคลายความเมื่อยสะสมจากการทำงานหลายชั่วโมง สายตาของเธอมองไปบนภาพที่สรรสร้างขึ้นมาจากความคิดส่วนตนรวมกับความต้องการของหัวหน้าและลูกค้า ถึงแม้จะยังไม่เสร็จสมบูรณ์พอจะส่งให้หัวหน้าได้ แต่นั่นก็นับเป็นผลงานที่มีความคืบหน้าเกือบครึ่งหนึ่งของงานทั้งหมดที่ต้องส่งในวันพรุ่งนี้

การทำงานล่วงเลยกำหนดมาหลายนาทีเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นสำหรับพนักงานที่เคยชินกับการต้องทำงานล่วงเวลา

น่าแปลกที่นิลไม่รู้สึกหิวทั้งๆ ที่ทานอาหารปริมาณเพียงน้อยนิดเท่านั้น ใจของเธอกำลังอิ่มจากความพอใจในผลงานตนเอง และร่างกายต้องการการพักผ่อนที่เรียกว่าการนอนมากกว่าการกิน

นิลยกแขนสองข้างขึ้นบิดขี้เกียจ พยายามยืดกล้ามเนื้อบริเวณหลังให้หายเมื่อยล้าจากอาการปวดเมื่อยในทุกอิริยาบถ เสียบกร้อบดังเป็นช่วงๆ ตามการยืดเส้นสายของเธอ

กิจวัตรประจำวันกลับมาอีกครั้งสำหรับช่วงเวลาหลังเลิกงาน หญิงสาวเข้าไปอาบน้ำชำระร่างกายและความรู้สึกให้สดชื่น เดินออกจากห้องน้ำมาไม่กี่ก้าวเธอก็ทิ้งตัวตามแรงโน้มถ่วงลงไปที่เตียงนอนอันนุ่มสบาย

เธอเปิดกลุ่มข้อความของเพื่อนมหาวิทยาลัยที่แจ้งเตือนขึ้นเป็นร้อยข้อความอีกแล้ว หัวข้อของการสื่อความคิดถึงกันล้นเข้ามาในหน้าแชทเรื่อยๆ ทุกคนถ่ายรูปตนเองกำลังทำงานเข้ามาให้กันและกัน กว่านิลจะอ่านทันเหตุการณ์ทั้งหมด สิ่งที่เธอสามารถออกความเห็นได้ก็เป็นเพียงการส่งสติกเกอร์เพื่อตอบรับข้อความของเพื่อน หรือการพิมพ์เลข 5555 เข้าไปร่วมหัวเราะด้วยเท่านั้น

เพื่อนเริ่มคุยกันเรื่องการแอบออกมาเจอกันดีไหม เบื่อการต้องอยู่ในบ้านทั้งวันทั้งคืนตลอดเวลาเสียเหลือเกิน

ทุกคนหัวเราะ


นิลจึงพิมพ์ข้อความว่า “อยากวิดีโอคอลจัง” แต่ไม่ได้กดส่งข้อความ เพราะบทสนทนาเลื่อนไปไวเหลือเกิน จังหวะที่เธอส่งเข้าไปคงไม่ต่างจากเมื่อเช้านี้ที่มีคนอื่นแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีคนตอบเนื่องจากทุกอย่างสายเกินไป

เธอออกจากแชท แล้วเข้าโซเชียลมีเดียอื่นๆ ไปอ่านตามข่าว ตามสถานการณ์ต่างๆ ของวันนี้

อีกสิบห้านาทีจะขึ้นวันที่สิบเก้าของการกักตัว นิลได้ยินเสียงนกพิราบดังขึ้นบริเวณหน้าต่างห้องนอนจึงเดินไปตบมูลี่เบาๆ เพื่อไล่นกเหล่านั้นไปเกาะที่อื่น ครั้งแรกเจ้านกเจ้ากรรมกระพือปีกสะดุ้ง ครั้งที่สองจึงบินออกไป

หล่อนมองตามปีกนกบินออกไปในอากาศโดยไม่คิดอะไร นกพิราบสองสามตัวกระจายกันไปเกาะบริเวณหน้าต่างห้องคอนโดอีกอาคารหนึ่งในฝั่งตรงข้าม สักพักก็คงโดนเจ้าของห้องนั้นไล่บ้างจึงบินหนี ย้ายไปเกาะอีกหน้าต่างอีกบาน
 
นัยน์ตาหญิงสาวรื้นขึ้นด้วยน้ำตาโดยไม่ทราบสาเหตุ ในใจมีความอัดอั้นใจบางอย่างที่เธอเองก็ไม่ทราบว่ากำลังกังวลหรือเครียดเรื่องอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ ราวกับเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ สะสมเอาไว้เป็นถังเก็บน้ำใบใหญ่ที่เก็บทุกอย่างเอาไว้จนพร้อมจะระเบิดออกมา เธอยกมือทาบอกเพื่อปลอบใจตนด้วยตัวเอง กล่าวกับตนในใจว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไรพร้อมเดินย้อนกลับมานอนบนเตียง

เธอตั้งนาฬิกาปลุกในโทรศัพท์มือถือเป็นเวลาเดิม เสียงไก่ขันเสียงเดิม ก่อนเสียบสายชาร์จเข้ากับตัวเครื่องมือสื่อสารแล้วเปิดกลุ่มแชทอีกครั้งหนึ่ง

เพื่อนมหาวิทยาลัยยังคุยกันด้วยความสนุกสนาน แต่หล่อนไม่อยากรับรู้อะไรอีกต่อไปสำหรับวันนี้

ข้อความเดิมที่พิมพ์ค้างไว้ว่า “อยากวิดีโอคอลจัง” ยังคงอยู่ครบทุกตัวอักษร แต่คงไม่มีโอกาสได้ส่งเข้าไปให้ตรงจังหวะพอดีหรอก สำหรับวันนี้

พอกันที สำหรับวันนี้


นิลกาล หญิงสาวพนักงานบริษัทออกแบบ กดลบข้อความของตนช้าๆ ทีละตัวอักษร



เวลายี่สิบสี่นาฬิกา ศูนย์นาที ศูนย์วินาที
วันที่สิบเก้าของการกักตัว


เธอวางโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะหัวเตียง หลับตาลง รอให้ร่างกายพักผ่อนเพื่อส่งตนเข้าสู่ห้วงนิทรา เพื่อตื่นขึ้นมาในยามเช้าสำหรับการทำงานอีกหนึ่งวัน



 

 
การทำงานอยู่ที่บ้านได้โดยไม่ต้องออกไปไหนถือเป็นโอกาสที่ดีมากๆเลยนะคะ
เข้าเดือนเมษาแล้ว อากาศคงจะร้อนได้มากกว่านี้อีก อย่าลืมรักษาสุขภาพด้วย
นอกจากสุขภาพร่างกายแล้ว ในช่วงการกักตัวและสภาพสังคมแบบนี้ต้องดูแลสุขภาพใจตนเองด้วย
ดูแลตัวเองได้แล้วอย่าลืมดูแลคนรอบข้าง หรือเพื่อนๆที่อยู่ข้างหลังด้วยนะคะ

ขอให้ทุกคนโชคดีเสมอ :)
ปล. ใครพอมีเวลาอย่าลืมออกกำลังกายนะคะะ สั้นๆน้อยๆก็ยังดี
SHARE
Writer
Moonbear
Writer, Photographer
I write my thoughts and capture your moments.

Comments