มีเพื่อนคนนึงที่ขำทุกครั้งที่มันขยับตัว
เพื่อนคนนี้เรารู้จักมันตอน ม.1
ตอนนั้นรู้แค่ว่า 'อ๋อ.. เพื่อนคนนี้อยู่ห้องเดียวกัน'
จนกระทั่งเป็นวันที่ทำให้เราจดจำมันได้ขึ้นใจ
เช้าวันนั้นเป็นวันไปโรงเรียนตามปกติ
มันเดินเข้าห้องมาพร้อมร้องห่มร้องไห้หนักมาก
เพื่อนๆในห้องต่างก็ตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ส่วนตัวเราที่ได้แอบๆฟังอยู่ข้างๆ ก็ได้ยินว่า
"แม่ตาย" 
ตอนนั้นตกใจมากแต่ก็ยังสงสัยว่าแม่เสียชีวิตแล้วทำไมยังมาโรงเรียน?
จนสุดท้ายมารู้ทีหลังว่าแมวที่บ้านตาย
เพราะมันทั้งพูดทั้งร้องไห้หนักมากก็เลยฟังไม่รู้เรื่อง

หลังจากนั้นก็ได้รู้จักมากขึ้น
จนถึงจุดพีคของชีวิตของกันและกัน
เรื่องมันก็เกิดขึ้นตอน ม.1 นี่แหละ
เราที่อยู่คนละกลุ่มกัน จู่ๆวันนั้นก็ไปนั่งเล่นด้วยกันแบบงงๆ
ยืนหัวเราะบ้ากันที่ตู้โทรศัพท์กันจนโรงเรียนเลิก
ก็ไม่รู้ว่าหัวเราะอะไรนัก แต่จำได้ว่าหัวเราะกันหนักมาก
เลยทำให้รู้จักกันมากขึ้น

จนกระทั่ง ม.2 ได้ย้ายห้องไปเรียนกับเพื่อนกลุ่มที่มาจากโรงเรียนประถมเดียวกัน
เพื่อนคนนี้ก็ได้ย้ายขึ้นมาด้วย
จนเกิดเป็นกลุ่มเพื่อนกลุ่มใหม่ขึ้น
ตอนนั้นจำได้ว่าอยู่กัน 12 คน

จน ม.3
เวลาคือเครื่องคัดกรองคนออกจากชีวิต
แต่ในเมื่อมีคนออกก็ต้องมีคนเข้า
แต่ดีที่ทั้งสองฝ่ายจบลงกันด้วยดีก็ไม่ได้มีปัญหา แค่ห่างๆกันออกไป แต่พูดคุยกันเหมือนเดิม
แต่กับเพื่อนคนนี้
แปลกที่เรายิ่งอยู่ยิ่งสนิทขึ้นมากๆ
แต่ก็มีทะเลาะกันเล็กน้อยตามประสาเด็ก

กระทั่ง ม.4 
เวลาก็พรากบางสิ่งบางอย่างเราไปจากชีวิต
มีเพื่อนหนึ่งคนในกลุ่มต้องย้ายโรงเรียน
ช่วงนั้นคนในกลุ่มดูหงอยๆกันไปบ้าง
แต่เวลาก็ช่วยเยียวยาทุกอย่าง

นอกจากนั้น
ช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่เกือบจะรักษาความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนคนนี้เอาไว้ไม่รอด
ทะเลาะกันหนักถึงขั้นไม่คุยกันสามวัน
ด้วยต่างคนต่างรู้นิสัยของกันและกัน
เราเป็นฝ่ายยอมทักไปเคลียร์
จนสรุปได้ใจความว่า
'ต่างคนต่างเข้าใจผิด'

ตอนกลับมาคุยกันแรกๆ ก็เขอะเขิน
ยังไม่กล้ากลับไปคุยกันมากเหมือนก่อน
แต่เวลาผ่านไปก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม
 
ไม่รู้ว่ามันจะคิดเหมือนกันมั้ย
แต่สำหรับเราแล้วการทะเลาะครั้งนี้
ทำให้เราเชื่อใจมันมากกว่าเดิมอีก

สำหรับกลุ่มเพื่อน
หลายๆคนออก และบางคนก็เข้ามา
แต่แน่นอนว่าถ้าศีลเสมอกันจะอยู่กันได้นาน

เราที่โตขึ้น ทัศนคติเริ่มเปลี่ยนไปนิดหน่อย
บวกกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปบ้าง
ทำให้ตอน ม.5 เราได้มาสนิทกับกลุ่มเพื่อนผู้ชาย 2 คน

ถามว่าตอนนั้นมีปัญหาอะไรมั้ย?
ไม่เลยค่ะ แค่ไม่อยากไปกินข้าวเที่ยงที่โรงอาหาร
ก็เลยไปแอบซื้อข้าวข้างโรงเรียนกับเพื่อนผู้ชายมานั่งกินบนห้อง ก็เลยได้สนิทกัน
กับเพื่อนผู้ชาย 2 คนนี้ เวลาแค่ 2 ปี
แต่เรากล้าพูดได้เลยว่่าไม่มีผู้ชายคนไหนรู้จักเราดีไปกว่ามันสองคนแล้ว

ม.6 ช่วงเวลาของการจากลาเริ่มนับถอยหลัง
เพื่อนในกลุ่มที่ให้เวลาเป็นเครื่องคัดกรองแล้ว
เหลือกัน 9 คนรวมผู้ชายสองคนนี้ที่เราพาเข้ามา
*ขอเล่าก่อนว่าเนื่องจากห้องเรียนตอนม.ปลายเรามีผู้ชาย 9 คน และเหลือรอดจบ ม.6 แค่ 5 คนเท่านั้น ตัดชายไม่แท้ออกไป 2 คนก็เหลือแค่ 3 ซึ่งอีกคนก็ดันโลกส่วนตัวสูงมากๆชนิดที่เพื่อนในห้องไม่มีใครเข้าถึงสักคนยกเว้นเพื่อนห้องอื่น*

เราทั้ง 9 คน ต่างอยากเรียนคนละคณะคนละมหาลัยกันทั้งนั้น
จากที่เคยคุยกว่าจะเรียนที่เดียวกันก่อนหน้านี้
แต่พอถึงเวลาจริงๆ
การได้เห็นเพื่อนเลือกเส้นทางของตัวเองมันเป็นเรื่องที่โครตน่ายินดีกับพวกมันเลยจริงๆนะ

เรากับเพื่อนคนนี้
ที่ต่างเคยอาลัยอาวรณ์กันในตอน ม.ต้น 
กับเรื่องที่จะต้องแยกย้ายกันไปเรียนมหาลัย
จนถึงวันจริงๆ 
ต่างกลับมานั่งซัพพอร์ตนั่งเชียร์นั่งลุ้น
ให้ต่างฝ่ายต่างติดคณะที่อยากเรียน

จนสุดท้ายฝันก็เป็นจริง
มันได้เรียนถาปัต เราได้เรียนภาษา

ในชีวิตของคนเรา
การได้มีเพื่อนดีๆสักคน สองคน หรือเก้าคน
เข้ามาในชีวิต
มันเป็นเรื่องที่โครตเกินคำว่าโชคดีมากๆ
ได้มีความทรงจำดีๆมากกว่าความทรงจำแย่ๆ
ให้คิดถึง

การที่เมื่อก่อนได้ไปยืนหัวเราะบ้ากับเพื่อนคนนี้
อาจจะเป็นพรหมลิขิตบางอย่างก็ได้
แต่ก็ต้องขอบคุณมากๆ
ที่นำพาเรื่องดีๆเข้ามาในชีวิต

เด็กผู้หญิงสองคนที่โตมาด้วยตั้งแต่ม.1 จนถึงปัจจุบัน
รสนิยมไม่เหมือนกันสักอย่าง
เพลงที่ฟังก็คนละแนว
ยิ่งโตไลฟ์สไตล์แต่ละคนก็ยิ่งชัดเจนขึ้น
แต่แปลกที่ยังมีสิ่งเล็กๆอยู่ไม่กี่อย่าง
ที่ยังสร้างความสบายใจให้กันละกันได้

เพื่อนผู้ชายสองคนนั้นที่ว่ารู้จักเราดีแล้ว
เพื่อนในกลุ่มอีก 5 คนที่ว่าสนิทกันจนรู้ขี้รู้ไส้
ก็ยังสู้มันไม่ได้เลย

วันนี้ได้เจอมันอีกครั้ง
ได้เดินไปเป็นเพื่อนมันไปเข้าห้องน้ำ
ระหว่างทางก็เล่านู้นนี่นั่นเยอะแยะให้มันฟัง
เพราะตั้งแต่เข้ามหาลัยต่างคนต่างเรียน
ซึ่งคณะมันเรียนหนักมาก เลยไม่อยากกวน
ระหว่างเล่าสลับกับฟังมันสอน
ในใจก็คิดว่าอยากโคลนนิ่งมันอีกร่างพาไปไว้ด้วยชิบหาย

จนตอนนี้ ก็ปี 3 แล้วนะ
เรายังหาเพื่อนสนิทแบบพวกมัน 8 คนไม่ได้เลย

พยายามเปิดใจแล้ว
แต่ไม่ได้จริงๆ
แค่คนเดียวก็ไม่มี

แต่ช่วงนี้ที่ได้กลับมาคุยกันบ่อยเพราะติดโควิด
ก็ได้รู้ว่า
อย่างน้อยก็ไม่ใช่เราคนเดียวที่ยังไม่มีเพื่อนสนิท
เพื่อนในกลุ่มด้วยเหมือนกัน

:)











SHARE
Written in this book
Writer
Umbrellrain
แล้วแต่อารมณ์
รับบทเป็นอินโทรเวิร์ทที่หลงรักคนติสท์

Comments