เมื่อความรู้สึกถูกกลืนกิน


4/04
เสียงข่าวจากทีวีปลุกผมตื่นขึ้นมาจากภวังค์ยามเช้าพร้อมเสียงก่นด่ารัฐบาลของแม่กับการรับมือกับปัญหา covid-19 เพราะพิษจากไวรัสตัวนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยที่จะบอกว่าคนไทยทุกชนชั้นต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า


นักศึกษาทันตแพทย์ปี 3 อย่างผม ก็ได้รับผลกระทบอย่างจังจากการหยุดเรียนกระทันหัน อย่างที่รู้กันว่าโชคชะตามักจะเล่นตลกกับชีวิตคนเราได้เสมอ ทั้งที่อีกนิดเดียวก็ใกล้จะเคลียร์แล็ปตัวสุดท้ายเสร็จแล้วแท้ๆ


25/03
- ครืด ครืด ครืด -
เสียงโทรศัพท์สั่นไม่เลิกขณะที่ผมกำลังอ่านหนังสือเตรียมสอบกับวิชาหินของวันพรุ่งนี้ ผมรีบผละสายตาออกจาก ipad เอ้ือมไปหยิบโทรศัพท์ที่หัวเตียงทันที ไม่บ่อยครั้งนักหรอกที่จะมีคนโทรเข้ามือถือ เพราะเดี๋ยวนี้ Line กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้โทรเข้าออกมากกว่าโทรศัพท์ปกติเสียอีก

“ฮัลโหลแม่”
“ลูกต้องเก็บของกลับบ้านภายในวันนี้นะ เพราะพรุ่งนี้พ่อจะขับรถมารับ” 
น้ำเสียงกังวลของแม่ทำให้ผมเริ่มสติหลุด
“ทำไมต้องรีบอ่ะแม่ ว่าจะสอบออนไลน์ให้เสร็จที่หอในมหาลัยก่อนแล้วค่อยกลับบ้านอาทิตย์หน้า”
“ไม่ได้หรอกลูก จังหวัดเราเค้าจะปิดจังหวัดภายในพรุ่งนี้” 
ผมชะงักไปครู่หนึ่งพร้อมเสียงของแม่ที่เรียกสติกลับมาอีกครั้ง
“ได้ยินที่แม่พูดไหมลูก”
“ได้ยินๆ งั้นเดี๋ยวผมอ่านหนังสือสอบพรุ่งนี้ก่อนแล้วรีบเก็บของครับ เจอกันพรุ่งนี้”

ผมเองไม่ได้ชอบกับการเปลี่ยนแปลงอะไรนักหรอก โดยเฉพาะอะไรที่มันกระทันหันมากๆ ออกไปทางเกลียดเลยด้วยซ้ำ

“เทอ เค้าจะกลับบ้านพรุ่งนี้นะ” 
ผมหันกลับไปบอกแฟน ที่เหมือนจะเดาเรื่องทั้งหมดออกก่อนที่ผมยังไม่ทันได้วางสายด้วยซ้ำ
“โอเคๆ เค้าก็กลับพรุ่งนี้ ไว้เจอกันเปิดเทอม ดีใจไหมเนี่ย ทำหน้าเหมือนไม่ดีใจเลย”
“ดีใจๆ เย้”
ถึงอายุของผมจะขึ้นเลข2แล้ว แต่ความคิดและการกระทำของผมมักจะสวนทางกับอายุเสมอ การพูดว่า ‘เย้’ ราวกับเด็กน้อย 3 ขวบที่ได้ของเล่นก็ยังทำให้ผมเป็นเด็กในสายตาของเค้าตลอด

เอาเข้าจริงผมไม่ได้ดีใจหรอก ผมอยากอยู่กับแฟนของผมต่อ ยังไม่ทันได้ตั้งตัวอะไรทั้งนั้นก็ต้องจากกันแบบที่ไม่รู้ว่าอีกกี่เดือนจะได้กลับมาเจอกันใหม่ ในทางตรงกันข้าม แฟนของผมแสดงท่าทีดีใจออกมาหลายครั้งเมื่อนึกถึงตอนที่จะได้กลับบ้านเพราะการทะเลาะซ้ำซากกันทุกวันของเราสองคน คงทำให้เค้าเอือมผมเต็มทน

สำหรับผม การกลับบ้านก็เหมือนการทำกายภาพบำบัด คนที่บ้านผมมักจะเป็นพลังบวกให้ผมได้เสมอ การได้กลับบ้านหลังจากเจอศึกหนักจากชีวิตนักศึกษาทันตแพทย์ช่วยผ่อนภาระหนักอึ้งออกไปได้ดีในระดับนึงเลยล่ะ

แต่แปลกแฮะ การกลับบ้านมาครั้งนี้ทำไมถึงให้ความรู้สึกที่ต่างจากทุกที.........


4/04
เป็นปกติของผมเมื่อตื่นขึ้นมาต้องหยิบ ipad มาไถหน้าจออัพเดทชีวิตโลกภายนอกของคนอื่นๆ โชคร้ายของผมละมั้ง ไปเหลือบเห็นเพื่อนที่ไม่ค่อยถูกกันเท่าไหร่แชร์โพสต์นึง พร้อมกับแฟนที่ไปเม้นต์คุยกันอย่างสนุกปาก ผมคงจะไม่คิดมากถ้าโพสต์นั่นมันไม่ได้มีคอนเทนต์เดียวกับที่ผมแชร์ไปก่อนหน้านี้ เพียงแต่ภาวนาว่าเค้าคงไม่เห็นโพสต์ที่เราแชร์
 
ความคิดของคนเรามันน่ากลัวนะ มันพร้อมจะกลืนกินทุกความรู้สึกในหัวแล้วแทนที่ด้วยภาพจำก่อนๆที่เราเคยมีความสุขกันมากขนาดไหน

คนที่เคยมาเม้นต์ที่โพสต์ผม คนที่เวลาลงสตอรี่ไอจีแล้วเค้าทักมา คนๆนั้นเปลี่ยนไปแล้ว
มันเป็นเรื่องเล็กๆน้อยที่ผมรู้สึกอุ่นใจ มันทำให้ผมรู้สึกว่าผมยังเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเค้า แต่ตอนนี้กลายเป็นผมเอาแต่ชวนเค้าคุย เป็นฝ่ายทักไปหาเค้าเหมือนกับตอนเพิ่งจีบกันใหม่ๆ

คงจะโทษใครไม่ได้นอกจากโทษตัวเองที่ผ่านมา เข้าไปทำร้ายเค้าจนยับเยิน
นิสัยแย่ๆของเรามันไม่เคยแก้ได้สักที เราพยายามแล้วนะแต่มันไม่เคยดีขึ้นเลย

“จริงๆกูก็ไม่อยากอยู่หรอก กูยอมมึงทุกอย่าง แต่ตอนนี้ที่กูอยู่ด้วยเพราะสงสารมึง”

คำพูดของเค้ายังก้องอยู่ในหัวของผมตั้งแต่วันที่ทะเลาะกันล่าสุดจนถึงวันนี้
แล้วมันไม่มีทีท่าว่าจะเลือนหายไป มีแต่คอยจะย้ำเตือนบ่อยขึ้นในทุกๆวันที่ผมคิดถึงเค้าความรู้สึกของคนเราแม่งโคตรถาวรเลยว่ะ ผ่านไปนานๆหน่อยก็เหมือนหนังสือที่ฝุ่นเขลอะ
ถ้าวันไหนมีใครมาปัดๆฝุ่นออกแล้วเปิดอ่าน หนังสือเล่มนั้นก็จะพาเราย้อนตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปยังจุดสิ้นสุดใหม่อีกครั้ง 

ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าความรู้สึกเราไม่ได้ถูกกลืนกินไปไหน 
เพียงแต่ถูกเก็บไว้ในส่วนที่ลึกที่สุด
รอวันที่จะถูกรื้อขึ้นมารู้สึกใหม่อีกครั้ง 
แค่นั้นเอง.............

ที่เรายังคบกันตอนนี้ เราไม่ได้รักกันแล้ว เพียงเพราะเราแค่ยังผูกพันกันเฉยๆหรือเปล่า





SHARE
Writer
trexc
Time-Traveller
•นักศึกษาทันตแพทย์ที่กำลังดิ้นรนกับการเรียนทันตแพทย์•

Comments