เมื่อ..ดอกไผ่บาน
ดอกไผ่บาน พยานแห่งรัก บานเพื่อลาจาก เจ้าจงปล่อยวาง     ข้อความข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งในเนื้อเพลง “ดอกไผ่บาน” ของวงคาราบาวที่ร้องร่วมกับ      
พี่ปาน ธนพร เป็นหนึ่งในเพลงโปรดของฉันตั้งแต่สมัยมัธยมจนถึงขณะนี้ เพลงนี้ทั้งคำร้อง และทำนองนั้นสวยงามราวกับบทกวีชั้นเลิศ ที่จริงฉันเป็นคนที่ฟังเพลงได้เกือบจะทุกแนว แต่ยอมรับว่าเพลงเพื่อชีวิตนั้นมีเนื้อเพลงที่ลึกซึ้งกินใจแทบจะทุกเพลง

     ฉันจำได้ว่าเมื่อก่อนพ่อจะมีม้วนเทปสีเหลืองที่ต้องเปิดทุกวัน และเด็กติดพ่ออย่างฉันก็นั่งฟังด้วยตลอด เมื่อถึงเพลง‘คนเก็บฟืน’ และ‘คืนรัง’ ทีไร พ่อจะร้องคลอไปด้วยเสมอ สองเพลงนี้พ่อคงจะชอบเป็นพิเศษ ฉันเห็นพ่อชอบฉันก็ชอบและร้องเล่นกับพ่ออย่างสนุกสนาน จนเมื่อโตขึ้นมาจึงเห็นว่าเพลงเพื่อชีวิตนั้นเต็มไปด้วยเสียงที่เจ็บแค้นแต่แกร่งกล้าของประชาชน ตอนนั้นฉันเป็นเด็กม.ต้นคนหนึ่งที่ชอบเรื่องประวัติศาสตร์การเมือง เพลงเพื่อชีวิตจึงเป็นสื่อสำคัญในการสอนวิเคราะห์ เชื่อมโยง และตีความคำพูดและสัญลักษณ์ในเพลงให้ฉันเป็นอย่างดี ฉันยังจำตอนวิเคราะห์เพลง‘สมภารเซ้งโบสถ์’ กับพ่อได้ดีเลยว่ามันสนุกแค่ไหน และฉันก็ได้รู้ความเป็นมา
และเรื่องราวในเพลงโปรดทั้งสองเพลงของพ่อด้วย

       แต่เพลงเพื่อชีวิตไม่ได้พูดถึงแค่เรื่องของการเมือง และความยากแค้นเท่านั้น เพราะสิ่งสำคัญที่ประคอง ‘ชีวิต’ ให้สมดุลอีกอย่างหนึ่ง คือ ‘ความรัก’ เพลงเพื่อชีวิตจึงเป็นเพลงรักด้วย เช่นในเพลงดอกไผ่บานที่กล่าวถึงข้างต้น ฉันฟังแล้วรู้สึกถึงความงามของเพลง ความรักในเพลง แต่ก็ยังสงสัยว่าทำไมต้องเป็นดอกไผ่ ดอกอย่างอื่นไม่ได้หรืออย่างไร?

     ฉันไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับต้นไผ่มากนัก นอกจากว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกง่าย ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง จนกระทั่งตอนที่ฉันขึ้นไปสอนที่แม่สะเรียง จ. แม่ฮ่องสอน เป็นโรงเรียนตชด.ที่ติดกับชายแดนพม่า ด้วยระยะทางที่ไกลและมีโค้งคดเคี้ยวตลอดทาง ประกอบกับเป็นพื้นที่ชายแดนที่มีจุดตรวจหลายแห่ง ทำให้ลุงแอ๊ดผู้ที่มารับพวกเราต้องจอดรถหลายครั้ง และครั้งหนึ่งเราจอดนานลุงเลยเดินมาหลังรถและชี้ให้เราดูข้างทางที่เป็นต้นไผ่เรียงรายอยู่แล้วลุงก็พูดขึ้นมาว่า “ต้นไผ่นี่มันแผ่มาจากต้นเดียวกัน ถ้าวันไหนต้นแม่ตายมันจะตายหมดไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม” ตอนนั้นฉันรู้สึกว่าธรรมชาตินี่มันมหัศจรรย์จังวะ มันคงเป็นสายใยสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อนมากเลยทีเดียว

     นั่นคือสิ่งที่ฉันรู้เกี่ยวกับต้นไผ่ แต่ฉันว่ามันไม่เพียงพอที่จะใช้ตีความเพลงเพราะไม่ได้พูดถึงเรื่องดอกไผ่บาน จนกระทั่งปีนี้ฉันที่ฟังเพลงนี้มานานเพิ่งได้เห็นมิวสิควิดีโอของเพลงนี้ครั้งแรกเลยกดเข้าไปดู จุดประสงค์ของฉันไม่ได้อยู่ที่ตัววิดีโอ แต่ฉันเข้าไปอ่านความคิดเห็นค่ะ ไม่รู้ว่าทุกคนเป็นเหมือนฉันหรือเปล่านะ ฉันว่าตรงความคิดเห็นนี่เป็นเหมือนขุมทรัพย์ทางปัญญาเลยล่ะ การอ่านความคิดเห็นของคนอื่นนั้นเหมือนการเปิดหน้าต่างหลาย ๆ บาน เพราะมันมีมุมมอง  ต่าง ๆ มากมายให้เราได้เห็นและคิดตาม หากสอดคล้องกับความคิดเห็นของเรา เราก็จะได้เห็นเหตุผลสนับสนุนที่หลากหลายมากขึ้น แต่ถ้าเห็นต่างจากเรา เราก็จะได้คิดว่าทำไมเขาจึงคิดเช่นนั้น แล้วเอามาค้นหาคำตอบต่อ สนุกดีนะคะ ในกล่องแสดงความคิดเห็นของดอกไผ่บานมีความคิดเห็นหนึ่งที่กล่าวว่า ‘ดอกไผ่นั้น 100 ปี จะบานเพียงครั้งเดียว เพราะฉะนั้นชั่วชีวิตของคนบางคนจึงไม่เคยเห็นเลย เมื่อเอามาเทียบกับความรักจึงดูยิ่งใหญ่เหลือเกิน’ โห ฉันไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย ต้นไผ่นี่ออกดอกครั้งเดียวจริงเหรอ? มันอายุยืนขนาดนั้นเลยเหรอ? ฉันจึงเข้าไปสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมและได้ข้อมูลที่น่าสนใจจากเพจในเฟซบุ๊กที่ชื่อว่าเบิกไพรว่า ‘ไผ่มีอายุตั้งแต่ 10 - 100 ปี จึงไม่มีโอกาสให้เห็นดอกไผ่ง่าย ๆ หากเรานำหน่อไผ่ไปปลูก อายุของต้นไผ่นั้นไม่ได้มีอายุเริ่มนับหนึ่งแต่เริ่มนับต่อจากต้นแม่ เสมือนหนึ่งเป็นต้นเดียวกัน ถ้าต้นแม่นั้นอายุ 99 ปี เอาต้นลูกมาปลูกก็จะอายุ 99 ปีเฉกเช่นเดียวกัน ถ้าต้นแม่มีอายุขัย 100 ปี นั่นหมายความว่า แม้ต้นลูกจะปลูกแค่เพียงปีเดียวมันก็จะออกดอกแล้วตายไป คราใดที่ไผ่บนเขาออกดอก ก็จะออกดอกพร้อมกันทั้งเขาหากเป็นอย่างนั้นเราก็สันนิษฐานได้ว่าไผ่เหล่านั้นเกิดจากเมล็ดพันธุ์ต้นแม่เดียวกัน’ ในส่วนของดอกไผ่นั้นฉันไปตามอ่านมาจากหลายแห่งได้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ‘ไผ่เป็นหนึ่งในพืชที่ออกดอกได้เพียงครั้งเดียวในชีวิต ในดอกจะมีเมล็ดมากมายเป็นหมื่นเป็นแสน ซึ่งเป็นอาหารให้สิ่งมีชีวิตในป่า รวมถึงคนด้วยเพราะเมล็ดไผ่สามารถนำไปหุงกินแทนข้าวได้ ส่วนเมล็ดที่เหลือจากการใช้ประทังชีวิตนั้นจะค่อย ๆ เติบโตรักษาเผ่าพันธุ์ของไผ่ต่อไป’

     แล้วดอกไผ่บานเกี่ยวอะไรกับความรัก? คำถามนี้ฉันก็ไม่รู้ว่าคำตอบที่ถูกต้องคืออะไร ศิลปะคือสิ่งที่มีความหมายอยู่ในตัวของมันเอง แต่เนื่องจากประสบการณ์ และความแตกต่างระหว่างบุคคล การตีความจึงไม่มีคำว่าผิด ในมุมมองของฉันความรักเหมือนกับดอกไผ่ตรงที่บางความรักของบางคนก็ต้องอดทนรอ แต่บางคนก็ไม่ได้รอนาน ดอกไผ่จะบานบนต้นแม่ใช้เวลา 30 - 100 ปี แต่ต้นลูกที่แตกหน่อไปจะนับอายุตามต้นแม่ บางต้นจึงใช้เวลาเพียง 1 ปี ก็ออกดอกได้ การที่ดอกไผ่ออกดอกได้เพียง 1 ครั้งในชีวิตจึงเหมือนกับบอกว่าสุดท้ายแล้วรักที่สวยงามที่สุดในชีวิตก็มีได้เพียงครั้งเดียว เพราะถ้าหลายครั้งก็เรียกว่าที่สุดไม่ได้นี่เนอะ

     ดอกไผ่บานเป็นสัญญาณของการลาจาก แม้จะรู้ว่าเมื่อออกดอกก็ต้องตายลง แต่ตอนที่ดอกไผ่บานก็คือคราวที่สวยงามที่สุดในชีวิตของต้นไผ่ ฉันจึงมองอีกว่าความรักของต้นไผ่คงเป็นความรักที่สวยงามและเต็มไปด้วยความเสียสละ เพราะเมื่อดอกไผ่บานจะทิ้งเมล็ดลงสู่พื้นดิน เมล็ดไม่สามารถที่จะเติบโตใต้ร่มเงาได้ ต้นแม่จึงค่อย ๆ ตายลง ส่วนเมล็ดไผ่นับหมื่นนับแสนก็จะรอวันเจริญเติบโตเพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่สรรพสิ่งในโลก และเป็นส่วนหนึ่งในการคงสมดุลให้ธรรมชาติต่อไป ดังเช่นคำที่คนพูดว่า "สิ่งหนึ่งต้องยอมดับ เพื่อก่อเกิดอีกหลายสิ่ง" 

     เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นเพลงเพื่อชีวิต ความรักเพื่อชีวิตจึงไม่ใช่รักที่งมงาย หากแต่เป็นรักที่แสดงถึงสัจธรรม หลายคนอาจจะมีมุมมองของดอกไผ่ที่ต่างกัน แต่ไม่ว่าดอกไผ่จะแทนด้วยอะไรแต่สุดท้ายก็หนีความตายไม่พ้น แม้จะสวยงามแค่ไหนก็ต้องตาย ความรัก ความผูกพันจะมีมากเพียงใด สุดท้ายก็ต้องปล่อยวาง
..........
“ดอกไผ่บาน แม้จะเศร้าสร้อยแต่ก็งดงามที่สุดในชั่วขณะของชีวิต”


                                                                                             บันทึกจากเพลงรัก
                                                                                           พิสิตา  จันทร์ศรีรัตนา
                                                                                            15 พฤษภาคม 2563


อ้างอิง
http://oknation.nationtv.tv/blog/lovelearnlife/2010/10/04/entry-1
https://www.gotoknow.org/posts/563889
https://www.facebook.com/pathfinderthailand2017/posts/449593908969976/

SHARE
Writer
Pisita
Kruthai@KKU
hope..

Comments