วีธราเป็นมนุษย์แพะ


ตื่น 


กระโจนกลับสู่อ้างว้างของราตรีเมืองหลวง วีธรากลับสู่อ้อมแขนขาดย่นของผ้าห่มสีหม่น ผืนเดียวกับที่เธอฝันความฝันนี้สิบห้าปีที่แล้วหลายสิบคืนติดต่อกัน เช่นเดียวกับเด็กหญิงวีธราเมื่ออายุสิบขวบ เธอสัมผัสหน้าผากตัวเองในความมืด ควานหาร่องรอยตรงกลางระหว่างความฝันกับความจริง ลูบไล้ปูดนูนผิวหนังไปไปมามาอย่างนั้นราวสิบนาที ก่อนจะพบว่าเธอไม่เคยลืมเลือนลางของเยาว์วัยได้เลย หนำซ้ำยังพาตัวเองหวนกลับไปอยู่ในช่วงเวลานั้นเสมอ











โลกของวีธราในวัยสิบขวบมีคนอยู่ในนั้นสองคนคือเธอกับยาย และมีสถานที่อยู่สามแห่งคือโรงเรียน บ้านไม้สองชั้นของยาย และสวนหลังบ้านของเธอ เธออาศัยอยู่ในประเทศอุบลราชธานีส่วนแม่ไปทำงานต่างประเทศที่ชื่อว่ากรุงเทพมหานครอะไรสักอย่าง อาจเพราะเวลานั้นเธอยังไม่เข้าใจคำว่าหย่าร้างและไม่สนใจที่จะเข้าใจ เธอจึงไม่เคยสงสัยว่าทำไมเธอจึงอยู่กับยายแค่สองคน ไม่มีพี่น้อง ไม่มีญาติ หลีกหนีความเหงา วีธราใช้เวลาส่วนมากอยู่ในสวนของเธอ ดำผุดดำว่ายกลางแมกไม้ที่ยายเลิกสนใจจะรดน้ำมานานแล้วแต่พวกมันกลับโตวันโตคืนกลืนไปกับผืนป่ารอบข้าง



“แถวบ้านเราเลี้ยงแพะด้วยเหรอยาย” เธอถาม เป็นครั้งที่สิบสี่ของวัน

“แถวนี้ไม่มีใครเลี้ยงแพะหรอก ไปนอนได้แล้ว” ยายตอบ เป็นครั้งที่สิบเอ็ดของวัน เหนื่อยหน่ายในเซ้าซี้ของวัยอยากรู้ เพียงเพราะเธอวิ่งเล่นในสวนชายป่าแล้วดันตาฝาดเห็นเขาแพะอยู่ไกล ๆ จึงคอยถามอยู่ทั้งวัน บางทีอาจเป็นเพราะไปดูสารคดีการเลี้ยงแพะที่โรงเรียน จนหลานตัวดีมาคุยโม้เรื่องนี้ยี่สิบรอบเมื่อวันก่อน “หนูรู้จักแพะด้วยยาย”/“อืม”/“มันน่าสงสารมากเลย”/“ทำไมล่ะ”/“...มันโดนตัดเขาแต่เกิดน่ะสิยาย”/“...”/“ครูว่า มันได้ไม่ขวิดกัน ได้เชื่อง เลี้ยงง่าย รีดนมง่าย”/“...”/“แพะมันจะรู้ไหมยาย”/“อะไร”/“ว่ามันเคยมีเขามาก่อน”/“คงไม่รู้มั้ง”/“แต่มันต้องมีแผลเป็นที่หน้าผากสิยาย”/“อ๋อ งั้นก็คงรู้”/“หนูว่ามันต้องคิดถึงเขามันมากแน่เลย พยามจะต่อเขาคืน แต่ทำไม่ได้”/“แพะมันคิดถึงก็เอากลับมาไม่ได้หรอกหนู... นอนเถอะ”/“กู๊ดไนท์ยาย”/“อืม”



กลางดึกนั้นเอง ระหว่างที่ยายลอยหายไปในห้วงนิมิตเกี่ยวกับตัวเองยามเป็นสาวแรกรุ่นเหมือนทุกคืน วีธราแอบมุดออกผ้าห่ม ม้วนตัวออกประตูห้องนอนเป็นสายลับในหนัง ในการ์ตูน ในละคร ในทุกอย่างที่เธอเคยดูผสมกัน ด้วยวิชาขั้นสูงเหล่านั้นเธอพาตัวเองออกมายังสวนหลังบ้านได้สำเร็จ ในแสงสลัวของหิ่งห้อยและจันทร์เต็มดวง เด็กสาวระบำไปรอบสวนพลางกระซิบถามหา “คุณแพะ… อยู่ไหน หนูรู้ว่าคุณอยู่แถวนี้ ออกมาเร็ว คุณแพะ” กระซิบกระซาบไปมาจนทั่วแต่ไม่มีผู้ขานรับ ‘หรือต้องคุยภาษาแพะกันนะ…’ เธอคิด



“แบ๊ะ...แบ๊ะ...แบ๊ะ…” วีธราพยามเลียนเสียงแพะในความมืด พลันเธอได้ยินเสียงของบางสิ่งขยับตัวกลางแมกไม้ เธอหันไปดูทางชายป่าแล้วพบเงาตะคุ่มของสิ่งมีชีวิตบางอย่างขนาดพอพอกับเธอ หากในเงานั้นมีสองเขาอยู่ที่หัว เด็กสาวแอบย่องช้า ๆ ไปข้างหลังโดยไม่ให้มันรู้ตัวและ “เจอตัวแล้วคุณแพะ! ” เธอกระโดดเข้ากอดสัตว์ตัวน้อย ก่อนจะพบว่านอกจากสองเขาบนหัวเเล้ว รูปร่างมันไม่เหมือนแพะที่เธอรู้จักสักนิด กลับมีสองแขนสองขา นิ้วมือเรียวและใบหน้าเหมือนมนุษย์ไม่มีผิด



“เธอเป็นใครน่ะ” วีธราตกใจผละออกจากอีกฝ่าย ...ทว่าสิ่งที่เธอเข้าใจว่าเป็น‘แพะ’ไม่ตอบ หากแต่มองหน้าเธอในความมืดด้วยประกายสดใส ประกายเดียวกับยอดคลื่นของแม่น้ำที่กระทบแสงแดด



“เอ่อ เธอพูดไม่ได้เหรอ”/“...”/“...ทำไมเธอมีเขาอยู่บนหัว ฉันก็นึกว่าเธอเป็นแพะ”/“...”/“หรือเธอเป็น...มนุษย์แพะงั้นเหรอ?... นั่นสิ มิน่าถึงพูดไม่ได้... ไม่เป็นไรนะ ที่บ้านฉันไม่ได้เลี้ยงแพะ ฉันไม่จับเธอไปเข้าเครื่องรีดนมหรอก ถึงเลี้ยงฉันจะไม่ตัดเขามัน ไม่เอาไว้ในคอกด้วย ฉันจะให้แพะของฉันวิ่งเล่นกันในทุ่งกว้าง ๆ เราจะเล่นสนุกกันทั้งวัน ไม่มีใครต้องไปโรงเรียน ว่าแต่เธอเคยไปโรงเรียนไหม ที่นั่นมีเพื่อน ๆ เต็มไปหมดแต่คุณครูน่ะน่าเบื่อ เอ๊ะ แล้วเธอต้องไปโรงเรียนของมนุษย์แพะหรือเปล่า ที่นั่นเธอทำอะไรน่ะ เขาจะสอนทำความสะอาดเขาหรืออะไรประมาณนั้นใช่ไหม” เด็กสาวร่ายยาวไม่หยุด พลางลูบคลำสำรวจร่างกายอีกฝ่ายในความมืด ก่อนจะพบว่าทั้งคู่มีรูปร่าง ส่วนสูง และน้ำหนักเท่ากันราวกับคู่แฝดหญิง



“รู้ไหม ว่าแพะปกติจะโดนตัดเขาแต่เกิด” เธอกล่าวเศร้า ๆ อีกฝ่ายใช้สองมือถูไปมาบนหน้าผากของเธอ แต่นั่นกลับทำให้เธอรู้สึกเจ็บ “โอ๊ย! ทำไรน่ะ” วีธราเบี่ยงตัวออกพลางเอามือป้องหน้าผาก เธอพบว่าผิวหนังบริเวณด้านซ้ายและขวาของหน้าผากให้สัมผัสสากนูนอย่างไม่เคยพบมาก่อน ตกใจปะทุไปทั่วร่าง โดยไม่คาดคิดเธอร้องไห้ ทิ้งมนุษย์แพะ วิ่งหนีออกจากสวนกลับบ้าน มุดตัวเองเข้าผ้าห่มจนมิดและผล็อยหลับไปในหวาดกลัวนั้นเอง



เช้าวันต่อมาวีธราส่องกระจกตัวเองในห้องน้ำ เห็นสองแผลข้างหน้าผาก สำนึกบางอย่างขึ้นได้ อะไรบางอย่างที่เธอเหมือนจะรู้และไม่รู้มาเนิ่นนาน ที่ละเมอลุกขึ้นควานหาในตอนกลางคืนและลืมมันทันทีตอนเช้าตรู่ แต่ตอนนี้เธอจำได้แล้วและโวยวายลั่นบ้าน “แม่ตัดเขาหนูตอนเกิดเหรอยาย ทำไมต้องตัดเขาหนู”/“ไม่มีใครตัดเขาหนูทั้งนั้นแหละ แผลที่หน้าผากนี่ก็ที่หกล้มหัวแตกตอนเด็กไง เย็บไปข้างละเกือบสิบเข็ม หนูเป็นคนจะมีเขาได้ยังไง มนุษย์แพะอะไร เลิกเพ้อเจ้อแล้วไปโรงเรียนได้แล้ว” ไม่ว่ายายหรือเพื่อนหรือครูหรือใครก็ตามไม่มีใครเชื่อเธอ วีธราร้องห่มร้องไห้ให้กับเขาที่หายไปทั้งวัน ทุกคืนหลังจากนั้นเธอจะแอบออกไปตามหาเพื่อนมนุษย์แพะ กระซิบกระซาบแบ๊ะ..แบ๊ะ...ไปทั่วสวนจนเจ็บคอ เธอไม่เคยพบมนุษย์แพะคนอื่นนอกจากตัวเองอีกเลย แต่ทุกคืนหลังซมซานมุดกลับขึ้นเตียงเธอกลับฝันเห็นตัวเองในคืนนั้น นั่งลูบไล้เขาของมนุษย์แพะในความมืด และตื่นขึ้นตอนรุ่งสางพร้อมน้ำตาหยดแหมะโหยหาสิ่งที่หายไป เจ็บแปลบโหวงเหวงที่อก สูดอากาศเข้าปอดเท่าไรก็ไม่เคยรู้สึกเต็มอีกเลย หลังจากแอบออกจากบ้านทุกคืนเป็นเวลาสองสัปดาห์เธอจึงลดลงเหลือวันเว้นวัน... สัปดาห์ละวัน... จนสามเดือนต่อมา แม่มารับเธอไปอยู่ด้วยที่กรุงเทพ นอกจากโหวงเหวงในอกที่เหลืออยู่ วีธราก็ไม่เคยนึกถึงมนุษย์แพะอีกเลย











นาฬิกาปลุกร้องลั่นเรียกสติวีธรากลับมาจากทรงจำวัยเด็ก นานเท่าไรแล้วที่เธอไม่ได้ฝันถึงคืนนั้น คืนที่เธอพบมนุษย์แพะ เธอคิดถึงยาย คิดถึงบ้านสองชั้น คิดถึงสวนหลังบ้าน และโดยไม่ตั้งใจเธอคิดถึงเขาที่หายไปของตัวเอง... และลืมมันไปในครึ่งชั่วโมงต่อมาที่เธอต่อแถวโยนตัวเองแออัดบนรถไฟลอยฟ้าลัดเลาะไปตามถนนที่แออัดยิ่งกว่าเพื่อมุ่งหน้าสู่ใจกลางเมืองหลวง เธอใช้เวลาสิบชั่วโมงต่อจากนั้นในคอกสี่เหลี่ยมที่อยู่ในคอกสี่เหลี่ยมอีกที ล้อมรอบด้วยกรีดร้องของแป้นพิมพ์ ริบหรี่ของฟลูออเรสเซนต์ และเย็นชาของเครื่องปรับอากาศ ทั้งหมดรุมทึ้ง รีดเค้นตัวอักษรสองหมื่นหนึ่งพันสามร้อยตัวออกมาจากเธอ ร้อยเรียงมันในความว่างเปล่าของอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแลกเป็นอาหารเลี้ยงท้องเธอในตอนท้าย และน่าแปลกที่เธอไม่เคยรู้สึกอิ่มเลย



เช่นทุกวัน วีธราซมซานหาทางกลับห้องเช่าหลังน้อยของเธอกับแม่ แยกกันกินมื้อเย็นจืดชืด และผล็อยหลับไปด้วยเหนื่อยอ่อนเพื่อให้พอมีแรงเผื่อพรุ่งนี้



คืนนั้นเธอฝัน แต่ไม่ใช่เรื่องเดิมเสียทีเดียว เธอเห็นตัวเองลอยอยู่กลางอวกาศที่สงบเงียบ อบอุ่น ปลอดภัย ทันทีที่เธอเกือบจะคิดว่าสามารถอยู่ในความสมบูรณ์นี้ได้ตลอดกาล มือยักษ์ขนาดเท่ากับสิ่งที่ใหญ่ที่สุดที่เธอจะนึกออกกระชากเธอออกจากห้วงอวกาศ ไหลไปในโพรงแคบเหม็นคลุ้ง เธอกรีดร้องให้กับอบอุ่นที่ถูกพรากไว้เบื้องหลังแต่กลับไม่มีเสียงออกมา ณ ปลายทางเธอพบกับแสงสว่างจ้า เธอเห็นตัวเองหลุดออกมาจากช่องอะไรบางอย่าง สัมผัสแรงฟาดจนร้อง “แบ๊ะ!” นั้นเอง จึงสำนึกได้ว่านี่คือวันที่เธอเกิด ต่างจากตอนนี้ ทารกวีธราช่างบริสุทธิ์สดใส เธอตัวเล็กนิดเดียวในตอนนั้น มีสองแขน สองขายืดยาวกว่าปกติเล็กน้อย มีปากจิ้มลิ้มที่พร้อมกินอาหารทุกมื้อของยาย มีดวงตาคู่เล็กที่กลับสดใสยิ่งกว่านางเอกตาโตคนไหน มันส่องประกายเหมือนยอดคลื่นของแม่น้ำที่กระทบแสงแดด และมีเขาแพะเขาเล็กอยู่ทั้งสองข้างของหน้าผาก มันยังสั้นเกือบกุดแต่มีสีที่สวยที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา แม่กอดเธอเข้ากับอก อบอุ่นเหมือนกับห้วงอวกาศ เธออาศัยอยู่ตรงนั้นราวเจ็ดวันก่อนที่แม่จะไม่เคยกอดเธออีกเลย



วีธราเห็นแม่วางเธอลง กดไว้กับไม้กระดานแข็งทื่อ ตะโกนเรียกคนจากอีกฝั่งของประตูให้มาช่วยจับเธอ คุ้นเคยเรียงรายเข้ามาทางประตูที่เปิดออก ครูทุกคนในโรงเรียน ครอบครัวตำรวจข้ามบ้าน แม่ค้าจากตลาดในเมือง หัวหน้าจากที่ทำงาน นักร้องในจอทีวี และฝูงชนนับพันที่เธอรู้จักกรูกันกดเธออัดกระดานทื่อนั้น พวกเขาหยิบอะไรที่ดูเหมือนแท่งเหล็กขนาดเท่าแขนมาด้วย ก่อนจะจี้มันลงบนหน้าผากของเธอ เธอเห็นตัวเองกรีดร้องสุดเสียง ไร้อากาศจนสำลัก น้ำตาท่วมหน้า ดิ้นไปมาในแรงกด กลิ่นไหม้ลอยคลุ้งไปทั่ว หน้าผากของเธอดำเป็นตอตะโกแต่พวกเขาไม่หยุดนาบเหล็กร้อนนั้น จนสีดำเข้มออกน้ำตาล เขาบนหัวหลอมเหลือเพียงเศษซากที่โดนมีดขูดทิ้งลงกับพื้นและหายไปในย่ำเท้าของฝูงชน



วีธรารู้ว่านั่นคือสิบห้าวินาทีที่ทรมาณที่สุดในชีวิตของเธอ



เสียใจกระโจนตื่น เกือบร้องไห้ เกือบกรีดร้อง เกือบสำลัก เกือบจำได้ เกือบลืมเลือน เกือบสัมผัสรอยแผลบนหน้าผากอีกครั้ง วีธราลุกออกจากเตียง ก้าวข้ามแม่ที่หลับอยู่โดยไร้ความฝัน เธอออกจากห้องเช่าคอกสี่เหลี่ยมน้อยนั้น และจับรถตู้รอบแรกกลับประเทศอุบลราชธานี











ยายวัดไม่มีชื่อจริง หากมีก็คงจำไม่ได้แล้ว เธอรู้แค่ตัวเองชื่อ‘วัด’ เพราะแม่คลอดเธอในวัดระหว่างเดินทางกลับบ้าน หลังลืมตาดูโลก แม่อุ้มเธอเดินเจ็ดกิโลเมตรกลับบ้านในผ้าถุงโชกเลือดราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม่กอดเธอแน่นแนบอกราวกับทั้งคู่ยังคงเป็นเลือดเนื้อเดียวกัน และนั่นเป็นเจ็ดกิโลเมตรที่มีความสุขที่สุดในชีวิตของเธอ วัดโตมาในอุบลราชธานีและไม่เคยไปที่ไหนเลยยกเว้นตอนเธออายุสิบเก้า บ้านตรงข้ามที่ลูกชายเป็นตำรวจจะเข้ารับราชการที่กรุงเทพฯเหมือนกับพ่อและปู่ของเขา แม่ส่งเธอไปเป็นลูกมือย้ายบ้านและถือโอกาสให้เข้ากรุงเทพเป็นครั้งแรก สองวันนั้นเองที่วัดร่วงหล่นในกาลเวลาของรักแรก แช่มช้า เนิ่นนาน และจบในทันทีหลังจากเธอกลับบ้านและถูกคลุมถุงชนกับโมโหร้ายจากต่างอำเภอ เธอไม่เคยมีลูกกับเขา แต่วัดมีโอกาสเลี้ยงลูกติดของสามีอยู่ราวสองปีก่อนที่คืนหนึ่งรอยช้ำทั่วลำตัวจะทนไม่ไหว เก็บของเดินเท้ากลับบ้านโดยไม่บอกใคร ชีวิตแต่งงานของเธอจบลงเท่านั้น หากแต่ทุกคืนในฝัน เธอจะกลับไปที่วัยสิบเก้า บ้านเช่าหลังน้อยในกรุงเทพ ความรู้สึกบริสุทธิ์เหมือนอ้อมอกแม่ในวัดที่เธอรู้สึกอีกครั้ง จริงใจใสซื่อ ไร้ถูกผิด ไร้บทบาท ไร้คาดหวัง แค่อบอุ่นหว่างสองเลือดเนื้อในวัดเงียบสงบ เพียงเท่านั้น



หลายปีต่อมาในโดดเดี่ยวบั้นปลาย วาสินีอดีตลูกสาวมาหาเธอโดยไม่คาดคิด “ฉันต้องไปทำงานที่กรุงเทพ แม่ช่วยดูมันหน่อยนะ ไม่กล้าทิ้งไว้กับพ่อหรอก มันได้ตายก่อน” เธอว่า ก่อนกลับเข้ารถเก๋งมือสองขับหายไปในถนนใหญ่ กระโจนสู่เร่งรีบของเมืองหลวง ทิ้งเด็กหญิงวีธราไว้กับยายวัดผู้ไม่คิดว่าจะจู่ ๆ ได้ลูกเป็นของตัวเองในวัยใกล้ฝั่ง วัดล้มลุกคลุกคลานเลี้ยงวีธราราวกับลูกในไส้ วีธราเป็นเด็กเลี้ยงง่ายกินง่ายแต่เข้านอนยาก เด็กน้อยจะพูดไม่หยุดจนกว่าเธอจะเหนื่อยและเคลิ้มหลับไปเอง ท่ามกลางสนทนาจริงใจทุกคืนนั้นเองที่อ้างว้างสะสมทั้งชีวิตของยายวัดได้ถูกซัดหายไป ยายวัดเฝ้าดูเด็กน้อยเติบโตโดยที่รู้ว่าสักวันเธอจะกลับไปหาแม่ จนวันนั้นมาถึง เธอส่งวีธราขึ้นรถเก๋งคันเดิม และกลับสู่โดดเดี่ยวอีกครั้งเพื่อรอวันที่ไม่ต้องรู้สึกอะไรอีกต่อไป











วีธรากลับถึงบ้านตอนบ่ายแก่ ตัวเปล่า บ้านไม้ทรุดโทรมไปมาก แต่สวนหลังบ้านและป่ารกร้างสมบูรณ์เหมือนเดิมไม่มีผิด เธอไขประตูด้วยกุญแจดอกเก่าที่เธอซ่อนไว้ในโพรงไม้เพื่อพบยายที่กำลังหลับอยู่ในลมหายใจแผ่วเบา เธอนอนลงข้างยาย กระซิบสั่นเทาหากรู้ว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน “ยาย หนูรู้แล้วว่าเขาหนูหายไปไหน”/“...”/“หนูหยุดคิดถึงมันไม่ได้เลยยาย”/“...”/“มันเอากลับมาไม่ได้แล้ว…”/“ถึงคิดถึงก็เอามันกลับมาไม่ได้หรอกหนู... นอนเถอะ”/“อืม”/“กู๊ดไนท์”/“กู๊ดไนท์ยาย”



วีธราหลับไปในกอดหลวมของยาย ในสะลึมสะลือเธอฝันเห็นตัวเองลอยอยู่กลางอวกาศที่สงบเงียบ อบอุ่น ปลอดภัย เธอไหลไปตามทางลาดวกไปวนมา จน ณ ปลายทางเธอพบกับแสงสว่างจ้า เธอเห็นตัวเองหลุดออกมาจากช่องอะไรบางอย่าง สัมผัสแรงฟาดจนร้อง “แบ๊ะ!” นั้นเอง จึงสำนึกได้ว่านี่คือวันที่เธอเกิด ต่างจากฝันก่อนหน้า เธอออกมาจากร่างกายของยาย ถูกอุ้มขึ้นแนบอกราวกับว่าทั้งคู่ยังคงเป็นเลือดเนื้อเดียวกัน เธอสังเกตว่านอกจากเธอแล้วยายก็มีเขาแพะเช่นกัน งดงามตั้งตะหง่านขึ้นสูง ในอ้อมกอดที่เป็นทุกอย่าง ยายพาเธอไปยังสวนหลังบ้าน เดินลึกเข้าไปในป่า เลี้ยวซ้ายวนขวา และในลึกลับของวงกตแมกไม้นั้นเองที่ทั้งคู่หายไปตลอดกาล











วาสินีมาเยือนบ้านไม้สัปดาห์ถัดมาหลังจากวีธราหายตัวไป แต่เธอกลับไม่พบใครเลยทั้งลูกสาวหรือแม่เลี้ยง โล่งเงียบราวกับไม่เคยมีผู้อาศัยมาก่อน ต้นไม้เติบโตจนตัวบ้านแทบกลืนไปกับผืนป่ารอบข้าง หลังกระวนกระวายรอบบ้านสองสามนาที เธอจึงตัดสินใจกลับกรุงเทพก่อนอาทิตย์ตกและไม่เคยกลับมาที่นี่อีกเลย



น่าเสียดายว่าหากเธอลองเดินไปในสวนเสียหน่อย มองผ่านลวงตาของลำต้นนับร้อย เปลือกไม้นับพัน มองเข้าไปในเยาว์วัยหยดสุดท้ายที่เหลืออยู่... ไม่แน่ว่าเธออาจเห็นเขาแพะสองคู่วิ่งเล่นอยู่ไกลไกล  


















































SHARE
Written in this book
บทกวีของอินเทอร์เน็ต
บนอินเทอร์เน็ต ฉันหวังว่าเรื่องของฉันจะเป็นบทกวี
Writer
Tarandtar
นักเขียนคนโปรดของคุณ
เหมือนกับคุณ, เกิดและเติบโตบนอินเทอร์เน็ต - และพยายามจะเป็นศิลปะ * Pls leave any kind of comment

Comments

minreaction
26 days ago
ปัง เขียนเก่งมากเลยค่ะคุณนักเขียน ดิฉันชอบมาก ขอสมัครเป็นแฟนคลับ และขอกลายเป็นแพะไปวิ่งเล่นในสวนหลังบ้านยายวัดด้วยได้ไหมคะ
Reply
suvijaknok
25 days ago
ชอบครับ
Reply
Tarandtar
25 days ago
ขอบคุณครับ
MinorSetback
24 days ago
งดงามมากค่ะ เรื่องราว อบอุ่น💖🥰
Reply
Varich
23 days ago
ดีจัด
Reply