ยามดอกไม้บาน แม้ดวงตามืดบอดยังคงกรุ่นกลิ่น
พายุซัดโหมกระหน่ำดั่งคำพยากรณ์ของโหราใหญ่
เม็ดฝนพากันกระแทกซ้ำ จนกลีบดอกไม้บอบบางล้วนบอบช้ำ
เพียงเพื่อหวังใจให้กลีบดอกปลิดปลงร่วงหล่นสู่ผืนดิน
แล้วค่อยสลาย เป็นผุยผง กลืนหายไปกับผืนดินและกาลเวลา
หากพายุคงหลงลืมสัจธรรมแห่งธรรมชาติไปว่า...
เมล็ดพันธุ์ที่ตกลงสู่ผืนดินแล้ว
ยามเมื่อหยดน้ำได้รินรด... น้ำตาได้หลั่งริน
ดอกไม้จักแพร่พรรณ
ส่งกลิ่นหอมจรุง และเบิกบาน... ใต้ฟ้ากว้าง
เมื่อยามอาทิตย์ฉาดฉายแสง
แห่งรุ่งอรุณ... แห่งความหวัง
เมื่อยามที่มวลดอกไม้บานแล้ว
แม้คนที่ดวงตามืดบอดก็ยังจักได้รับรู้ถึงกลิ่นหอมจรุงที่โบกโชย

====
บันทึกไว้เมื่อกลางตุลาคม 2563
ยามที่ฤดูกาลผันแปร หยาดฝนโปรยปราย อากาศเย็นชื้น
แต่สถานการณ์บ้านเมืองยังคงคุกรุ่น

====
ไม่แปลกที่เราจะเห็นต่าง
แต่แปลก... หากคุณจะเห็นดีกับความรุนแรงที่เกิดขึ้น
หากคุณจะไม่เห็นความอยุติธรรมที่กำจายไปทั่วสังคมไทย
เมื่อยามที่มวลดอกไม้บานแล้ว
แม้คนที่ดวงตามืดบอดก็ยังจักได้รับรู้ถึงกลิ่นหอมจรุงที่โบกโชย
SHARE

Comments