nicotine
เข็มนาฬิกาบนผนังห้องเคลื่อนผ่านจากตัวเลขหนึ่งไปสู่อีกเลขหนึ่ง เวลาสี่ทุ่มในคืนวันอาทิตย์ ฉันนั่งลงบนฟูกนิ่มที่วางแผ่อยู่กับพื้น หลับตาลงสักพักเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการสะสางงานที่ค้างไว้มาทั้งวัน มือเรียวเอื้อมหยิบกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเท่าฝ่ามือที่วางอยู่บนโต๊ะญี่ปุ่นข้างหน้า กล่องสีดำเรียบง่ายตัดขอบด้วยเส้นสีขาวเล็กน้อย บนตัวกล่องมีชื่อแบรนด์ที่ถูกพิมพ์ด้วยตัวเขียนสลักไว้อย่างดี 

Davidoff Black

มวนรียาวสีขาวถูกหยิบขึ้นจากกล่องก่อนถูกล็อกไว้ด้วยริมฝีปาก ฝาบนของวัตถุสี่เหลี่ยมจัตุรัสสีเงินวาวถูกเปิดขึ้นตามด้วยแรงเลื่อนหมุนของนิ้วมือที่กดลงบนเฟืองล้อกลมเล็กพาให้ไฟลุกขึ้นจากไส้ มือหนึ่งยกขึ้นป้องไฟให้ติดกับปลายมวนสีขาว ไฟสีแดงอมส้มจุดติด ฉันหลับตาลง สูดหายใจเข้าเต็มปอดหวังให้สารบางอย่างละลายความเหนื่อยล้าและทำให้รู้สึกสบาย รสชาตินุ่มลึกแผ่ซ่านไปทั่วลำคอ ควันสีขาวอมเทาระบายออกมาอย่างเชื่องช้า ลอยฟุ้งผสานไปกับมวลอากาศ 


เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ฉันลุกเดินไปเปิดประตูต้อนรับคนที่มาเยือนในยามวิกาลโดยที่ไม่ต้องมองลอดผ่านตาแมวเลยด้วยซ้ำ สบสายตากับคนที่คุ้นเคย ช่วงนี้เราเจอกันบ่อยกว่าปกติและฉันรู้สาเหตุดีว่าเป็นเพราะเหตุใด 

“ไง” ฉันเป็นฝ่ายเอ่ยทักก่อน

“....” อีกฝ่ายไม่ได้ตอบอะไรกลับมาและมันก็เหมือนกับสามสี่วันที่ผ่านมา ฉันเปิดทางให้เธอเดินเข้ามาในห้องก่อนจะปิดประตูลง

“เป็นไงวันนี้” ฉันตัดสินใจถามไปอีกครั้ง

“เหมือนเดิม” และฉันรู้ดีอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอยากถามประโยคเดิมในทุกวัน

เราทั้งคู่นั่งลงบนฟูกผืนเดิม ไร้ซึ่งบทสนทนาใดให้ได้ยินจนกระทั่งเวลาผ่านไปร่วมค่อนชั่วโมง เสียงหนึ่งเอ่ยถามขึ้น

“ความเศร้ามันมีทางหายไปไหม” สายตาของเราประสานกันอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แม้ไม่กี่วินาทีแต่มันก็นานพอจะทำให้ความรู้สึกของใครคนหนึ่งสั่นไหว

“มีดิ เริ่มจากเราต้องไม่คิดว่าเราเศร้าหรือไม่ก็ต้องหาสิ่งเยียวยาจิตใจ ใช้เวลาหน่อย แต่ไม่นานหรอกความรู้สึกมันจะจางลงและหายไปในสักวันนะ” หลังจากพูดจบ เธอพยักหน้ารับฟัง

“ยากเหมือนกันนะ การจัดการความรู้สึก ถึงอยากเอามันออกจากหัวแค่ไหนแต่บางทีก็ทำไม่ได้” ฉันรับรู้และเข้าใจในทุกคำพูดที่เธอพูดออกมา เข้าใจมันเป็นอย่างดีเพราะฉันเองก็เป็นแบบนั้น

“อย่างที่บอก มันต้องใช้เวลา ยิ่งมีแผลติดมาด้วยแล้วยิ่งต้องใช้เวลาเลย” 

ความเงียบเข้าปกคลุมหลังบทสนทนาแสนสั้นนั้นจบลง ไหล่ข้างขวาของฉันสัมผัสถึงแรงกดเบา ๆ เธอหลับตาเอนซบลง ผ่านไปนานหลายนาทีเธอสะดุ้งเล็กน้อยจากสัมผัสแผ่วเบาที่ลูบวนไปมาที่เส้นผม ฉันมักทำแบบนี้เสมอเวลาต้องการปลอบประโลมใครสักคน ไม่ได้หวังว่าสัมผัสนั้นจะทำให้ความสัมพันธ์ของเราเป็นมากกว่านี้หรอก แค่หวังให้เธอดีขึ้น หวังให้สัมผัสนั้นเยียวยาบาดแผลของเธอแม้สักนิดก็ยังดี

วัตถุมวนรียาวสีขาวถูกไฟแผดเผาที่ส่วนปลายมวน ฉันสูดลมหายใจเข้า อัดสารบางอย่างเข้าปอดก่อนจะค่อย ๆ พ่นควันออกมา ควันสีขาวอมเทาลอยฟุ้งในอากาศ เธอลืมตาขึ้นพร้อมกับหยิบบุหรี่อีกมวนออกจากกล่อง

“ขอต่อไฟหน่อย” เธอเอ่ยขึ้น ประโยคเรียบง่ายนั้นพาให้ความรู้สึกใครคนหนึ่งสั่นไหวอีกครั้ง

“อือ เอาดิ” ฉันหันไปเผชิญหน้ากับเธอ ค่อย ๆ เคลื่อนเข้าไปใกล้ เอียงใบหน้า ปรับองศาของปลายบุหรี่ให้พอดีกับคนที่อยู่ตรงกันข้าม ระยะห่างเพียงไม่กี่เซนติเมตรระหว่างใบหน้าของเรา แต่ฉันกลับรู้สึกว่ามันห่างไกลหลายหน่วยในทางความรู้สึก ฉันมองเห็นแพขนตาที่ประดับด้วยขนตานับร้อยเส้น นัยน์ตาคู่เดิมที่ฉันชอบมองมันมาเสมอ

วินาทีที่ปลายมวนสองมวนสัมผัสกัน
วินาทีที่ไฟลามจากปลายมวนหนึ่งไปสู่อีกมวนหนึ่ง
กระแสไฟฟ้าสถิตแผ่ไปทั่วร่างกายของฉัน 
แต่ไม่เคยซึมผ่านไปสู่ใจของเธอ

เธอเหลือบสายตามองไปที่ปลายบุหรี่ แววตาจ้องมองดูอยู่แบบนั้นจนไฟจุดติดขึ้นจึงละสายตาออกไป

ฉันมองไปที่เธอแม้ไฟจะจุดติดแล้ว

ควันสีขาวอมเทาพวยพุ่งขึ้นกลางอากาศอย่างช้า ๆ อีกครั้งก่อนที่มือเรียวของเราทั้งคู่จะหยิบบุหรี่มาคีบถือไว้ในมือ

“ขอโทษนะ มารบกวนบ่อยเลยช่วงนี้” เธอเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบที่ก่อตัวอยู่ก่อนหน้านี้

“เห้ยไม่เป็นไรเลย ชิลมาก” ฉันหมายความตามที่พูดจริง ๆ สำหรับฉันแล้วแค่ได้อยู่ตอนที่เธอเศร้าหรือช้ำใจ คอยปลอบและทำให้เธอดีขึ้น เยียวยาจากทุกบาดแผลที่ติดมาจากคนของเธอ เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

ฉันยังจำวันแรกที่เสียงเคาะประตูจากเธอดังขึ้นได้อยู่เลย วันนั้นเธอบอบช้ำจนแทบยืนไม่ไหว เรานั่งอยู่ในห้อง ฉันยังไม่ได้ถามอะไรออกไป เวลาที่ผ่านไปหลายชั่วโมงที่เธอนั่งเงียบ ฉันรู้ดีว่าเธอฝืนเก็บทุกอย่างไว้คนเดียวอย่างที่ชอบทำเป็นประจำเวลามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ฉันจึงเอื้อมมือไปลูบหัวเธอเบา ๆ จังหวะที่มือสัมผัสกับกลุ่มผม เธอหันมามองพร้อมกับหยดน้ำที่ไหลรินจากดวงตาของเธอ ฉันปล่อยให้เธอระบายทุกความรู้สึกออกมาจนรู้สึกดีขึ้น ตอนนี้ก็เหมือนกัน ฉันยังทำแบบเดิมแม้เวลาจะผ่านไปในทุกวัน 

“ขอบคุณนะ ทุกอย่างเลย” ประโยคซ้ำเดิมกับเมื่อวานถูกเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

“เห้ย ไม่ต้องขอบคุณเลย เรายินดีทำให้” และฉันพูดแบบเดิมกับเมื่อวานกลับไป

เธอเอนซบลงบนไหล่อีกครั้ง หลับตาลง บุหรี่สองมวนไฟมอดดับหมดแล้วและถูกวางทิ้งไว้ในที่เขี่ยบุหรี่ทรงกลมบนโต๊ะญี่ปุ่น ฉันมองไปที่เศษซากเถ้าบุหรี่พวกนั้นสลับกับมองเธอ 

ปลายมวนจุดติดไฟ
ฉันปลอบโยนเธอด้วยการกระทำและคำพูด
สาร นิโคติน พาความเศร้าให้จางไป
ฉันเยียวยาทุกบาดแผลของเธอให้ดีขึ้นด้วยความเต็มใจ
ไฟมอดดับลงจากมวนและมวนนั้นถูกปล่อยทิ้งไว้ในที่ของมัน
ฉันยังอยู่ตรงนี้ที่เดิม ขณะที่เธอดีขึ้นและจากไป

เสียงลมหายใจสม่ำเสมอบ่งบอกว่าเธอหลับไปสักพักแล้ว ฉันประคองและจัดท่าทางให้เธอนอนหลับสบาย ก่อนจะดับไฟในห้องจนมืดสนิท

เหตุการณ์วนเวียนอยู่แบบนี้เกือบเดือนจนคืนหนึ่ง เธอเอ่ยคำลาที่แปลได้ว่าเธอดีขึ้นมากแล้วพร้อมขอบคุณสำหรับทุกอย่างอีกครั้ง 
เช้าวันถัดมา เธอออกจากห้องไปเหมือนเดิมแต่คืนวันนั้นไม่มีเสียงเคาะประตูจากเธออีกแล้ว ฉันไม่แปลกใจกับมันหรอก เพราะรู้ดีว่าเมื่อเธอหายดี เธอก็ต้องกลับไปใช้ชีวิตของเธอ

ช่วงเวลาเกือบเดือนที่เราได้ใช้ร่วมกัน แม้ไม่นานแต่กลับเป็นช่วงเวลาที่มีค่าสำหรับฉัน
สุดท้ายทุกอย่างก็กลับเข้าสู่สภาวะปกติอีกครั้ง กลับไปเป็นแบบที่มันเคยเป็น
ควันสีขาวอมเทาที่ลอยฟุ้งไปกับมวลอากาศสลายหายไปแล้ว ฉันลืมตาขึ้น พบกับความว่างเปล่า ในห้องห้องเดิม เข็มนาฬิกาบอกเวลาสี่ทุ่มครึ่ง ฉันลุกขึ้นเดินไปเปิดตู้เย็น กระดกขวดน้ำหวังให้น้ำชำระล้างกลิ่นไอของควันที่ยังหลงเหลือในลำคอ 

ฉันเดินออกมายืนรับลมที่ระเบียงห้อง ลมเย็นปะทะเข้าที่ใบหน้า ความคิดถูกจัดระเบียบให้เข้าที่เข้าทาง ผ่านไปอีกหนึ่งวันและยังคงเป็นอีกหนึ่งวันเดิม ๆ ที่สารนิโคตินทำหน้าที่ของมันได้อย่างดี หวังคลายความเศร้าที่เกิดขึ้น แม้ไม่รู้ว่าตอนนี้ทำไปเพื่อใครแล้วก็ตาม






























และเธอไม่ต้องฝืนอีกต่อไป
ถ้าเธอเองยืนไม่ไหว
หลับลงตรงนี้ฉันจะไม่จากไปไหนไกล
ขอแค่เธอหายดี



- นิโคติน by Mirrr











SHARE

Comments