บทที่ 1/3 จงใช้ชีวิตอยู่กับความสุข
  เปลือกหอยชิ้นหนึ่ง

 เดินเล่นหลังตอนเที่ยงที่ถนนเหรินอ้าย จู่ ๆ ก็เหลือบไปเห็นต้นสาเกอยู่ต้นหนึ่งในลานบ้านของครอบครัวหนึ่ง ใบของมันค่อนข้างใหญ่คล้ายกับพัดที่ห้อยระโยงรยางค์ ซึ่งใบสีเขียวมรกตนี้ก็ยังคงรับลมเย็นอยู่เรื่อย ๆ เหมือนมันอยู่ในป่าฝนเขตร้อนของบรรพบุรุษเลย

   ผมยืนอยู่ที่กำแพงรั้วด้านนอก ก็รู้สึกสนใจเจ้านี่เป็นอย่างมาก คฤหาสน์ของครอบครัวนั้น ดู ๆ แล้วก็มีอายุเก่าแก่พอสมควร แต่ว่าบ้านหลังนี้มีเพียงชั้นเดียวเท่านั้น ซึ่งน่าจะเป็นของอภิมหาเศรษฐีแน่นอน แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจนั้นคือ ครอบครัวนี้น่าจะรักการทำสวนมาก เพราะในลานบ้านมีต้นไม้เยอะแยะ ส่วนตรงประตูสวนเป็นดอกเฟื่องฟ้าที่เติบโตทั้งสองข้างของลูกบิดประตู ซึ่งทำให้พัดเหล่านั้นดูมีราคาเหือนกับหมวกสีม่วงแดงที่กำลังใส่อยู่ ประตูบานนี้จึงเป็นที่สะดุดตามาก แทนที่ผมจะรักษามารยาทสักนิดก็กลับถือโอกาสแทรกตัวเข้าทางช่องประตู จึงพบว่านอกจากจะมีต้นไม้แล้ว เจ้าของบ้านยังประกอบการการเพาะดอกไม้ไว้ขายด้วย ดอกไม้แต่ละสีกำลังเบ่งบาน จนกระทั่งมีเสียงอยู่ข้างใน กว่าผมจะได้สติ พอถอยออกมาก็พบว่าลมหนาวได้หวนกลับมาพัดที่แก้มของผมแล้ว จึงนึกขึ้นได้ว่าพึ่งจะเข้าเดินเข้าด้านในประตูและเข้าใจผิดว่าฤดูใบไม้ผลิได้มาถึงแล้ว

   ได้ยินเหมือนเสียงผ้าขาดอยู่ใต้เท้า ที่แท้ไปเหยียบเอาใบของต้นสาเก ใบใหญ่เหมือนอ่างล้างหน้า แต่กลับแตกออกเป็น 4 ใบเล็ก ๆ ผมรู้สึกสนใจมากจนเกิดไอเดียที่จะเก็บซ่อนสักใบ เก็บไปเก็บมาก็ไปเจอกับใบที่ค่อนข้างสมบูรณ์ที่สุดหนึ่งใบ ยิ่งไปกว่านั้น สามารถพูดได้เลยว่าเป็นการค้นพบที่ประหลาดมาก ใต้ใบไม้มีเปลือกหอยสีชมพูอยู่หนึ่งชิ้น หลังจากเก็บใบไม้และเปลือกหอยเสร็จแล้ว ก็ออกจากบ้านหลังนั้นในทันที แต่ว่าผมกลับไม่สามารถเดินอย่างมีสมาธิได้อีกเลย

   เดินเล่นในฤดูหนาว ผมเริ่มออกกำลังกายเพื่อเพิ่มสมรรถนะทางกายและใจ เดิมทีทั้งสองนั้นก็ไม่ควรที่จะไปนึกถึงและต้องการการช่วยเหลือใด ๆ ถึงจะดี แต่เสียดายที่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น “การเลือกเดินบนเส้นทางที่มั่นคง” แน่นอนว่าค่อนข้างง่ายโดยไม่ต้องคิดอะไร ก็แค่เจอผู้คนที่หน้าไม่ซ้ำกันในแต่ละวันเท่านั้นเอง แต่ผมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่ไตร่ตรองให้ดีเกี่ยวกับอาชีพและภูมิหลังของพวกเขา โชคดีที่ใจกลางเมืองนี้คนมักเดินผ่านเลยไปโดยไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนะ ความนึกคิดเหมือนกับจุดกำเนิดและจุดดับ พอผ่านไปได้ก็ไม่ต้องเป็นกังวลใด ๆ เลย “เมื่อเปลี่ยนเส้นทางเดิน” ในช่วงแรก ๆ ก็จะวุ่นวายนิด ๆ หน่อย ๆ เพราะทิวทัศน์ใหม่ ๆ นั้นมีมากมาย ความคิดเองก็เจริญงอกงามราวกับว่าพึ่งเปิดขวดน้ำอัดลมที่ฟองพุ่งขึ้นลงไม่มีผิด ความคิดที่วุ่นวายเกินไป หลังกลับมาบ้านมันทำให้ผมรู้สึกปวดหัวเหมือนกับแบกรับอะไรบางอย่างไว้อยู่และอีกอย่างคือ นานมากแล้วที่ผมไม่ได้ออกไปเดินเล่น จะกลับไปเดินอีกครั้งก็พบว่าทุกอย่างมันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ความไม่เหมือนเดิมนี้มีอยู่หลายสาเหตุ: อย่างแรกคือ สภาวะจิตใจตัวเองเปลี่ยนไป อย่างที่สองคือ ทัศนียภาพเปลี่ยนไปและอย่างที่สามที่เป็นสาเหตุสำคัญเลยคือ ฤดูที่เปลี่ยนแปลงไป สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมเข้าใจว่า โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ทุกอย่างสามารถได้เห็น ได้ยิน ได้ชิมและได้สัมผัสกับแก่นสารอันไร้ความถาวร ตึกที่พึ่งรื้อออกและเริ่มสร้างใหม่ก็แค่เมฆที่ลอยผ่านไปได้นานกว่า สุดท้ายก็คือความเปลี่ยนแปลงเท่านั้นเอง

   การเดินของผมในวันนี้จะเป็นแบบที่สอง ทางเก่าแต่กลับมาเดินใหม่ที่ทำให้ผมพบกับความผิดปกติหลายอย่างก่อนที่จะเก็บใบสาเกและเปลือกหอย อย่างเช่น ผมจำได้ว่าเวลานี้เมื่อปีก่อน ใบของต้นโพธิ์ที่เกาะอันฉวนได้เริ่มผลัดใบแล้ว ใบสีชมพูของหน่อเล็ก ๆ กำลังเริ่มเติบโต สดใหม่ สะอาดและงดงาม ฤดูใบไม้ผลิของปีนี้เหมือนมาถึงล่าช้าเล็กน้อย แต่รับรู้ได้ว่าใบโพธิ์ยังไม่ทันร่วง ถ้ามีอายุก็จะสีดำนิด ๆ ทำให้ดูเหมือนแบกรับแรงกดดันของอายุไขไว้มากมาย พอพบต้นโพธิ์ก็รอฤดูใบไม้ผลิอยู่เสมอ ซึ่งทำให้ผมใจร้อนนิดหน่อย

   ดอกปุยฝ้ายก็เช่นกัน ใบของมันควรจะเริ่มร่วงได้แล้ว กลับยังไม่ร่วงอีก ผมรู้ว่าเหมือนฝนที่ตกลงมา ลมที่พัด ใบไม้ที่ร่วง ดอกไม้ที่ผลิบาน ฟ้าที่ร้อง สัตว์ที่ตื่นจากการจำศีลล้วนแต่เป็นการหมุนเวียนเปลี่ยนไปของวัฏจักรและสำหรับฤดูใบไม้ผลิในปีนี้ ทำไมถึงมาช้ากว่าปีที่แล้ว ๆ มาล่ะ?

   เห็นบางที่กำลังเร่งสร้างตึกที่ดู “โต” เร็วกว่าต้นไม้อีก ไม่นานก็เริ่มขุดเจาะก่อสร้างอาคารประมาณ 10 ชั้น เมื่อก่อนพวกเราเคยบรรยายเกี่ยวกับแปลงหน่อไม้และการมาถึงของฝนในฤดูใบไม้ผลิคือ “หน่อไม้หลังฝน” การเติบโตของตึกในเมืองใหญ่และสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นเหมือนกัน การเริ่มสร้างตึกใหญ่ของสิ่งเหล่านี้ ทำให้ภาพลักษณ์ของบางท้องที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ร้านค้าและร้านเบียร์ที่เปิดใหม่ในระแวกใกล้ ๆ ทำให้ความเงียบสงบและความเขียวขจีต้องอยู่ภายใต้แรงกดดดัน

   ความทรงจำที่ลึกซึ้งที่สุดคือ เดินผ่านร้านขายของเก่าที่เปิดใหม่ ที่ที่เด่นสุดก็คือแร่คริสตัลสีขาวขนาดใหญ่ที่แวววาวอยู่ตรงหน้าต่าง เจ้าของร้านนำคริสตัลมาแกะสลักเป็นรูปของหมูป่าไต้หวันที่กำลังโดนหมาป่า 7 ตัวรุมล้อมอยู่ เพื่อให้ความเจ็บปวดของหมูป่าโดดเด่น จะต้องฝังเงินในส่วนหัวและกีบของมัน แบะปากร้องโหยหวนในสภาวะที่ต้องตื่นตระหนก ราคาแพงมากเป็นธรรมดา ชั่วชีวิตผมก็คงออมเงินไม่ได้แบบนี้แน่ เพราะราคากับเงินแทบไม่ต่างกันเลย นี่เป็นคริสตัลที่สวยประณีตและราคาแพง แต่กลับขายถูกเช่นนั้น จึงทำให้ผมรู้สึกเกลียดเล็กน้อยและเห็นอกเห็นใจ ความเกลียดชังถูกสลักโดยความรู้สึกที่โหดร้าย ความสงสารอาจจะมีไว้เพื่อผู้มั่งคั่งที่ต้องการจะซื้อคริสตัลกลับไป จริง ๆ แล้ว ของที่พวกเราครอบครองและชื่นชอบอาจไม่ใช่สิ่งที่ใจเราต้องการเลย...

   ถ้าหากผมมีคริสตัลก้อนนั้น ผมคิดว่าจะแกะสลักเป็นรูปสวนดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ ให้มันมีกลิ่นอายบาง ๆ ; หรือไม่ก็แกะสลักเป็นรูปพระโพธิสัตว์กวนอิมที่มีรอยยิ้มของความเมตตาที่สว่างโชติช่วงในทุกทิศหรือไม่ก็แกะสลักเป็นคริสตัลกลม ๆ ก้อนเล็ก ๆ ที่ทำให้ผู้คนได้มองเห็นความสว่างในตัวเอง หรือไม่อาจจะไม่แกะสลักเป็นรูปใด ๆ เลย ก็ยังคงสภาพของความเป็นแร่คริสตัลดังเดิม

   นึกอยู่นานกว่าจะนึกออก ลืมไปว่าตลอดทั้งชีวิตของตัวเองไม่อาจสามารถครอบครองคริสตัลแบบนั้นได้ แต่ผมก็เข้าใจว่า การครอบครองไม่ได้ทำให้ผมมีความสุขกว่าการครอบครองได้ซะอีก มีหลายสิ่งที่ “ไม่มี” ทำให้คนมีความสุขมากกว่าการ “มี” จริง ๆ เพราะว่าการ “มี” มากมายคือ ความกลัดกลุ้มโดยสิ้นเชิง แถมยังไม่สามารถตัดความต้องการเหล่านั้นได้ โชคดีที่ผมไม่ค่อยมั่งคั่งเท่าไหร่นักและทำให้ตระหนักถึงสิ่งต่าง ๆ บนโลก เพื่อไม่ให้ตาบอดในความสุขและการปล่อยวาง โชคดีที่ผมไม่ค่อยยากจนหรือวุ่นวายอะไรและยังสามารถเดินชมโลกที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานตอนหลังเที่ยงนี้; จิตใจที่สกปรกก็แสดงถึงโลกที่สกปรก จิตใจที่สงบก็สะท้อนโลกที่สงบสุข สภาพแวดล้อมของคนเราไม่เหมือนกันเลยสักคน ถ้าสามารถมีความคิดที่สงบแล้ว ไม่ว่าจะยากจนหรือมั่งมีล้วนแต่ไม่สามารถก่อกวนอะไรเราได้

   ความคิดของคนคนหนึ่งนั้นมีความน่ากลัวมาก ต่างขัดแย้งกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพียงแค่มองเห็นคริสตัลที่ถูกแกะสลักด้วยความโหดร้ายก็ทำให้ผมกระโดดออกจากความคิดเหล่านั้นทันที จนมองข้ามทุกสิ่งทุกอย่างที่จากไปในปัจจุบันทั้งหมด จนกระทั่งมีเสียงหนึ่งในใจพูดกับผมว่า: “นั่นก็แค่คริสตัลก้อนนึง รูปหมูป่าและหมาป่าเป็นเพียงความรู้สึกนึกคิดของใจเท่านั้น ก็เหมือนกับดอกกล้วยไม้ในสายของคนรักที่สื่อถึงความบริสุทธิ์ของความรัก แต่ในสายตาของคนปลูกกล้วยไม้คือสิ่งที่ตีราคาและทำเงินได้และในนิยายกำลังภายใน ดอกกล้วยไม้มักกลายเป็นสัญลักษณ์ของนักฆ่าที่เย็นชา แท้ที่จริงแล้ว ดอกกล้วยไม้ก็ยังคงเป็นดอกกล้วยไม้เท่านั้นเอง” ประโยคนี้ทำให้ผมหลุดออกจากความคิดที่วุ่นวายเหล่านั้นได้ เมื่อได้สติ เพียงพริบตาก็มองเห็นต้นสาเกและภาพเหตุการณ์สมมติถัดไปก็เหมือนกับข้างต้นคือ ผมที่งง ๆ อยู่กับการเก็บใบไม้และเปลือกหอย โดยเฉพาะเปลือกหอยชิ้นนั้น

   เปลือกหอยสีชมพูนี้ แม้ว่าจะดูใหม่และสมบูรณ์ แต่ไม่ใช่เปลือกหอยชนิดที่กัดสีแล้วขายเป็นสินค้า เนื่องจากผมเคยอาศัยอยู่ข้างทะเลมาก่อน จึงแน่ใจว่าเปลือกหอยนี้พึ่งเก็บมาจากชายหาดไม่นานและยังมีกลิ่นอายของน้ำทะเลอยู่ ที่น่าแปลกคือ เปลือกหอยที่ถูกเก็บจากชายหาดจะตกอยู่บนอิฐข้างถนนนี้ได้อย่างไงกัน? หรือว่าเป็นความไม่เจตนาที่จะทำตก อย่างเช่น ตอนที่วิ่งอาจหล่นจากกระเป๋ากางเกง? หรือว่าเป็นเจตนาที่จะทำตกอยู่แล้ว อย่างเช่น มอบให้เป็นของขวัญแก่คนรักแต่ทำหาย? หรือว่า......มีมากเกินไป? หรือว่าไม่มีคำตอบไหนเลยจะใช่? แต่ที่มั่นใจแน่ ๆ คือ เปลือกหอยได้ออกมาจากบ้านเกิดของมัน

   คนเราใช้ชีวิตในบางเวลาในบางสถานที่เหมือนกับเปลือกหอยชิ้นนี้ บางครั้งก็ร่วงหล่นบนถนนโดยที่เราไม่รู้ว่ามันมาจากไหน เพราะอะไร ทำไมถึงมาอยู่บนโลกนี้ หลังจากนั้นก็ไม่สามารถพูดอย่างเคลียร์ ๆ ได้ว่า สาเหตุอาจมาจากการย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองใหญ่หรือพูดได้อีกอย่างคือ หลงเข้ามาในเมืองที่แปลกประหลาดนี้

   “ทำไมฉันถึงมาอยู่บนโลกนี้ได้?” ประโยคนี้ทำให้ผมนอนไม่หลับ พลิกไปพลิกมา คิดแล้วคิดอีกแต่ก็คิดไม่ออก เพราะคำตอบมันกว้างเกินกว่าที่จะรู้ได้ ทำได้แต่พูดว่าอาจเป็นเหตุบางอย่างก็ได้ที่ทำให้เราเจอกันและเหตุนั้นก็ยากที่จะคาดคะเนได้ เปลือกหอยมาจากชายหาด น่าจะเป็นเช่นนั้นซะมากกว่า

   เปลือกหอยเพียงชิ้นเดียวทำให้ผมนึกถึงตอนใช้ชีวิตอยู่ข้าง ๆ ชายหาดในช่วงใบไม่ผลิ ตอนนั้นผมยังเป็นหนุ่มเนื้อแน่น มีผมดกดำและมีความลับของความรักด้วย ทุก ๆ วันก็นั่งคิดเรื่อยเปื่อยบนชายหาด จนปัจจุบันนี้ ผมของผมและรักต่างคล้ายกับน้ำทะเลที่ลดลงเมื่อสาดขึ้นฝั่งที่แสดงถึงความราบเรียบและไม่ผันแปร แล้วผมคนนั้นล่ะ? ใบไม้ผลิในตอนนั้นผมไม่ได้เก็บเปลือกหอยกลับมาด้วย ไม่ได้ถ่ายรูปสักใบ ตลอดจนตอนนี้ทุกอย่างได้สูญสลายไปหมดแล้วเช่นกัน บางครั้งบางคราพอกลับไปที่หาดอีกครั้งในช่วงใบไม้ผลิเดิม แต่ตัวเองกลับรู้สึกว่า นั่นก็แค่ฟองที่ลอยอยู่บนผิวน้ำทะเล พอฟองแตกก็หายไปเท่านั้นเอง

  ความแปรเปลี่ยนและความไม่แน่นอนของโลกคือสัจธรรมที่ไม่เปลี่ยนไป ความเปลี่ยนแปลงเป็นเหตุให้ไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวและไม่เดียวดายตลอดไป หลายครั้งที่ในชีวิตเราที่ความไม่รู้เป็นเพียงเงาที่สะท้อนจิตใจ ดังนั้น เราจึงพูดได้ว่า ผมที่ยังหนุ่มก็คือตัวผม เพราะผมเกิดและเติบโตจากที่นั่นและผมที่ยังหนุ่มก็ไม่ใช่ตัวผมเช่นกัน เพราะเขาได้หายไปจากโลกนี้แล้ว เหมือนความสัมพันธ์ของเปลือกหอยกับทะเล เพียงเรามองเปลือกหอยก็นึกถึงทะเลเสมอ จนกระทั่งความทรงจำนั้นมีความเกี่ยวข้องกับทะเล แต่คาดไม่ถึงว่าเปลือกหอยนี้จะถูกเก็บจากทะเลแล้วมาอยู่บนอิฐข้างถนน ซึ่งทั้งสองต่างอยู่ห่างจากกันและกันสุดลูกหูลูกตาเลยนะ!

  นึกถึงสิ่งเหล่านี้แล้ว อีกไม่กี่ก้าวก็เดินถึงปลายถนนเหรินอ้ายล่ะ ผมรู้สึกว่าบางครั้งตัวเองก็เหมือนคนบ้าคนนึงที่มักจะคุยกับตัวเองบ่อย ๆ จนแยกไม่ออกว่ากำลังคุยเรื่องอะไรอยู่ ผมยังจำตอนที่พ่อมีชีวิตได้อยู่ มีครั้งนึงตอนที่เราเดินอยู่ที่ถนนไทเป จู่ ๆ ก็เผลอพูดขึ้นมาว่า: “คนไทเปชอบทำอะไรหุนหันพลันแล่น วุ่นวายบนถนนตั้งแต่เช้ายันค่ำเหมือนไร้จุดหมาย (ภาษาไต้หวัน)” แปลเป็นภาษาทั่วไปคือ: “คนไทเปเหมือนเป็นโรคประสาท เดินกันวุ่นวายบนถนนตั้งเช้ายันเย็น” บางทีผมก็รู้สึกว่าตัวเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่โชคดีที่ผมแค่คิดฟุ้งซ่านไปเองและผมก็ไม่เหมือนกับนักเดินเหล่านั้นที่เสื้อผ้าเปลี่ยนไปตามฤดูลดราคาที่เหตุมาจากความต้องการและความวุ่นวาย ยิ่งไปกว่านั้นผมเดินด้วยท่าทีที่อ่อนน้อมแบบคนชนบทคนนึง ไม่เหมือนกับคนไทเปที่มังกรเดินเสือก้าวแบบนั้น

  ผมไม่ชอบหน้าหนาวของไทเป โดยเฉพาะวันที่ฟ้าครึ้ม ๆ ตลอดเวลา เสื้อผ้าหนา ๆ ของคนที่เบียด ๆ กันไปมาบนถนนเหมือนกับลูกสนุกเกอร์ที่ชนกันไปชนกันมา เมื่อถึงฤดูใบไม้ผล็พอมีเรื่องดี ๆ อยู่บ้าง อย่างเช่น สีสัน ความมีชีวิตชีวาและอากาศอุ่น ๆ ที่ทำให้สบายอกสบายใจ

  พอกลับถึงบ้านก็นำใบไม้ไปปักไว้ในแจกันและวางเปลือกหอยไว้หน้าเคาท์เตอร์ ทันใดนั้นก็เหลือบไปเห็นปฏิทิน จนรู้ว่าตลอดทั้งวันคือวันลี่ชุนนั่นเอง ผมรู้ว่าฤดูถัดไปคือหน้าฝนในช่วงใบไม้ผลิ, สัตว์ตื่นจากการจำศีล, วันสันติวิษุวัต, วันเช็งเม้งและสารทจีน... ใบโพธิ์ที่ไทเปก็จะผลัดใบใหม่ ปุยฝ้ายและเฟื่องฟ้าก็จะเบ่งบานเหมือนปีก่อนอีกครั้ง......

โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ทุกอย่างสามารถได้เห็น ได้ยิน ได้ชิมและได้สัมผัสกับแก่นสารอันไร้ความถาวร ตึกที่พึ่งรื้อออกและเริ่มสร้างใหม่ก็แค่เมฆที่ลอยผ่านไปได้นานกว่า สุดท้ายก็คือความเปลี่ยนแปลงเท่านั้นเอง
SHARE
Written in this book
โดดเดี่ยว ที่ไม่ได้หมายถึง ไม่มีความสุข 《孤独是一个人的清欢》
"ความสุข" คือสิ่งที่ไร้ขอบเขตใน "ชีวิต"

Comments