Money Mindset ในวันที่เป็นหนี้ ขาดทุน ติดลบ (2/2)
(ต่อจากตอนที่ 1 ค่ะ)
5

ถ้าพร้อมจะเปลี่ยน Money Mindset จากฝั่งขาดแคลน มาฝั่งอุดมสมบูรณ์ ลองหยิบกระดาษปากกามาทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ทีละข้อ ไม่ว่าจะจะเป็นความรู้สึกโกรธ เกลียด เคียดแค้น ชิงชัง ขนาดไหนก็ได้ จะเป็นเรื่องที่สังคมไม่ยอมรับหรือน่ารังเกียจขนาดไหนก็ไม่เป็นไร เพราะคุณเพียงแค่ “เขียน” มันออกมาเท่านั้นเอง ไม่ต้องเซนเซอร์ตัวเอง ไม่ต้องพยายามเป็นคนดี เขียนออกมาอย่างที่ใจคิดจริงๆ

1) ถามตัวเองว่า ตอนนี้คุณเป็นทุกข์เรื่องอะไร เพราะอะไร

เขียนตามจริง ห้ามเซนเซอร์ เขียนออกมาให้หมดจนกว่าจะโล่งใจ 
พอเขียนจนพอใจแล้ว ก็ยอมรับว่านี่คือสิ่งที่ตัวคุณเป็นอยู่ ณ ตอนนี้

ตัวอย่าง
สมมติคุณรับหนี้มาจากธุรกิจของพ่อแม่ในหลักร้อยล้าน
คุณเครียดแทบบ้า คุณไม่รู้เรื่องธุรกิจของพ่อแม่เลยสักนิด คุณลดค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ตัดงบทุกส่วน หงุดหงิดที่พนักงานทำงานไม่ได้ดังใจ ความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวเสียหาย คุณไม่มีความสุข คุณกินไม่ดี นอนไม่ดี ในท้องมีแก๊สและปวดแน่นท้องไปหมด คุณต้องหาหมออยู่เรื่อย และคุณก็สงสัยว่าตัวเองลองทุกวิธีที่ควรจะทำแล้ว ทำไมยังไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น คุณไม่เคยมีเวลาเป็นของตัวเองเลย ไม่เคยได้ทำอะไรที่ตัวเองอยากทำ ฯลฯ
 
2) แยกแยก “ข้อเท็จจริง” และการตีฟู
หยิบปากกาสีน้ำเงินมาขีดเส้นใต้ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ หยิบปากกาสีแดงมาขีดเส้นใต้การตีฟู

ข้อเท็จจริง คือ
-ตอนนี้ธุรกิจคุณมีหนี้ ... ล้านบาท
-มีคนเข้ามายึดทรัพย์ของในบ้านคุณ
-ธุรกิจคุณขาดทุนต่อเดือนในหลัก ... บาท

การตีฟู คือ
-ปวดห้ว ต้องกินยาอีกแล้ว
-ตาคล้ำ นอนหลับไม่สนิทเลย ไม่สดชื่นสักนิด
-พนักงานส่งงานไม่ได้เรื่องมาให้อีกแล้ว เกลียดชีวิตแบบนี้จริงๆ
-เป็นความผิดของพ่อแม่แท้ๆ ที่ทำให้ฉันต้องมาเป็นหนี้
-เศรษฐกิจไม่ดี รัฐบาลมันแย่
-ตอนนี้ชีวิตเราจบแล้ว
-ทำไมทุกคนต้องทำแต่เรื่องมาให้เราอารมณ์เสียด้วยนะ

ถ้าลองขีดเส้นใต้ด้วยปากกาคนละสี คุณจะเห็นว่า ข้อเท็จจริงมีเพียงนิดเดียวเท่านั้น
ส่วนการตีฟูในหัว คือการใส่อารมณ์เพิ่มเข้าไปต่อเหตุการณ์ ดึงภาพและเสียงในอดีตมาฉายซ้ำและยำรวมเข้าไป ความขาดแคลน โกรธ เกลียด ไม่รู้ ล้วนมาจากความกลัว

ต้องมองให้เห็นและยอมรับความจริง ว่าข้อเท็จจริงมีอยู่น้อยมากๆ
ส่วนสิ่งที่ทำให้คุณทุกข์ทรมานคือการกดปุ่ม replay ในสมองและทำร้ายตัวเองซ้ำๆ ย้ำๆ เพิ่มเติมเข้าไป

ถ้ามองเห็นแล้ว ก็บอกตัวเองว่า ฉันมองเห็นแล้ว มองเห็นว่าที่ผ่านมามองโลกด้วย mindset ฝั่งความกลัวมาตลอด ฉันให้อภัยตัวเองที่เลือกทำร้ายตัวเองมาตลอด ฉันขอเลือกใหม่ ฉันขอเลือกที่จะอยู่ฝั่งความอุดมสมบูรณ์และความรัก


3) ตรวจสอบความหมายของสิ่งที่คุณเชื่อตลอดมา
ถามตัวเองว่า การทำธุรกิจ ในความหมายของคุณคืออะไร

ไม่ต้องสนใจความหมายที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยหรือที่กูรูด้านธุรกิจสอน แต่ให้เขียนตามที่คุณคิด รู้สึก และเข้าใจว่าการทำธุรกิจคืออะไร ต้องเป็นอย่างไร

ถ้าเขียนจบแล้ว ให้ถามต่อไปว่า ทำไมถึงเชื่อแบบนั้น? เริ่มเชื่อแบบนั้นมาตั้งแต่เมื่อไร?

มันอาจจะเกี่ยวข้องกับสภาพการเลี้ยงดูที่บ้าน คุณอาจโตมาโดยมองเห็นพ่อแม่ตัวเองทำธุรกิจแล้วท่านมีสภาพอย่างไร เครียดไหม มีเวลาให้คุณรึเปล่า, หรืออาจเพราะคุณรู้จักพี่คนหนึ่งที่ทำธุรกิจมากเลย แต่เขาเจ้าเล่ห์มากเลย เขารวยมากด้วย และเก่งมากด้วย คุณเห็นพี่คนนี้ประสบความสำเร็จ คุณจึงเชื่อว่า การทำธุรกิจมันต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมเท่านั้น, หรือเพราะคุณเริ่มทำงานจากวงการโฆษณา คุณต้องทำโฆษณาให้ธุรกิจที่หลอกลวงผู้บริโภค คุณจึงเชื่อว่าการตลาดไม่ดี ธุรกิจเป็นเรื่องเลวร้าย

ถ้าเขียนความหมายและที่มาของความเชื่อแบบนั้นจบแล้ว จะลองเขียนของคำอื่นดูด้วยก็ได้ เช่น การทำงาน การเป็นหนี้ การลงทุน สำหรับคุณ คำพวกนี้แปลว่าอะไร ทำให้คุณรู้สึกแบบไหน และทำไมตัวคุณจึงคิดแบบนั้น

แบบฝึกหัดนี้จะทำให้คุณเห็นว่า Money Mindset ตลอดมาของคุณถูกวางไว้บนรากฐานของฝั่งความกลัวและขาดแคลน หรือฝั่งความรักและอุดมสมบูรณ์

เมื่อคุณมองเห็นรากฐานความเชื่อของตัวเองแล้ว ก็ถึงเวลาให้อภัยและปลดปล่อย

ไม่ใช่ความผิดของพ่อแม่ ไม่ใช่ความผิดของพี่คนนั้น ไม่ใช่ความผิดของการโฆษณา ไม่ใช่ความผิดของครูบาอาจารย์ ไม่ใช่ความผิดของสถาบันที่คุณเรียนจบมา

คำว่า “ความรับผิดชอบ” หรือ Responsibility เกิดจากการผสม 2 คำ คือคำว่า Response (การตอบสนอง) + Ability (ความสามารถ)

พูดง่ายๆ คือ ไม่ว่าเหตุการณ์อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในชีวิตคุณ ชีวิตคุณจะดีหรือร้าย คุณจะสุขหรือทุกข์ มันขึ้นอยู่กับความสามารถในการตอบสนองต่อเหตุการณ์นั้น

Responsibility คือความสามารถในการตอบสนอง และคุณเลือกที่จะรับผิดชอบชีวิตคุณเอง คุณจะไม่ยอมให้หนี้มามีอำนาจเหนือคุณ ไม่ยอมให้พฤติกรรมไม่ดีของคนอื่นมาบงการความเชื่อคุณ ไม่ยอมให้ความรู้สึกขาดแคลน มีไม่พอ มาทำให้คุณเครียด ทุกข์ ปวดร้าว เกลียดตัวเอง เกลียดคนอื่น หรือเกลียดทุกคนบนโลกนี้

คุณเลือกที่จะรับผิดชอบตัวเอง

4) คุณต้องการอะไร?
เขียนออกมาให้หมดว่าคุณต้องการอะไร จริงๆ แล้ว ฉันต้องการอะไรกันแน่

เขียนได้มากจนคุณพอใจ แล้วสรุปมาเป็น 1 ประโยค 
นี่คือ “ผลลัพธ์ใหม่” ในชีวิตที่คุณต้องการมากที่สุดจริงๆ

5) กำหนดความหมายใหม่ ด้วยการคิดย้อนหลัง
เพราะความคิด ก่อเกิด ความรู้สึก
ความรู้สึก ก่อเกิด การกระทำ
การกระทำ ก่อเกิด ผลลัพธ์

ในเมื่อเราต้องการผลลัพธ์ใหม่ ก็ให้แทนค่านี้ลงไป แล้วคิดย้อนกลับมาว่าหากฉันต้องการผลลัพธ์แบบนี้ ฉันต้องคิด รู้สึก และทำอะไรบ้าง จึงจะได้ผลลัพธ์อย่างที่ฉันต้องการ

สมมติ ผลลัพธ์ใหม่ที่คุณต้องการ คือ ไม่เป็นหนี้อีกเลยตลอดชีวิต

-การกระทำอะไรที่จะทำให้คุณไม่เป็นหนี้อีกเลยตลอดชีวิต?
เช่น คุณยังอยากทำธุรกิจที่เป็นหนี้นี้อยู่ต่อไป แต่จะเปลี่ยนวิธีดำเนินธุรกิจ อาจเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร หรือเปลี่ยนช่องทางการขาย พยายามทำให้ธุรกิจไม่ให้ติดลบมากนัก ขณะเดียวกัน คุณจะเริ่มธุรกิจใหม่ที่สามารถสร้างกระแสเงินสดมามากพอทยอยจ่ายหนี้เก่าให้หมดได้ภายใน ... ปี โดยจะทยอยจ่ายเดือนละ ... บาท คุณสัญญากับตัวเองว่า กับธุรกิจใหม่นี้คุณจะทำให้มันโตอย่างออแกนิก คุณจะไม่กู้หนี้มาต่อยอดธุรกิจเกินตัวอีกแล้ว

หรือ ขายธุรกิจเก่าที่เป็นหนี้นี้ออกไป มันจะยังมีหนี้เหลืออยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งคุณจะสมัครงานในบริษัทต่างชาติ ที่สามารถให้เงินเดือน ... บาทได้ คุณจะทำงานเสริมเพิ่มอีอกย่างหนึ่ง โดยเอาเงิน 2 ทางนี้มาทยอยใช้หนี้เก่าให้หมด โดยจะทยอยจ่ายเดือนละ ... บาท เป็นระยะเวลา ... ปี

-ความรู้สึกแบบไหนที่จะส่งเสริมการกระทำนี้?
เช่น ฉันเชื่อว่าฉันทำได้ ฉันเชื่อว่าฉันมีทักษะ ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ทางด้าน... ซึ่งจะสามารถช่วยผู้คนให้...
หรือฉันเชื่อว่าด้วยบุคลากรที่มีอยู่ เครื่องจักรที่มี และ know-how ที่ธุรกิจนี้สั่งสมมา มันยังมีวิธีไปต่อได้

-กำหนด “ความหมาย” ให้หนี้ก้อนนี้ใหม่ หนี้ก้อนหนี้คืออะไร?
เช่น โอกาสได้สานต่อความฝันของพ่อแม่ โอกาสที่จะเปลี่ยนโฉมธุรกิจให้เหมาะกับคนยุคปัจจุบัน โอกาสได้เริ่มต้นธุรกิจที่ตัวเองต้องการจริงๆ เสียที โอกาสได้เติบโตและรับผิดชอบชีวิตตัวเอง 100% โอกาสที่น้อยคนจะได้เผชิญ และถ้าผ่านไปได้ ฉันจะ power up ไปอีกขั้น

6) ถามคำถามที่ท้าทายความสามารถของตัวเอง 
ถามตัวเองว่า ตอนนี้คุณสามารถลงมือทำอะไรได้เลยทันที? 
เช่น ด้วยต้นทุนที่คุณมีอยู่ (สินทรัพย์ พรสวรรค์ ทักษะ ความสามารถ ประสบการณ์ ความน่าเชื่อถือ เครือข่าย) คุณสามารถใช้ทำอะไรได้บ้าง คุณมองเห็นปัญหาแบบไหนในสังคมที่คุณรู้วิธีแก้และศักยภาพของคุณสามารถช่วยได้

มีอะไรที่คุณไม่ได้จำเป็นต้องใช้แต่คุณมีอยู่ คุณสามารถเปลี่ยนมันเป็นเงินสดได้ไหม?
ไลฟ์สไตล์บางอย่างที่คุณทำเป็นปกติ คุณสามารถลดความถี่ลงได้รึเปล่า?

7) ทำประมาณการทางการเงิน (Budgeting)
หากคุณมีหนี้ก้อนใหญ่มากๆ ควรปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อช่วยคุณวางแผนว่าจะปลดหนี้ก้อนนี้อย่างไรดี

ส่วนการทำประมาณการทางการเงิน ทำเพื่อวางแผนการเงินล่วงหน้า และเพื่อช่วยรักษาวินัยทางการเงินของตัวเอง

การวางแผนทางการเงิน 12 เดือน จะทำให้คุณมองเห็นรายได้ เงินออม ค่าใช้จ่ายคงที่ ค่าใช้จ่ายผันแปร ได้ชัดเจน คุณจะรู้ตัวว่าควรลดค่าใช้จ่ายตามอำเภอใจเรื่องไหนลง ความระมัดระวังในการใช้จ่ายจะเกิดขึ้นเป็นอัตโนมัติ

เมื่อวางแผนว่าจะต้องหารายได้เพิ่มแต่ละปีเป็นจำนวนเท่าไร ในช่วงเวลาไหนของปี สมองคุณจะเริ่มคิดหาวิธีการว่า “ต้องทำยังไงถึงจะได้เงินก้อนนั้น” เช่น ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ออกบริการใหม่ ออกอีเว้นต์ ลองช่องทางการขายแบบใหม่ เปลี่ยนแพ็คเกจสินค้า ฯลฯ

ลองดูรายชื่อคนดังที่ไม่น่าเชื่อว่าพวกเขาเคยเป็นหนี้หลักหลายล้าน และบางคนก็ถึงขั้นถูกฟ้องล้มละลาย แต่พวกเขาก็สามารถ focus กับคุณค่าที่ตัวเองส่งมอบได้ แล้วพาตัวเองออกจากกองหนี้ และประสบสำเร็จอย่างที่คุณเห็นพวกเขาทุกวันนี้ รายชื่อเหล่านั้นคือ

วอลท์ ดิสนีย์ / อับราฮัม ลินคอน / วิลล์ สมิธ / เลดี้กาก้า / โดนัลด์ ทรัมป์ / ไมค์ ไทสัน
คุณอาจไม่ชอบพวกเขา แต่คุณก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเขาได้ส่งมอบคุณค่าบางอย่างให้แก่โลกแบบที่คนอื่นไม่เคยทำมาก่อน เพราะโจทย์ของคุณในวันนี้เรียกร้องให้คุณออกนอก comfort zone ของตัวเอง ดังนั้น คุณต้องเริ่มทำอะไรที่ตัวเองไม่เคยทำ

สมองคุณฉลาดกว่าที่คุณรู้ เมื่อสมองชัดเจนแล้วว่าต้องหาเงินจำนวนนี้ให้ได้ ถึงตอนนี้จะยังไม่รู้วิธี การ แต่สมองคุณจะคิดไม่หยุดเพื่อหาวิธีหาเงินจำนวนนั้นมาให้ได้ และคุณจะได้เริ่มต้นลองทำอะไรใหม่ๆ
 
การทำประมาณการทางการเงินจะทำให้คุณเห็นแผนการในการปลดหนี้ของตัวเองได้ วางแผนล่วงหน้าเป็นภาพใหญ่ แล้วแบ่งย่อยให้เห็นตลอดปี กลับมารีวิวแผนตามงบการเงินที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละเดือน เมื่อคุณเดินอย่างมีทิศทางและมีแผนที่การเดินทาง คุณจะสามารถลดภาระภายในจิตใจตัวเองออกไปได้มาก เพราะคุณรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่และกำลังจะเดินไปที่ไหน

มันคือความเชื่อว่าคุณปลดหนี้ได้ เพราะคุณมีแนวทางที่จะเดินหน้าอย่างชัดเจน
 
8) ขอบคุณในสิ่งที่วันนี้คุณมีอยู่

ความรู้สึกขอบคุณเป็นความรู้สึกที่มาจากฝั่งความรักและความอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเงินตอนนี้จะเป็นอย่างไร คุณยังมีบ้าน มีอาหาร มีเสื้อผ้าสะอาดที่รีดแล้ว มีร่างกายปลอดภัย ในวันเวลาที่ยากลำบาก หากคุณยังสามารถขอบคุณแม้แต่กับสิ่งที่เล็กน้อยที่สุดได้ ก็แสดงว่าจิตใจคุณยังไม่แห้งผากในความขาดแคลนไปเสียทั้งหมดทีเดียว

คุณอาจจะรู้สึกอยากขอบคุณพนักงานของตัวเองมากขึ้น คุณอาจย้อนมองดูตัวเองด้วยซ้ำว่านอกจากให้เงินเดือนพนักงานแล้ว ที่ผ่านมาคุณได้มอบวันเวลาและประสบการณ์แบบไหนให้กับพวกเขาบ้าง และคุณจะสามารถแสดงความขอบคุณออกมาได้มากกว่านี้ได้อย่างไร

แรกๆ คนที่ชีวิตนี้ไม่เคยขอบคุณเลย จะให้พูดหรือแสดงออกออกไปว่าขอบคุณ ก็จัดเป็นก้าวที่ยากอยู่ วิธีง่ายๆ ในการขอบคุณคือ พูดให้ชัดเจนว่าขอบคุณเรื่องอะไร การกระทำตรงส่วนไหนที่ทำให้คุณรู้สึกขอบคุณ


9) เหตุการณ์ในครั้งนี้ต้องการให้บทเรียนอะไรกับคุณ

อุปสรรคจะเป็นอุปสรรคต่อไปถ้าเรายังมองเป็นอุปสรรค แต่ถ้ามองมันเป็นบทเรียน คุณจะแสวงหาหนทางเรียนรู้และลงมือทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อที่จะทำให้ตัวเองสอบผ่านบททดสอบนี้ไปให้ได้

เพราะการปลดหนี้ใช้แค่ความรู้ทางการเงินกับวินัยทางการเงินไม่เพียงพอ Money Mindset แบบอุดมสมบูรณ์คือพลังเสริมที่จะพาคุณผ่านสถานการณ์ทั้งหมดนี้ไปได้โดยคุณไม่ต้องจมอยู่กับควาทุกข์ทรมาน

คุณต้องตอบให้ได้ว่า “หนี้ก้อนนี้ ต้องการให้คุณเรียนรู้เรื่องอะไร”

มันอาจเป็นการเรียนรู้เรื่องอสังหา เรียนรู้เรื่องการทำธุรกิจ เรียนรู้เรื่องการทำการตลาดออนไลน์ เรียนรู้เรื่องการรับผิดชอบชีวิตตัวเอง 100% เรียนรู้เรื่องการทำความเข้าใจลูกค้าอย่างยิ่งยวดเพื่อแก้ปัญหาของลูกค้าให้ตรงจุดมากขึ้น ชีวิตของลูกค้าจะได้สะดวกสบายมากขึ้น เรียนรู้วิธีการตั้งราคา เรียนรู้เรื่องวิธีเรียกเก็บเงิน เรียนรู้เรื่องการดูแลคนในบริษัทให้ดี

ความจริงแล้ว การเป็นหนี้ไม่ได้ทำให้เป็นทุกข์ มีธุรกิจมากมายที่กู้หนี้มาเพื่อขยายกิจการให้เติบโต แต่ธุรกิจเหล่านั้นสามารถดูแลกระแสเงินสดของบริษัทให้สามารถชำระหนี้ได้ครบทุกเดือนได้ในจำนวนที่ตกลงกันไว้กับผู้ให้กู้

มันคงมีเหตุผล ที่คนไทยมีตั้ง 68 ล้านคน ทำไมเรื่องนี้ต้องมาจำเพาะเจาะจงเกิดกับคุณด้วย ถ้าคุณคิดตกว่าหนี้ก้อนนี้มาหาคุณเพื่อสอนคุณเรื่องอะไร เพื่อให้คุณลุกขึ้นมาทำอะไร คุณจะไม่เป็นทุกข์

แต่ถ้ายังตอบตัวเองไม่ได้ และไม่เข้าใจว่าก้อนนี้อยากให้คุณเรียนรู้เรื่องออะไร คุณก็ยังหลุดจากการเป็นทุกข์ไม่ได้

ดูแลจิตใจตัวเองให้ดี สำรวจตัวเองตลอดเวลา 
ความคิดและความรู้สึกอาจหลอกคุณได้ ถ้าสติคุณไม่แข็งแรงพอ 
มีสติ ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังมองโลกจาก mindset ฝั่งขาดแคลนหรืออุดมสมบูรณ์



10) ดูแลเรื่องภายนอก
นอกจากดูแลเรื่องภายในตัวเองแล้ว เราสามารถดูแลเรื่องภายนอกตัวเองเพื่อส่งเสริม Money Mindset ฝั่งอุดมสมบูรณ์เพิ่มเติมได้ เป็นต้นว่า

-unfollow/unsubscribe โซเชียลมีเดียของคนที่ทำให้คุณตกอยู่ใน mindset ฝั่งขาดแคลน คุณคงเคยเจอคนใน FB ที่ชอบด่าทอน้อยใจชีวิต คนที่ชอบ bragging หรือ humble bragging ในสิ่งที่ตนมี เป็น หรือครอบครอง ไว้วันไหนที่จิตใจคุณเข้มแข็งกว่านี้ค่อยกลับมา follow พวกเขาใหม่ก็ได้ unfollow วันนี้เพื่อหยุดเอาคนอื่นมาเปรียบเทียบกับตัวเอง อย่าเพิ่มโอกาสให้ตัวเองต้องตกไปอยู่ใน mindset ฝั่งขาดแคลนอีก

-สร้างวงสังคมของคนที่มี Money Mindset แบบอุดมสมบูรณ์ คุณคงรู้ว่าเราเป็นค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่เราใช้เวลาด้วยมากที่สุด ถ้าไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดคนที่มี mindset ฝั่งอุดมสมบูรณ์ การอ่านหนังสือ ดูยูทูป ฟังพ็อดคาสท์ของบุคคลเหล่านั้นช่วยได้ เพราะมันคือการใช้เวลาซึมซับ mindset ของพวกเขามาเช่นกัน หรือการคุยกับเพื่อนที่มี mindset ฝั่งอุดมสมบูรณ์ก็ช่วยได้มาก พวกเขาสามารถดึงวิธีคิดของคุณให้หลุดออกมาจากฝั่งขาดแคลนได้

-เพิ่มเติมความรู้ทางการเงิน การมี mindset แต่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอจะพาคุณปลดหนี้ได้ คุณต้องมีทักษะและความรู้พื้นฐานทางการเงินติดตัว เช่น ทำบัญชีรับจ่ายรายวัน ทำบัญชีรายเดือน วางแผนประมาณการทางการเงินและกลับมาทบทวนรายรับรายจ่ายจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน หมั่นคุยกับที่ปรึกษาทางการเงิน ที่ปรึกษาธุรกิจ ทำความรู้จักเครื่องมือทางการเงินและการลงทุนที่เหมาะกับนิสัยของตัวเอง ถ้าวันนี้คุณทำธุรกิจ คุณก็ต้องเข้าใจทั้งการเงินส่วนบุคคลและการเงินธุรกิจด้วย

-เพิ่มเติมความรู้ด้าน money mindset เรายังไม่ค่อยเห็นหนังสือตระกูลนี้แปลไทย แต่ถ้าอ่านภาษาอังกฤษได้ เล่มที่ดังที่สุดตอนนี้คือ You are a Badass at Making Money ของ Jen Sincero

-ขอความช่วยเหลือ ถ้าไม่ไหวที่จะจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง ต้องกล้าที่จะขอความช่วยเหลือ เรื่องหนี้ให้คุยกับที่ปรึกษาทางการเงิน ที่ปรึกษาธุรกิจ และธนาคาร, เรื่องความเครียด จะใช้วิธีคุยกับเพื่อน นักจิตวิทยา หรือจะลองจัดการความเครียดด้วยตัวเองก็ได้(เราเขียนเรื่อง ความเครียดคะ ...เราเลิกกันเถอะ เอาไว้ ลองอ่านดูได้), เรื่องธุรกิจ ถ้ายังอยากทำธุรกิจเดิมนี้ต่อ ยังไม่อยากเลิก คุณต้องหาที่ปรึกษาที่จะช่วยคุณดูทั้งองค์กรแล้วว่าควรทำอย่างไรดี ลองอ่านกรณีศึกษาการฟื้นฟูสายการบิน JAL ของ Kazuo Inamori ให้ละเอียดและดูว่าสิ่งที่คุณอินาโมริแนะนำ มีอะไรที่ในบริษัทตัวเองยังไม่มีและยังไม่ได้ทำบ้าง แล้วลงมือทำทันที



6
ปลดหนี้ เป็นการเดินทางที่ไม่ง่าย และต้องใช้กำลังใจที่แข็งแกร่ง
แยกแยะ “ข้อเท็จจริง” ออกจากการตีฟูดีๆ
ขอให้พบคำตอบว่าหนี้ก้อนนี้ต้องการให้บทเรียนอะไรแก่คุณ

ในฐานะเจ้าของกิจการ ซึ่งถือว่าเป็นผู้นำองค์กร ไม่ว่าคำพูด การกระทำ ความรู้สึก หรือพลังงานแบบไหนที่คุณถ่ายทอดออกมา จะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในการทำงานของคนทั้งองค์กร

เราสามารถมีหนี้ และอารมณ์เสียได้
หรือเราสามารถมีหนี้ แต่ก็ยังอารมณ์ดีกับผู้คนได้
เพราะถึงอารมณ์เสียไป ก็ไม่ได้ช่วยให้ใครปลดหนี้ได้เร็วขึ้นอยู่แล้ว
กลับกัน ในสภาวะยากลำบาก หากคุณสามารถรักษาความเยือกเย็น แสดงภาวะผู้นำ และรักษาบรรยากาศการทำงานที่ดี ที่ที่คนอยากตื่นเช้ามาทำงาน ที่ที่คนภาคภูมิใจที่จะบอกชื่อบริษัทออกไปว่าตัวเองทำงานอะไรที่ไหนอยู่ เวลามีพนักงานไม่พอ คนในบริษัทก็แนะนำเพื่อนตัวเองให้มาสมัครงานเลยไม่ลังเลและเราไม่ต้องตามล่าหาตัวพนักงานใหม่ให้วุ่นวาย เป็นที่ที่คนอยากทำงานตลอดไป ในขณะที่คนส่วนใหญ่เปลี่ยนงานทุกปี

ในฐานะเจ้าของกิจการ มีสิ่งที่ต้องทำมากจริงๆ


สำหรับเจ้าของกิจการที่กำลังขาดทุนและเป็นหนี้ คิดให้เร็วและลงมือให้เร็ว จะเจ็บทีเดียวแต่จบ หรือจะตัดสินใจทำต่อ คุณควรชัดเจนกับตัวเองว่าถ้าจะทำต่อ จะทำต่อเพราะอะไร

การตัดสินใจเป็นการกระทำที่มีพลังมาก เพราะทันทีที่คุณตัดสินใจแล้ว แปลว่าคุณเลือกทางหนึ่ง และลบความเป็นไปได้ของเส้นทางอื่นออกไปตลอดกาล

การตัดสินใจวันนี้ไม่ง่าย แต่การตัดสินใจในเรื่องยากลำบากเป็นหน้าที่ของคนเป็นผู้นำ

ขอให้มีจิตใจเข้มแข็งและยกภูเขาออกจากอกได้ ไม่ว่าจะตัดสินใจเลือกเส้นทางใดก็ตาม

ขอให้โชคดีค่ะ

nananatte
28.03.2020

ป.ล. โพสต์นี้ทำเป็น podcast แล้ว ใครสนใจตามไปฟัง sit down and write podcast ได้ที่ spotify, apple podcasts, google podcasts, podbean และ CastBox ค่ะ (^___^)v

Photo by Annie Spratt on Unsplash


Source:
Business Insider (2017) 
https://amp.businessinsider.com/famous-people-who-bounced-back-after-being-broke-or-bankrupt-2017-7

Natalie Bacon - Scarcity vs Abundant Mindset (and how scarcity is keeping you broke)
https://nataliebacon.com/scarcity-vs-abundant-money-mindset/

Natalie Bacon - The Money Mindset that will help you get out of debt
https://nataliebacon.com/money-mindset-debt/

Mint – 6 ways to instill a positive money mindset
https://www.mint.com/vip-content/6-ways-to-instill-a-positive-money-mindset

SHARE
Written in this book
sit down and write
อ่าน เขียน เรียนรู้ ค่อยๆ เติบโตไปด้วยกัน
Writer
nananatte
storyteller
คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตเรียบๆ ในเมืองเล็กๆ ชอบแมว เครื่องเขียน และกาแฟดำ จัด sit down and write podcast รีวิวหนังสือใน goodreads เขียนโพสต์ใน storylog และลงนิยายใน fictionlog กับ readawrite

Comments