ดจังโก้ - ตัว ด ไม่ออกเสียงกับประเด็นสีผิวในแบบเควนติน
หลังจากที่พึ่งดู Django Unchained จบไปเมื่อประมาณ 2 วันก่อนจนถึงทุกวันนี้ผมก็ยังไม่สามารถหาเพื่อนมานั่งถกหรือเล่าเกี่ยวกับหนังได้เลย เพราะฉะนั้นเลยขอเขียนเป็นแบบนี้ดีกว่า เผื่อจะมีผู้คนเข้ามาอ่านความคิดเห็นผมบ้าง ซึ่งก็คือคุณ, ขอบคุณมากครับ ;)

*สปอยล์แน่นอน 100%*

ด้วยความที่ตัวเอก, ดจังโก้, เป็นทาสผิวสีในยุคที่มีการค้าแรงงานคนดำกัน โดยผู้ซื้อก็คือคนขาว เหตุการณ์ต่างๆก็จะรายล้อมไปด้วยเรื่องคนดำ - คนขาว - ความแค้น.

แต่ถ้าคนที่คอยกดขี่หัวทาสเหล่านั้นไม่ใช่แค่คนขาวอย่างเดียวล่ะ?เมื่อดจังโก้ได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระโดยนักล่าฆ่าหัวชาวเยอรมัน, ดร. ชูลส์, เพื่อที่ว่าเขาสามารถช่วยหมอ(ผมขอเรียกว่าหมอละกัน)ในเรื่องอาชีพนักล่าฆ่าหัว ซึ่งคนที่หมอตามอยู่คือศัตรูที่เคยเฆี่ยนตีดจังโก้และเมียในอดีต หนทางข้างหน้ามันเลยเป็นเหมือนการชำระแค้น แต่บริบทคนดำในสมัยนั้นก็คือทาส ชนชั้นแรงงานหรือของเล่นสำหรับคนขาวชาวเจริญเลยทำให้พวกคนดำ ณ ตอนนั้นไม่ได้มีความเจริญหรือสูงส่งเท่าคนขาว ดจังโก้จึงเหมือนเด็กที่พึ่งได้เปิดหูเปิดตาย่ำเท้าดูโลก วินาทีที่เขาถอดผ้าคลุมแล้วลุกขึ้นเดินโชว์แผ่นหลังอันเต็มเปี่ยมด้วยรอยแผลจากแส้ วินาทีนั้นเขาไม่ใช่ไอ้มืดชนชั้นแรงงานอีกต่อไป เขาได้กลายเป็นเสรีชนคนหนึ่งในอเมริกา.

โลกภายนอกมีอะไรมากมายให้ดจังโก้ได้เรียนรู้ เขาต้องมีคนคอยสอนถึงจะอยู่ในสังคมภายนอกและคนที่จะคอยสอนเขาว่าควรทำตัวยังไง พูดยังไง เล็งตรงไหน ควรยิงเมื่อไหร่ คนนั้นคือหมอ, ซึ่งเป็นคนขาว ที่ทำตัวเหมือนครู เหมือนผู้ปกครอง เหมือนผู้ประเสริฐมีความรู้ความสามารถต่างๆนานาและนั่นคือสิ่งที่หนังเรื่องนี้วางบริบทพวกคนขาวไว้แบบนั้น เพราะถ้าลองนึกย้อนในสมัยประวัติศาสตร์เหล่าผู้คนดังทั้งหลายที่ประดิษฐ์นู่นนี่นั่นก็ล้วนเป็นคนขาว(เกือบหมด) แต่ในขณะเดียวกันมันประชดประชันตรงที่ว่าคนขาวที่สูงกว่าคนดำนั้นจะฆ่าคนขาวกันเองเพราะเงินหรือก็เป็นพวกป่าเถื่อนชอบความรุนแรง ในขณะที่คนดำที่ต่างถูกเหยียดด่ากลับได้แต่เดินก้มหน้าหวาดกลัว เงียบไม่พูดไม่จา บ้างก็เป็นคนใช้เป็นของเล่นว่ากันไปตามประเด็นสีผิว 

คนดำส่วนใหญ่ดูจะเป็นยังงั้นจนกระทั่งดจังโก้ได้ขี่มา.
ไหงไอ้มืดนั่นได้ขี่ม้าแล้วใส่ชุดยังงั้นวะ?!
นี่คือความมันส์ของหนัง การที่ดจังโก้ได้ขี่ม้า  ได้ซื้อชุดสีน้ำเงินมาใส่มันเป็นความเผ็ดอร่อยของหนังอย่างหนึ่ง บริบทคนรอบข้างไม่ว่าจะคนขาว-คนดำกันเองที่มีต่อตัวดจังโก้มันกลายเป็นกระจกสะท้อนประเด็นผิวสีเข้ากลับให้เรานึกคิด ไม่ว่าจะการแบ่งชนชั้นอันชัดเจนว่าคนขาวมีสิทธิมากกว่าคนดำหรือตัวดจังโก้เองที่ต้องเจอกับสายตาแปลกๆจากคนดำกันเอง ซึ่งมันก็มีทั้งงุนงงหรือโกรธแค้นเลยก็มี และพอมากเข้าดจังโก้ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น เขาก็เริ่มมีพฤติกรรมรุนแรง เริ่มพูดด่าพวกคนดำที่เดินก้มหน้าไม่ต่างกับที่คนขาวมักทำกัน เขาเหมือนเด็กที่เติบโตมาขั้นหนึ่งแล้วพยายามเลียนแบบผู้ใหญ่.
โทษทีนะ อดไม่ได้จริงๆต่อให้จะเด็กหรือผู้ใหญ่ เราต่างก็ต้องเรียนรู้ที่จะเก็บความเดือดดาลรู้จักห้ามตัวเอง นั่นคือสิ่งที่หมอคอยบอกดจังโก้ตลอดเวลา แต่เมื่อมาถึงช่วงท้ายของหนัง, จุดที่แผนการหลอกซื้อช่วยเมียแตกยับจนแทบเอาตัวไม่รอด หมอกลับเป็นคนที่ยิงคาลวินทั้งๆที่ทุกอย่างเหมือนจะจบลงด้วยดี คงเป็นเพราะสิ่งที่ปะทุเดือดในใจหมอมันอั้นไม่ไหว ความรู้สึกถูกกดให้ต่ำกว่า ถูกหยอกย้ออวดดี ซึ่งมันแทบคล้ายๆกับสิ่งที่คนขาวมักทำกับคนดำเลย ดังนั้นการที่หมอลั่นไกเป่ากระสุนทะลุอกคาลวินแล้วบอก 

"อดไม่ได้จริงๆ"

คงเป็นการซ้ำเติมเรื่องที่ว่าต่อให้คนขาวจะประเสริฐสูงส่งไรนักหนามันก็มนุษย์ละวะ.
ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริงๆจากต้นเรื่อง, ดจังโก้ยังเป็นคนเงียบๆ ไม่รู้จะทำตัวยังไงต่อสังคมคนรอบข้าง เขายังกลัวที่จะใช้ชีวิตจนมาท้ายเรื่อง ดจังโก้ไม่ใช่เด็กอีกต่อไป เขาโตเป็นผู้ใหญ่ที่รู้ว่าควรทำอะไร พูดยังไงถึงจะรอดในสถานการณ์แบบนี้และที่สำคัญเลย ฝีปากการพูดการจาของเขาในช่วงท้าย มันคล้ายกับหมอมากจริงๆ และการที่เขาไล่ให้พวกพี่น้องคนดำหนีออกจากยกเว้นสตีเฟ่น มันคือการลงโทษเพราะถึงแม้มึง(สตีเฟ่น)จะดำ แต่สิ่งที่มึงกระทำมันคนขาวชัดๆ.

เมื่อทุกอย่างจบลง เมันเหมือนกับเรื่องเล่าที่หมอคอยเล่าไว้เกี่ยวกับบุรุษไปช่วยสาวที่รักบนยอดเขาที่ล้อมไปด้วยเปลวไฟของมังกร ณ ตอนนั้น ดจังโก้ยังเด็ก (ท่าทางการนั่ง การพูดมันใช่) 
.
ดจังโก้: เขาทำได้มั้ย?
หมอ: ได้สิ สำเร็จอยู่แล้วแม้ระหว่างทางเขาจะเจออุปสรรคมามากมายแต่ใช่...เขาทำสำเร็จ
.
และนี่คือตอนจบดั่งที่ว่า ดจังโก้ฝ่าอุปสรรคมามาก ไม่ว่าจะความลำบากต่อการใช้ชีวิตในสังคม การที่ถูกดูถูกจากสายตาพี่น้องคนดำกันเอง ทนดูคนดำถูกทรมานฆ่าตายเหมือนของเล่น เกือบถูกตัดเจ้าโลกแต่สุดท้ายเขาก็ทำมันสำเร็จ และหลังจากนี้เขาพร้อมจะใช้ชีวิตคนดำฆ่าหัวคนขาวแบบเสรีชนแล้ว /จบ.



*ถ้าคุณอ่านถึงตรงนี้ ผมขอบคุณพวกพี่มากจริงๆที่มาอ่านบทความยาวๆอันนี้ ขอบคุณที่มารับฟังสิ่งที่ผมจะเล่า ผมสัญญาว่าจะพยายามปรับปรุงไปเรื่อยๆและให้มันสั้นกว่านี้ เจอกันเรื่องหน้าครับ THE REVENANT* ;)


SHARE
Writer
RoyaleWithCheese
nani
มีมหาฯลัยแล้ว ดังนั้นขอพื้นที่ได้ฝึกการเขียนและปลดปล่อยความคิดหน่อย

Comments

ohhoohohoohho
6 months ago
เทอมก่อนอาจารย์ก็เคยให้เขียนวิจารณ์เรื่องนี้ จากที่ดูครั้งแรกแล้วไม่ชอบ พอได้เขียนจริงๆเรากลับชอบหนังเรื่องนี้มากเลย
Reply