オンラインインタビュー!
เมื่อวานเป็นวันที่โรงเรียนที่ญี่ปุ่นนัดสอบสัมภาษณ์ออนไลน์ในแอพ Zoom ตื่นเต้นมากจนนอนไม่หลับตั้งแต่คืนก่อนหน้า นี่เป็นการพูดคุยกับคนญี่ปุ่นต่อหน้าเป็นครั้งแรกของเรา ทำให้รู้สึกกลัวมากว่าจะโต้ตอบเค้าได้ ณ ตอนนั้นรึเปล่า

ก่อนหน้านี้ทางโรงเรียนได้ส่งข้อสอบวัดระดับภาษามาให้ทำใน google form แล้วให้ส่งไปก่อนวันนัดสัมภาษาณ์ คิดว่าน่าจะใช้ประเมินระดับคำถามที่จะให้ถามนักเรียนแต่ละคน ในข้อสอบเขียนว่าทำถึงเท่าที่ทำได้ อยากหยุดทำข้อสอบเมื่อไหร่ก็กด submit ได้เลย ข้อสอบมีสูงสุด9หน้ารวมหน้าที่ใส่ชื่อและรหัสนักเรียน เราทำไปถึงหน้า6,7 ก็เริ่มทำไม่ได้แล้ว 5555 เกินระดับความรู้ เปิดดูข้อสอบจนครบแต่ไม่ได้ตอบไปเพราะไม่รู้จะเลือกตอบอะไร ถ้าจะมั่วหรือดิ่งตอบก็ไม่รู้ว่าทำไปทำไมเหมือนกัน เพราะข้อสอบนี้ทำขึ้นเพื่อให้ทางโรงเรียนจัดห้องเรียนให้ตรงกับระดับความรู้ของเราและเพื่อเลือกคำถามที่จะมาสัมภาษณ์

เรามีสัมภาษณ์ตอน10โมง แต่สะดุ้งตื่นตั้งแต่7โมงเช้าและไม่สามารถข่มตานอนต่อได้ ก่อนถึงเวลาสัมภาษณ์เราตื่นเต้นมากๆ จำได้ว่าตอนสัมภาษณ์เข้ามหาลัยเราเคยร้องไห้ในห้องสัมฯมาก่อน ตอนนั้นคณะบดีบอกว่าอยากรู้ว่านักศึกษาจะทนความกดดันได้แค่ไหน เพราะเรียนทันตะกดดันมากๆ นั่นเป็นการสัมภาษณ์ครั้งแรกและครั้งล่าสุดในชีวิต จำได้ว่าเดินออกจากห้องสัมภาษณ์รู้สึกไม่อยากเรียนคณะนี้แล้ว 555 จะรับหรือไม่รับก็แล้วแต่เลย แต่สุดท้ายเราก็ได้เข้าไปเรียนและรู้ว่าเพื่อนหลายคนก็โดนเล่นงานในห้องสัมไม่ต่างกัน

และการสัมภาษณ์กับโรงเรียนในวันนี้… จะเป็นยังไงเราก็ไม่แน่ใจแต่คงไม่มีอะไรเลวร้ายเท่าตอนนั้นแล้วล่ะ เราเข้าไปเปิดจอไอแพดแล้วนั่งรอเวลาให้อีกฝ่ายเปิดกล้องขึ้นมา ช่วงเวลาเหมือนยาวนานที่สุดในโลก พอถึงเวลา10โมงเป๊ะ ก็มีผู้หญิงคนนึงโพล่ขึ้นมาบนหน้าจอและทักทายเป็นภาษาญี่ปุ่น เราทักทายกลับ เมื่อต่างฝ่ายต่างได้ยินกันจึงเริ่มต้นการสัมภาษณ์

การสอบมีทั้งการสนทนาถามเรื่องทั่วไปและไวยาการณ์ มีเปิดรูปขึ้นมาแล้วให้ตอบว่าคนนี้กำลังทำอะไรๆ เราช็อคตรงที่มีรูปไวยากรณ์ระดับN3ที่เราเพิ่งเรียนเองด้วย เปิดรูปมาแล้วให้อธิบายว่าคนนี้บังคับให้คนนั้นดื่มเหล้า โดยจะต้องพูดทั้งประโยคและผันกิริยาให้เป็นรูปถูกให้กระทำ เราตื่นเต้นจัดจนลืมหมดว่าpatternของรูปถูกให้กระทำต้องเปลี่ยนยังไง แต่ก็มาแก้ตัวได้ในข้อถัดไป


มันยากอยู่ที่จะคุมสติแล้วผันคำกิริยาขณะที่พูด ทั้งอกรรม,สกรรมกริยาก็มา เปิดประตู/ประตูเปิดอยู่ อยากจะบ้าตาย 555  ฮาตัวเองมาก ตอบจากความทรงจำที่หลงเหลือ 555 แต่ก็ผ่านไปได้ สิ่งที่เซ็นเซย์เตรียมมาคือระดับตามข้อสอบที่เราทำได้จริงๆ รูปยกย่องก็มาด้วย เซ็นเซย์จะถามคำถามเกี่ยวกับพ่อแม่ของเราด้วยรูปยกย่อง ส่วนเราจะต้องตอบเป็นรูปธรรมดากลับไป รูปยกย่องในภาษาญี่ปุ่นจะมีศัพท์เฉพาะที่ต้องจำ เป็นการวัดว่าเราเข้าใจหรือเปล่า


ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่ละเอียดอ่อนมากจริงๆ แค่คำกิริยาตัวเดียวแต่ผันได้เป็นสิบยี่สิบรูป รูปสามารถ รูปตั้งใจ รูปคำสั่ง รูปห้ามปราม รูปยกย่อง รูปถ่อมตน รูปถูกกระทำ รูปถูกให้กระทำ(บังคับ) รูปกำลังทำ รูปแสดงความรู้สึกขอบคุณ(เขาทำสัิ่งนี้ให้ฉัน) และอื่นๆอีกมากมาย กล่าวคือภาษาญี่ปุ่นบ่งบอกทั้งอารมณ์และความรู้สึกของผู้พูดจากคำกิริยาที่ผัน โดยที่ไม่ต้องพูดคำอื่นเสริมออกมาตรงๆเลย แต่อีกฝ่ายจะรับรู้ได้ว่านี่คือการสั่งนะ นี่คือการยกย่องนะ นี่คือกำลังตั้งใจอยู่นะ… ภาษาญี่ปุ่นจึงบ่งบอกถึงวัฒนธรรมและความเป็นคนญี่ปุ่นที่ไม่ชอบพูดอะไรออกมาตรงๆได้เป็นอย่างดี

 ไหนจะใช้พูดกับคนทั่วไป หรือใช้พูดกับเพื่อนก็แยกกันอีก ปวดหัวมากแต่ก็ยังอยากเรียนต่อไป 5555 เราว่ามันเป็นเสน่ห์ของภาษาเค้ามากๆ การพูดออกมา1ประโยคสามารถบอกได้หลายอย่าง ทั้งความสัมพันธ์กับคนที่คุยด้วย และความรู้สึกของผู้พูด อย่างเพื่อน/แฟน/ครอบครัวก็จะพูดภาษากันเอง กับคนทั่วไปจะพูดภาษาสุภาพ(คล้ายๆการเติม ครับ/ค่ะ ในภาษาไทย) คือแบ่งชัดเจนมาก 555 อย่างเรากับคนคุยเก่าก็คุยภาษากันเอง ไม่ได้ใช้ภาษาสุภาพคุยกัน(แต่ตอนแรกเราใช้ภาษาสุภาพกับเค้าเพราะยังเปลี่ยนไม่เป็น 555) คงเพราะเราอายุน้อยกว่าเค้าด้วยแหละมั้ง เค้าก็เลยชิวๆ จนตอนนี้เราก็ไม่รู้นะว่าการที่เราใช้ภาษากันเองกับเค้ามันสมควรรึเปล่า ถ้าหากเค้าเกิดไม่นับว่าเราสนิทกันขนาดนั้น…? เค้าจะเห็นว่าเราไม่เจียมตัวรึเปล่าอันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เพราะเราอยากสนิทกับเค้าเราเลยพยายามใช้ภาษากันเองทั้งๆที่มันยากกว่า… ห่างกันแค่ปีเดียวคงไม่ได้แย่มากหรอกมั้ง แต่พูดไปตอนนี้เค้าก็คงไม่ได้อยากมีเราเป็นเพื่อนแล้วหนิ ช่างมันเถอะ

นอกเรื่องมาไกล พอเราสัมภาษณ์เสร็จก็รูปสึกโล่งมากๆเหมือนยกภูเขาออกจากอก จัดเป็นประสบการณ์การคุยกับคนญี่ปุ่นแบบต่อหน้าตรงๆครั้งแรกที่ไม่เลว เรายังฟังเข้าใจและตอบโต้ได้ถึงสิ่งที่เค้าต้องการจะทราบ ถึงแม้บางทีต้องขอเวลาผันกิริยา 5555 คิดว่าเรื่องภาษาถ้ายิ่งใช้บ่อยก็จะชินและใช้ได้อย่างคล่องแคล้วเป็นธรรมชาติมากขึ้น การทำข้อสอบกับการใช้จริงมันต่างกัน ในข้อสอบเรามีเวลาคิดและอ่านให้แน่ใจ แม้แต่การพิมพ์แชทก็ยังไม่เท่าการพูดคุยตรงๆกับเจ้าของภาษา จากตอนแรกที่ตัวเราอาจคิดว่าเราสามารถอธิบายต่อได้มากกว่านี้ แต่พอถึงเวลาต้องพูดจริงๆกลับหลงเหลือแค่คำตอบสั้นๆ 5555 กลายเป็นคนตอบอะไรห้วนๆไปโดยปริยาย

ตอนนี้เราก็ยังลุ้นสถานการณ์แบบวันต่อวันเหมือนเดิม ล่าสุดญี่ปุ่นประกาศว่าคนที่มาจากประเทศไทยหลังวันที่ 28 มีนาคม จะต้องกักตัว14วัน เราเริ่มเสียวสันหลังวาบภาวนาว่ามันจะไม่แย่ไปกว่านี้ถึงขั้นห้ามเข้าประเทศ เรายอมกักตัว14วันหลังจากไปถึงญี่ปุ่น วีซ่า 2 ปี 3 เดือนของเราคงใช้อย่างคุ้มค่ามากๆเพราะไม่รู้จะกลับไทยได้เมื่อไหร่ 555 ไปตอนนี้ก็กลับมาไม่ได้แล้ว

ถ้าผ่านจุดนี้ไปได้เราคิดว่าเราจะแข็งแกร่งขึ้นมาก สู้ๆค่ะ
SHARE
Writer
HermioneRiddle
Student
My personal Diary

Comments