กระทันหัน


สวัสดีค่ะ ความจริงช่วงเวลาที่ทุกคนกักตัวกันอยู่เรากำลังวุ่นวายมากๆกับชีวิตเรา อยู่ๆเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วทางเอเจนต์ที่จะส่งเราไปเรียนญี่ปุ่นก็ไลน์มาบอกกำหนดการเปิดภาคเรียน!! สรุปก็คือเราได้ไปค่ะ 

คราวนี้เราก็ลนลานมากเพราะคิดว่าไม่ได้ไปแล้ว เตรียมแผนการอ่านหนังสืออยู่บ้านชิวๆเรียบร้อย แต่ตอนนี้ก็คือวิ่งวุ่นเลยค่ะ ทั้งไปโอนค่าเทอม สมัครบัตรเครดิตใช้ต่างประเทศ เอาใบตม.ตัวจริงไปยื่นขอวีซ่า, จองตั๋วเครื่องบิน, ไหนโรงเรียนจะนัดทำข้อสอบและสัมภาษณ์ออนไลน์อีก เรายุ่งมากจนหัวจะระเบิด ในเวลาที่ไม่ควรออกจากบ้านที่สุด

ทุกอย่างก็ดูไปได้ดี จนเรามาจองตั๋วเครื่องบินของการบินไทยไปลงนาริตะ แล้วให้ทางโรงเรียนญี่ปุ่นมาpick up พร้อมกับนักเรียนต่างชาติอื่นๆ แต่อยู่ๆการบินไทยก็ canceled flight ทั้งหมดแบบสายฟ้าแล่บ ทำให้เราต้องบินกับ Japan airlines (JAL)แทน แต่ปัญหาก็คือวันที่เราจะบินมีแต่เครื่องไปลงสนามบินฮาเนดะ แปลว่าจะไม่มีใครมารับเราไปต่อ

แล้วจะทำไง? ไปเองจะรอดมั้ยคนเดียว? แล้วก็ทุกครั้งที่แม่พูดว่าอย่างน้อยเราก็ยังโชคดีที่มีเพื่อนอยู่โตเกียวนะ เราก็ยิ่งอยากจะร้องไห้ คือเรามีเพื่อนคนนึงที่ยังติดต่อกันอยู่จริง แต่ใจเราก็มักจะเผลอคิดถึงใครอีกคนที่ตอนนี้ไม่รู้จักกันแล้ว ..

เราไม่อยากจะไปรบกวนใครเลย แต่แม่ก็บอกว่าให้เพื่อนที่ญี่ปุ่นมารับที่สนามบินมั้ย แล้วออกค่าเดินทางให้เค้า บอกให้เค้าช่วยมาพาเราไปส่งโรงเรียนก่อน ไหนจะกระเป๋าเดินทางอะไรอีก ไปคนเดียวจะไหวหรอ เราเลยไลน์ไปถามเพื่อน เพื่อนก็ดีมากยินดีที่จะมารับเรา แต่ถ้าหาทางอื่นได้เราก็จะไม่รบกวน ตอนนี้อยู่แบบสถานการณ์วันต่อวันจริงๆ  อยู่ๆไทยเกิดปิดประเทศก่อนวันที่เราบินก็คงไม่ได้ไปอีก... เห้อ


‪ช่วงนี้เราต้องบอกตัวเองให้ใจเย็นๆตลอด อย่าเผลอทำอะไรลงไปตอนกำลังรนหรือสิ้นหวังไร้ที่พึ่ง คนคุยเก่าอยู่ๆก็ไม่รู้เป็นอะไร ก่อนหน้านี้เราเข้าเฟสไปเปลี่ยนรูปปกเป็นวิวทางเดินและมีดอกซากุระ หลังจากนั้นอีกไม่กี่วัน เราเข้าไปส่องเค้าในแอพแรกที่เคยคุยกัน ปรากฏว่านางขึ้นไบโอว่า ‘อยู่ญี่ปุ่นรึเปล่า, ไม่มีใครแนะนำเพื่อนคนไทยที่อยู่ญี่ปุ่นได้เลยรึเปล่านะ’ ทั้งๆที่ไบโอของนางเคยว่างเปล่ามาครึ่งปีตั้งแต่ที่เลิกคุยกัน

เราอ่านแล้วก็แบบ อิหยังวะ ต้องการเพื่อนคนไทยที่อยู่ญี่ปุ่น? เธอก็รู้ตั้งนานแล้วหนิว่าฉันจะไปเรียนญี่ปุ่นแต่ก็ไม่เห็นทักกันสักคำตั้งแต่โคโรน่าระบาดละ สรุปเธอไม่อยากได้ฉันเป็นเพื่อนสินะ? แต่อีกใจก็แอบคิดเข้าข้างตัวเองว่า หรือเค้าคิดว่าตอนนี้เราอยู่ญี่ปุ่นแล้ว แต่ไม่กล้าทักมาเพราะดองเรานานเกินไป? ก็เลยมาตั้งไบโอในแอพนี้? โอ้ย หยุดเพ้อเจ้อได้แล้ว คนแบบนั้นอ่ะนะจะมาคิดถึงเรา ถ้าอยากคุยกันเค้าก็คงไม่ทิ้งเราไปแบบนั้นหรอก นี่มันก็ครึ่งปีแล้วนับตั้งแต่เค้าตอบครั้งสุดท้ายน่ะ ทั้งๆที่มีโอกาสจะกลับมาตั้งหลายครั้งแต่ก็เลือกที่จะไม่กลับเอง แล้วนี่อะไร จะให้เราเป็นฝ่ายทักไปอีกหรอ มันจะมากเกินไปรึเปล่า?

คนบ้าอะไรจะมีอารมณ์ทักไปบอกว่า นี่ ฉันอยู่ประเทศเธอแล้วนะ ทั้งๆที่เค้าไม่ตอบแชทมา6เดือนวะ? you got me feeling like psychoจริงๆ ไม่ เราไม่อยากเป็นคนบ้าในสายตาเธอมากไปกว่านี้แล้ว 

ถ้าอยากมีเราก็ show your afford สิ จะขอโทษหรืออะไรก็ว่ามา แต่ถ้าทำไม่ได้ก็จำไว้เป็นบทเรียนนะ ว่าถ้าปล่อยมือจากสิ่งที่ดี ก็จะไม่มีวันกลับไปได้อีก ใช่.. เธอกลับมาไม่ได้หรอก เพราะเธอจะแพ้ความละอายใจของตัวเองในสิ่งที่ทำกับฉัน ถ้าคิดถึงฉัน นี่ก็คือบทลงโทษที่ไม่ยอมรักษาเอาไว้ไง

เราเคยคิดว่าถ้าเค้ากลับมาตอนนี้ = หน้าด้าน แต่ทำไมเราถึงได้อยากเห็นเค้ายอมลดอีโก้ตัวเองลงแล้วกลับมาวะ

ความจริงอีกก็คือเรื่องของเค้าเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากจะฟังแล้วด้วยซ้ำ แต่ทำไมเราถึงไม่ไปจากตรงนี้สักที ?

‘แกคงชอบเค้ามากเลยสิ..ต้องชอบมากถึงได้เป็นแบบนี้ แกยังอยากจะหาหนทางคีพเค้าเอาไว้ในชีวิตอีกหรอ’ เพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นหลังจากที่ฟังเราพูดเรื่องของเค้าแบบแรนด้อมขึ้นมาเฉยๆ เพราะอยู่ๆก็คิดถึงหนักมาก

นั่นสิ... ทำไมเราถึงชอบหาข้ออ้างที่จะคีพเค้าไว้ในชีวิตอยู่ได้ ทั้งๆที่มันก็จบไปตั้งนานแล้ว สิ่งที่เราคิดว่าเราทำจนถึงที่สุดแล้ว แต่พอมีโอกาสก็อยากจะลองอีกสักครั้ง

ถ้าหากว่า.. ทักไปถามเค้าในแอพนั้นเรื่องสถาการณ์ไวรัส... บอกเค้าว่าเราต้องการรู้จริงๆเพราะเราจะไปเรียนล่ะ?..

เห้อ นี่มันบ้อบออะไรวะ งงตัวเองเหลือเกิน จะยอมเสี่ยงเสียใจกับคนๆนี้ไปอีกกี่ครั้งถึงจะพอ จะยอมเสี่ยงโดยเมินเป็นรอบที่3 หรอ? แบบนั้นมันเกินรับได้แล้วนะ มีศักดิ์ศรีบ้างเหมือนที่มีมาตลอดอ่ะ ทำได้มั้ย?

ความรู้สึกมันตีกันมั่วไปหมด ไม่รู้เลยว่าเค้าคิดยังไง หรือเราจะกลายเป็นแค่คนบ้าที่ยังนึกถึงเค้าในเวลาแบบนี้จริงๆ

ก่อนหน้านี้เราแอบน้อยใจว่าเรากำลังจะไปในที่ๆเค้าอยู่ แต่เราก็ไม่มีสิทธิแม้แต่จะบอกกับเค้า เราต้องทำเหมือนกับว่าสถานที่ตรงนั้นไม่มีคนที่รู้จักรออยู่เลย...

บางทีเค้าอาจจะไม่อยากให้เราไปเป็นภาระของเค้าก็ได้มั้ง เพราะถ้าเราไปอยู่ญี่ปุ่น เราคงต้องพึ่งเค้าหลายๆอย่าง เราคงทำอะไรไม่ถูก ดีแล้วล่ะที่เลิกคุยกันจะได้ไม่เป็นภาระของเค้า เค้าก็คงไม่ได้อยากจะมีเราเป็นเพื่อนหรืออะไรสักหน่อย...

เราไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับความรู้สึกนี้ดี ช่วงเวลาแบบนี้มันอึดอัด เราก็เกือบจะทักไปหาเค้าหลายรอบแล้ว มันแย่มากๆ วันนึงคิดได้อีกวันคิดไม่ได้
ส่วนเรื่องเรียนของเราคือมันเป็นปีที่ซวยมากๆเพราะมีไวรัส ทำให้นักเรียนไทยที่จะไปเรียนที่เดียวกัน ส่วนนึงยกเลิก อีกส่วนก็ตัดสินใจล่าช้าทำให้ไปไม่พร้อมเรา ไปไม่ทันกำหนดการของโรงเรียน คือตัวใครตัวมันของจริงเลย ไม่งั้นทุกปีคนที่ไปเรียนก็จะเกาะกลุ่มกันตั้งแต่อยู่ที่สนามบิน แต่ปีนี้เหมือนต่างคนต่างไป รู้สึกว้าเหว่มากๆ ;(


เราก็คงต้องสู้ชีวิตต่อไป ถ้าไม่ไปตอนนี้ญี่ปุ่นก็อาจจะแบนไทยในไม่ช้า คราวนี้เราอาจจะต้องเรียนเองที่บ้านจนได้N2 5555 พูดเหมือนขำแต่โคตรไม่โอเค คิดว่าไปตอนนี้ดีกว่า ประเทศไทยก็ไม่ได้ปลอดภัยไปกว่าญี่ปุ่นแล้วด้วย ถ้ามองระยะยาวคืออนาคตเราดับแน่ๆถ้าอยู่ไทยต่อและจะดับต่อเนื่องจนกว่าไวรัสจะสงบ คนภายนอกคงมองว่าบ้านเราบ้าที่ส่งลูกสาวไปเรียนต่างประเทศตอนนี้ แต่ทุกคนมีเหตุผลของตัวเองค่ะ เราคิดมาดีแล้ว

เป็นกำลังใจให้ทุกคนเหมือนกันค่ะ
SHARE
Writer
HermioneRiddle
Student
My personal Diary

Comments