โรคระบาด และ กษัตริย์เผด็จการ ของโทมัส ฮอบส์
 
โทมัส ฮอบส์(Thomas hobbes) เป็นชื่อนักคิดฝั่ง “เสรีนิยม” ในตำนาน ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “บิดาแห่งทฤษฎีสัญญาประชาคม” เคียงคู่กับ “จอห์น ล็อค”(John locke) (และอาจมีคนอื่นเพิ่มเติม) เป็นบิดาแห่ง ทฤษฎีพฤติกรรมศาสตร์ และ จิตวิทยาเชิงกำหนดนิยม เป็นผู้สร้างสัตว์ประหลาดยักษ์ใต้ท้องทะเล (อันมีนามว่า Leviathan) ให้ผุดขึ้นมาบนมโนทัศน์ทางการเมืองของนักคิดทางการเมืองตะวันตกหลายยุคหลายสมัย

ในตอนนี้ ผู้อ่านที่ไม่ใช่คริสเตียนบางคนอาจสงสัยขึ้นมาว่า อะไรคือ Leviathan ?

ไอ่เจ้าตัว Leviathan นี่ มันคือ “สัตว์ร้ายในทะเล ตามความในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลในศาสนาคริสต์ อ้างไว้ในพระพันธสัญญาเดิม (เพลงสดุดี 74:13-14; โยบ 41; และ อิสยาห์ 27:1)”

Leviathan ถูกกล่าวถึงทั้งในคัมภีร์ยิวและไบเบิ้ล ว่าเป็นสัตว์ทะเลขนาดยักษ์ มีหลายหัว มีฟันแหลมคมเหมือนจระเข้ มีดวงตาดั่งขนตาของตะวัน (หมายถึงมันโผล่ตาขึ้นมาเหนือน้ำเหมือนที่จระเข้ทำเวลาล่าเหยื่อ ตามันจะโผล่พ้นน้ำมาเล็กน้อย เหมือนพระอาทิตย์โผล่พ้นเหลี่ยมเขาในตอนเช้า) บางครั้งมันก็ถูกกล่าวว่าเป็นพลังแห่งความสับสนวุ่นวายเมื่อครั้งสร้างโลก คัมภีร์ปฐมกาลกล่าวว่า "ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดินแผ่นดินก็ว่างเปล่า ความมืดอยู่เหนือน้ำ และพระวิญญาณของพระเจ้าปกอยู่เหนือน้ำนั้น"...

นั่นแหละครับ เอาเป็นว่ามันเป็นสัตว์ประหลาดสุดน่าสะพรึง ที่มนุษย์ธรรมดา ๆ อย่างพวกเราไม่มีทางต่อสู้ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเราลองหลับตาจินตนาการว่า หากเรากำลังดำน้ำดูปะการังอยู่กลางทะเลลึกที่ไหนสักแห่ง และ ฉับพลันทันใดนั้น เราก็เห็นสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์ระดับที่ Megelodon ยังไม่กล้าไฝว้ด้วย แถมยังเป็นรูปทรงงูอีก ค่อยๆ ว่ายพุ่งขึ้นมาหาเราจากก้นบึ้งของมหาสมุทรอันดำมืด เราคงหาความกลัวใดๆ มาเทียบกับการประสบเหตุการณ์นี้ได้ยาก

ความกลัวในดีกรีนั้น สำหรับฮอบส์แล้ว มันมีดีกรีพอๆ กับความน่ากลัวของผู้คนในสังคมอนารยะ หรือ สังคมที่ไร้รัฐ ไร้องค์อธิปัตย์ ไร้กฎหมาย

เพราะมัน คือ “Bellum omnium contra omnes”  
อะไรนะ ?

“"the war of all against all" (สงครามของมนุษย์ทุกคน ต่อมนุษย์ทุกคน)
 
กล่าวคือ สภาวะแห่งความวุ่นวายโกลาหล การฆาตกรรม ชิงทรัพย์ ปล้น จี้ ฯลฯ สารพัดเกิดขึ้น โดยไม่เว้นแม้แต่คนในครอบครัว อาจจะเกิดลูกฆ่าพ่อ แม่ฆ่าลูก ปู่เอาวีลแชร์ทุ่มใส่หลาน เพื่อนบ้านข้ามมาขโมยแมวที่บ้านไป ฯลฯ อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ เพราะ แท้จริงแล้วมนุษย์ในสภาวะธรรมชาติ ไม่ได้มีเหตุผลใด ๆ เลย ที่จะไม่ทำร้ายกัน หรือ แก่งแย่งชิงดีกัน

ยกเว้นแต่มีการ “ทำสัญญา” กันขึ้น (ซึ่งสัญญาที่ว่านี้ คือ อะไร เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังในส่วนต่อไปนะครับ)

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เฮียฮอบส์ เนี่ยแกไปเอาไอเดียสุดสยองเกี่ยวกับ “มนุษย์ในสภาวะธรรมชาติ/สภาวะไร้รัฐ” นี่มาจากไหน ?

เมื่อก่อนผมเคยเข้าใจว่า คงเป็นเพราะแกเป็นคนที่เติบโตมาในอังกฤษ ยุคที่มีสงคราม แกเลยเอาภาพจำเหล่านั้นมาอธิบายว่า “มนุษย์ในสภาวะธรรมชาติ มันก็ป่าเถื่อน ฮาร์ดคอร์กันยังงี้แหละ” ซึ่งมันก็อาจจะจริงส่วนหนึ่ง แต่ในเวลาต่อมาผมก็ได้ข้อมูลเพิ่มเติม หลังจากได้ไปเป็นผู้ช่วยสอน (T.A.) ในรายวิชา “ประวัติความคิดทางการเมือง” (Po212) ของ อ.ดุลยภาพ จาตุรงคกุล ณ มธ.รังสิต

ซึ่ง อ. ก็ได้ให้ไอเดียใหม่มาว่า “ภาพจำ” ของมนุษย์ในสภาวะไร้รัฐ ของเฮียฮอบส์เนี่ย จริงๆ มาจากการระบาดของโรคร้ายใน เอเธนส์ ซึ่งระบาดใน “สงครามเพโลพอนนีเซียน” (Peloponnesian War) อันเกิดในช่วง 431–404 ปีก่อนคริสตกาล

Thucydides เป็นผู้จดบันทึกเหตุการณ์ไว้ และ ต่อมาฮอบส์ก็นำมาแปลเป็นหนังสือชื่อนี้ 
 
The plague in Athens. Thucydides. The history of the Peloponnesian War. Translated by Thomas Hobbes.
 
ซึ่งอาการของโรคก็จะประมาณนี้

“มีไข้ จากนั้นผู้มีอาการเริ่มจาม เสียงแหบ และไออย่างรุนแรง
แต่กล่าวได้ว่า โดยรวมแล้วเริ่มจากอาการในลำคอและเริ่มลงไปที่ปอดและท้อง
ผู้ป่วยเริ่มอาเจียนน้ำดี (spewing out bile) มีอาการชัก และอาเจียนแบบไม่มีสารใดออกมา 
อาการเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นเวลานาน

ส่วนผิวหนังเริ่มมีจุดแดงพร้อมตุ่มหนอง เกิดแผลเปื่อย ผู้ป่วยจะรู้สึกร่างกายร้อน ไม่สามารถห่มผ้าบางๆ ได้ และอยากสัมผัสน้ำเย็น กระหายน้ำตลอดเวลา กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ หากมีอาการติดต่อกันนานระยะหนึ่งก็จะเริ่มส่งผลต่อแขนขา มีแนวโน้มเนื้อนิ้วมือและเท้าเน่า แผลเปื่อยอย่างรุนแรง ถ่ายเหลว ท้องร่วง....” (ขอขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.silpa-mag.com/history/article_48099)

คาดว่าประชากรราวร้อยละ 25 หรือประมาณ 75,000 ถึง 100,000 คน เสียชีวิตลงเพราะโรคระบาด

และทีนี้ก็คล้ายๆ กับหลายๆ ที่บนโลก ณ ขณะนี้เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ Covid 19 ลง นั่นคือ ประชาชน เหลือจะทนแล้วนั่น กับการจัดการของรัฐบาลที่แสนห่วยแตก และ ด้วยความต้องการเอาชีวิตรอด การปล้นชิง อาหาร ยา ทรัพยากรในการยังชีพต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างโกลาหล ไม่มีใครห้ามใครได้ เรียกอีกแง่ว่า “รัฐมันไร้น้ำยาไปแล้ว” ก็ว่าได้ จนทำให้คนไม่สนกฎหมายละ ต้องเอาชีวิตรอดก่อน

ซึ่งเหตุการณ์โรคระบาดท่ามกลางสงคราม ไม่ได้เพียงสั่นคลอนชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนเท่านั้น หากแต่ยังกระทบไปถึง วิถีการปกครองของชาวเอเธนส์ด้วย หลังจาก “เพริคลีส” ผู้นำฝั่งเอเธนส์ดันได้เสด็จสู่ยมโลกคาลัย ซะยังงั้น

“ อ.โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ เล่าว่า ผู้นำคนใหม่ของเอเธนส์ ไม่มีความสามารถและบารมีเหมือนกับเพริคลีส จนเอเธนส์แตกออกเป็น 2 ฝั่ง คือ ประชาธิปไตยและนิยมเผด็จการ

ทิวซิดิดีส เอ่ยถึงอิทธิพลของเพริคลีส ว่า “ในเวลานี้ เอเธนส์เป็นประชาธิปไตยในนาม แต่ที่จริงแล้วอยู่ภายใต้การสั่งการของผู้นำสูงสุด (the first man)” นั่นย่อมแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของเพริคลีส ที่สามารถโน้มน้าวใจประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ เขาสั่งการว่าให้ใครทำอะไรและพวกเขาก็ทำตาม แต่เมื่อผู้นำรายนี้จากไปก็ไม่มีใครเทียบเท่าเขามาสานต่อ”

นั่นแหละครับ เป็นที่มาของ มโนทัศน์ทางการเมืองของฮอบส์ ที่เปรียบเทียบว่า ความน่ากลัวของสภาวะ “ไร้รัฐ” (หรือรัฐไม่มีประสิทธิภาพ/ไม่สามารถ พิทักษ์รักษาชีวิตของพลเมืองได้) นั้นไม่ต่างจากความน่ากลัวของเจ้าสัตว์ประหลาดสุดอลังการอย่าง Leviathan เลย

ซึ่งการจะทำให้สภาวะแห่งความวุ่นวาย โกลาหล และ ป่าเถื่อนนี้ หยุดลงได้ มีเพียงวิธีเดียว (ในข้อเสนอของฮอบส์) นั่นคือ ..

“การมีองค์อธิปัตย์ที่เป็นเผด็จการเต็มรูปแบบ!!” 
 
หรือ ถ้าอธิบายให้ยากขึ้นหน่อย คือ ต้องมีอำนาจกลาง โดยบทบาทของอำนาจกลางคือ 

การทำให้ปัจเจกเชื่องเชื่อด้วยความรู้สึกอันไร้ค่าที่พวกเขา (universis minores) มีเมื่อเทียบกับ ความยิ่งใหญ่ ความน่าสะพรึงกลัว และศักดิ์ศรีอันล้นพ้นของตัวอำนาจกลางเอง (singulis maiores) (18:18) 

, และต้องทำให้มนุษย์เชื่อว่า การชนะในภาวะสงครามนำมาสู่ความได้เปรียบในระยะสั้น แต่การมีสันติภาพ (ภายใต้อำนาจกลาง) จะนำไปสู่ความมั่นคงในระยะยาว. 

หรือสรุปง่าย ๆ คือ องค์อธิปัตย์ (ในที่นี้ฮอบส์บอกว่าเป็น กษัตริย์) จะเป็นผู้ที่รวบอำนาจทุกอย่าง ไม่ว่าจะบริหาร,ตุลาการ,นิติบัญญัติ หรือ แม้กระทั่งการ “ตีความคัมภีร์ทางศาสนา” ก็เป็นอำนาจของกษัตริย์ด้วย!

ประชาชนไม่มีสิทธิตั้งคำถาม หรือ ขัดแย้งอะไรกับองค์อธิปัตย์ทั้งนั้น ... เว้นแต่มีสิทธิเดียวนั่น คือ..

“สิทธิในการหนี”  

เพราะเป็นสิทธิที่มีโดยธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนก่อนจะเข้าสู่สภาวะที่มีรัฐ

เห็นได้จากประโยคนี้ในหนังสือ Leviathan

“ฉัน authorise ให้ท่านสามารถใช้สิทธิที่ท่านมีในการทำอะไรก็ได้อย่างถูกต้องและชอบธรรม หมายความว่า ท่านจะทำอะไรกับฉันก็ทำแต่ฉันขอเพียงสิทธิในการป้องกันตัวเมื่อท่านพยายามอย่างชอบธรรมที่จะมาฆ่าฉัน” (“It is one thing to say kill me, or my fellow, if you please, another thing to say I will kill myself, or my fellow.” (21:14)

และแน่นอนว่าองค์อธิปัตย์เองก็มี “สิทธิในการตามหาและจับกุม แม้กระทั่งฆ่าคนที่หนี” ได้

ทีนี้กลับมาเรื่องของ “สัญญา” หรือในที่นี้คือ “สัญญาประชาคม” 

ฮอบส์อธิบายว่า ปัจเจกได้สละสิทธิของตัวเอง (ยกเว้น สิทธิในการมีชีวิตอยู่) ให้กับ องค์อธิปัตย์ เพื่อให้องค์อธิปัตย์นั้นพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชีวิตของปัจเจกแต่ละคน (เรียกว่าเป็นการ Authorizationก็ว่าได้) โดยหลักการของมันมีอยู่ 2 ข้อหลักๆ

“1 คือ ผู้ปกครองไม่ได้เป็นผู้สัญญา เป็นเพียงผู้รับประโยชน์จากสัญญาเพราะฉะนั้นราษฎรผู้อยู่ใต้การปกครองจึงไม่อาจที่จะกล่าวหาว่าผู้ปกครองทำผิดสัญญาได้เลย ผู้ปกครองไม่ว่าทำอะไรก็ตามจะกล่าวอ้างว่าทำผิดสัญญาไม่ได้ เพราะตัวเองไม่ใช่ผู้ปกครอง ไม่ใช่ผู้สัญญา

ประการที่ 2 คือ เมื่อทุกคนยอมสละทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองมีอยู่ในสภาวะธรรมชาติให้แก่ผู้ปกครองก็เท่ากับว่าผู้ปกครองสามารถที่จะกำหนดวิถีชีวิตกำหนดชะตากรรมของราษฎรแต่ละคนได้อย่างเต็มที่ มีอำนาจเหนือราษฎรในทุกแง่ทุกมุมในทุกทาง เพราะราษฎรยอมสละทุกสิ่งทุกอย่างให้ผู้ปกครองไปหมดแล้ว ผู้ปกครองจึงมีอำนาจเด็ดขาด
 
ด้วยเหตุนี้สัญญาประชาคมของ โทมัส ฮ็อบส์ จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นสัญญาสวามิภักดิ์ ผลจากคำสอนของ โทมัส ฮ็อบส์ ทำให้รัฐเป็นรัฐที่เราเรียกว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือ ผู้ปกครองมีอำนาจอย่างไม่มีขอบเขตจำกัดและสามารถกำหนดวิถีชีวิตของราษฎรที่อยู่ใต้ปกครองได้อย่างเต็มที่” (จาก FB:sittikorn saksang)



auctoritas non Veritas facit legem

(Authority, not truth, makes Law)
 ซึ่งการจะเป็น องค์อธิปัตย์ได้นั้น แม้ว่าฮอบส์จะเป็นนักปรัชญาคนแรก ๆ ที่เสนอว่า อำนาจขององค์อธิปัตย์/กษัตริย์ มาจาก “ประชาชน” (ไม่เหมือนที่มาของอำนาจกษัตริย์แบบเก่าๆ ที่ อำนาจมาจากโป๊ปแต่งตั้ง,เป็นโอรสสวรรค์,เป็นเชื้อสายของเทพฯลฯ) และหลังการ Authorization แล้วประชาชนกับกษัตริย์ก็เป็นเนื้อเดียวกัน(เหมือนปกหนังสือ Leviathan ที่ผมแปะไว้ข้างบน) ทุกการกระทำของกษัตริย์ถือว่าเป็นการกระทำของประชาชนทุกคน

แต่คุณสมบัติของการเป็นกษัตริย์/องค์อธิปัตย์ นั้น จะว่ามากก็มาก จะว่าน้อยก็น้อย เพราะมันมีแค่ข้อเดียว คือ

“การมีความน่าสะพรึงกลัวจนปัจเจกทุกคนไม่อาจกล้าท้าทายได้” (เหมือนโควทที่ผมแปะไว้ข้างต้น)

กล่าวอีกแง่ คือ กษัตริย์ไม่ได้จำเป็นต้อง เป็นคนดี ฉลาด มีศีลธรรม พระเจ้าส่งลงมา ฯลฯ ขอแค่มีอำนาจให้คนกลัวได้ก็เพียงพอแล้ว ต้องน่ากลัวยังกะ Leviathan !

หรือถ้าพูดแบบ บ้านๆ หน่อย ก็เหมือนมีคนทะเลาะกันในบาร์เหล้า และ ทันใดนั้นมีคนชักปืนขึ้นยิงขู่ เผอิญว่าปืนของคนๆ นั้นมันดันใหญ่กว่าปืนของคนอื่นๆ ในบาร์ เจ้าของปืนโตนั้นก็ คือ องค์อธิปัตย์  

ซึ่งวิธีคิดแบบนี้ เป็นชุดความคิดที่สร้างความชอบธรรมให้กับการถืออำนาจเผด็จการ ในหลายๆรัฐ หลายๆยุคสมัย

โดยการอ้างถึง “สภาวการณ์ฉุกเฉิน” ที่ถึงเวลาที่ประชาชนผู้ต่ำต้อยต้องส่องไฟรูปค้างคาว เรียก “SuPer HeRo” ออกมา “รักษาความสงบ” ของสังคมโดยพลัน เรื่องประชาธิปไตยอะไรนั่นเอาไว้ก่อน ไม่งั้นพวกเราจะตายกันหมด! 

ซึ่งในแง่นึงมันก็ถูกของเขานะ ถ้า “สภาวการณ์ฉุกเฉิน” ที่ว่านี่มันเป็นสิ่งที่ฉุกเฉินจริง ๆ เช่น เกิดสงคราม หรือ โรคระบาดที่ร้ายแรง การที่ให้ผู้นำคนเดียว รวบอำนาจและสั่งการต่างๆ ย่อมมีประสิทธิภาพกว่า การมาคอยต้องประชุมยกโหวตกันว่าจะทำ/ไม่ทำอะไร อาจไม่ทันการ เพราะอยู่ในสภาวะสงครามที่ต้องด่วนตัดสินใจ
 
แต่สิ่งที่ผมอยากชักชวนให้เพื่อน ๆ ตั้งคำถามดูว่า แล้วไอ่ “สถานการณ์ฉุกเฉิน” ที่ว่ามานั้น กี่ครั้ง ที่มัน “ฉุกเฉิน” จริงๆ ไม่ใช่เป็นเพียงการ “สร้างสถานการณ์” (อันนี้ผมไม่ได้หมายถึงเคส Covid 19 นะ เพราะคนก็เสียชีวิตกันจริงๆ) อย่างการขึ้นสู่อำนาจของลุงคนนึงโดยอ้างว่า “ถ้าเขาไม่ออกมายึดอำนาจ ประชาชนจะฆ่ากันเองตายเบิ่ด” แล้วก็ลากยาวนั่งแช่เก้าอี้แห่งอำนาจแบบลากยาวมา โดย “ปลุกผีคนหน้าเหลี่ยม” ขึ้นมาหลอกเหล่าพ่อยกแม่ยก ให้พากันเข้าใจว่า “สถานการณ์มันยังฉุกเฉินอยู่ เราต้องให้ลุงยาม นั่งเก้าอี้ CEO บริษัทไปก่อน” 
 
และมากไปกว่านั้น ผมอยากให้พวกเรา ตั้งคำถามต่อการอ้าง “สถานการณ์ฉุกเฉิน” ในกรณีอื่น ๆ อันจะนำมาสู่การสร้างความชอบธรรมให้ “เผด็จการ” ไม่ว่าจะ เผด็จการทางกำลัง เผด็จการทางปัญญา เผด็จการทางประสบการณ์ ฯลฯ ขึ้นมาบงการทิศทางของสังคมที่เราอยู่ เพราะในที่สุดแล้ว

ประชาธิปไตยต่างหาก คือ คำตอบ ที่มีโอกาสถูกมากที่สุด

ทำไมน่ะหรือ คำตอบนั้นง่ายมาก เพราะ “หลายหัว ย่อมดีกว่าหัวเดียว” เท่านั้นเอง

PS. ปรัชญาการเมืองของโทมัส ฮอบส์ ถูกโจมตีและหักล้าง โดยนักคิดรุ่นหลัง ๆ และก็มีนักคิดที่สามารถ “แทงท้องของ Leviathan” จนเจ้าสัตว์ประหลาดนี้ เสื่อมความน่ากลัวลงไปได้ (ถ้ามีโอกาสผมจะมาเล่าให้ฟังในคราวต่อๆไป) แต่แนวคิดประเภทที่ว่า “มนุษย์โดยธรรมชาตินั้นป่าเถื่อนโหดร้าย” / “การปกครองแบบเผด็จการคือคำตอบเดียว”/ ก็ยังคง “ว่ายเวียน” อยู่ในมโนทัศน์ของผู้นิยมชมชอบเผด็จการหลายๆคน และ ยังถูกนำมาอ้าง ผลิตซ้ำ หลายครั้งหลายหน



ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.silpa-mag.com/history/article_48099
FB : ตำนานเทพเจ้ากรีกและสัตว์ในตำนาน
FB: sittikorn saksang
ข้อมูลจากสไลด์การสอนรายวิชา PO212 ของ อ.ดุลยภาพ จาตุรงคกุล

SHARE
Writer
K_Kabot
Drummer,Commissar,RappeR
Kalibut’s Drummer & Kabot Sabot’s Rapper --- "The Rebellion Writer" ----

Comments

pgu-15
2 months ago
สนุกมากๆเลย
Reply