Adjustment Disorders
จาก story ที่ผมเพิ่งแชร์ไปครั้งที่แล้ว อาจจะทำให้รู้ว่าผมเป็นพวกรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ไม่ดีนัก แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ความเปลี่ยนแปลงครั้งก่อนนั้น รุนแรงและเจ็บปวด มากกว่าครั้งนี้ยิ่งนัก

ย้อนไปเมื่อปี 2558 ผมสอบเข้าทำงานได้ที่องค์กรหนึ่ง ชีวิตช่วงแรกนั้น มีความสุขมาก ได้ทำงานไม่ไกลจากบ้าน เดินทางสะดวก เป็นที่รักของเพื่อนร่วมงานและเจ้านาย 

จนกระทั่ง (อีกแล้ว) ประมาณกลางปี 2559   เพื่อนร่วมงานและเจ้านายต่างย้ายกันไปหมดและไม่มีคนมาทำงานแทน ทั้งฝ่ายเหลือผมทำงานอยู่เพียงคนเดียว บรรดาผู้บริหารก็ไม่หาทางแก้ไขอะไร 

แต่เนื่องจากยังเป็นงานที่ผมยังพอจะชอบทำอยู่บ้าง แม้บางงานก็ไม่ใช่งานที่พนักงานระดับผมจะต้องทำ แต่เนื่องจากเป็นงานในฝ่ายจึงต้องทำเองทั้งหมด ตั้งแต่รับงาน ทำระบบ พิจารณา ส่งงาน และทำระบบงานออก พูดง่ายๆ ว่าตั้งแต่ต้นจนจบ 

ผมทนทำเรื่อยมาจนประมาณต้นปี 2560 เริ่มมี อาการต่างๆ เกิดขึ้น
-ไม่เข้าฟิตเนสเหมือนเดิม
-เกลียดวันอาทิตย์ตอนเย็น
-ไม่ชอบการเข้าเวร ไม่เข้าสังคม
-กินน้อยกว่าปกติ
-มีอาการกรดไหลย้อน
-เริ่มซึม หดหู่ กังวลกับเรื่องในอนาคตเสมอ
-นอนไม่หลับ ชนิดที่ว่าหัวถึงหมอน สามทุ่ม แต่หลับตีสี่เพราะในหัวคิดวกวนอยู่แต่เรื่องงาน เรื่องเรียนป.โท เรื่องอนาคต
-เริ่มคิดว่าถ้าเราไม่มีตัวตนคงจะมีความสุข

จุดแตกหักเริ่มมาถึงเมื่อวันหนึ่งจะต้องมีงานเช้าตรู่ แต่เมื่อคืนกลับไม่ได้นอนเลย เป็นงานที่ต้องร่วมกลางแจ้งและเป็นงานที่ต้องร่วมพิธีการสำคัญ ปรากฎว่าเริ่มงานไปสักพักรู้สึกอึดอัด ทั้งๆที่อยู่ในที่โล่ง อาจเพราะมีคนจำนวนมาก ยืนร่วมพิธีอย่างจริงจัง ขึงขัง เป็นระเบียบอยู่รอบข้าง รู้สึกเหมือนพื้นที่รอบข้างกำลังหดตัวลงค่อยๆ บีบผมเรื่อยๆ เรื่อยๆ ภาพต่างๆ เริ่มพร่าเลือน ขณะที่พิธีการได้เริ่มขึ้น ผมเริ่มยืนไม่ไหวและกำลังจะล้มลง ยังดีที่บรรดาพี่ๆ ข้างๆ พยายามเข้ามายึดและล็อคตัวผมไว้ด้วยการจับเข็มขัดทางด้านหลัง ไม่ให้ล้มลง และบอกให้หลับไปทั้งยืนเลย  จะให้ผมไปนั่งพักก็ไม่ได้ เพราะพิธีได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และมีการบันทึกภาพเพื่อไปเผยแพร่ด้วย ผู้คนรอบข้างต่างเข้ามาให้กำลังใจ ส่งขนม น้ำ ผ้า มาให้เนื่องๆ จนแล้วจนรอด พิธีก็ผ่านไปในเวลาประมาณ 30 นาที นี่คือครั้งแรกที่ผมรู้จักการเป็นลม

จากเหตุการณ์นี้ทำให้ผมรู้ว่า ตัวเองมีปัญหาเสียแล้ว และมันกำลังกระทบต่อการใช้ชีวิตของผมอย่างมาก จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข ผมปรึกษาหลายคนมาก บ้างว่า นั่งสมาธิ ฟังธรรมะ สวดมนต์ ซึ่งผมก็ลองทำบ้าง แต่ก็รู้ว่ามันไม่ช่วยแก้สักเท่าไหร่ จนเกิดคำถามขึ้นมาว่า ทำไมไม่พบจิตแพทย์ล่ะ?

โชคดีที่ผมไม่ใช่คนที่กลัวคนอื่นคิดว่าเป็นบ้าหรือเปล่ากับการไปพบจิตแพทย์ การพบกับคุณหมอเลยเป็นสิ่งที่ก้าวข้ามไปได้อย่างง่ายดาย

ผลตรวจออกมาพบว่าผมมีอาการ Adjustment Disorders หรือ ภาวะการปรับตัวผิดปกติ หากปล่อยไว้นานกว่านี้อาจเป็นโรคซึมเศร้าได้ หลังจากได้รับการวินิจฉัย คุณหมอก็ให้ยาปรับสารเคมีในสมองและยานอนหลับมา คืนแรกที่ได้กินเป็นคืนที่ผมหลับได้สบายที่สุดในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา แต่อาการวิตกกังวล หดหู่ เศร้า ยังคงอยู่ 

ภาวะเช่นนี้ดำเนินมาได้สักประมาณเดือนถึงสองเดือน อาการก็ดีขึ้นแต่ไม่หายขาด ผมถามคุณหมอว่าทำอย่างไรผมถึงกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม คุณหมอตอบสั้นๆ ง่ายๆ ว่า แก้ที่ต้นเหตุ 


ต้นเหตุหรอ คืออะไรละ ผมนั่งคิดกับตัวเอง
-งานที่มากเกินไปหรอ ก็ใช่
-สภาพแวดล้อมที่ทำงานหรอ ก็เข้าเค้า
-การไม่แก้ไขปัญหาเรื่องกำลังคนของผู้บริหาร  ก็จริงนะ
 
ทุกอย่างรวมศูนย์อยู่ที่การทำงานเสียทั้งหมด การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุจากเรื่องนี้ คงหนีไม่พ้น 
การลาออกอุตส่าห์ สอบเข้ามาได้ จะมาลาออกง่ายๆ ยังงี้เลยหรอ พ่อแม่จะว่ายังไง คนอื่นจะคิดกับเรายังไง เงินละจะพอใช้ไหม หากเงินเก็บหมดยังจะต้องขอเงินพ่อแม่อีกหรอเราโตแล้วนะ คำถามก็เกิดขึ้นมากมาย เสมือนสมอที่ยึดเราไว้ให้อยู่กับความเป็นจริงไม่ไหลไปตามความต้องการ

แต่แล้วบุคคลที่เข้ามาปลดล็อคปัญหานี้ พูดสั้นๆ แค่ว่า “ลาออกไหม.. ลูก” ขณะที่คุณแม่ลูบหัวผมโดยที่ผมนอนหนุนตักท่านอยู่ในคืนหนึ่งที่มันหดหู่เกินจะทนไหว

เช้าถัดมาผมจึงเขียนใบลาออก ไม่ยากเย็น ไม่คิดทบทวน ไม่มีการฉุดคิดทั้งๆที่หลายคนฉุดรั้ง ปากกาที่เขียนมันลื่นไหลดุจสายน้ำที่เชี่ยวกราก ผมหลุดพ้นแล้ว

หลังจากยื่นใบลาออกชีวิตผมเหมือนคนละคน  เมื่อพบคุณหมอเป็นครั้งสุดท้าย ก็พบคำกล่าวว่า คุณดูดีขึ้นมากนะจากเมื่อครั้งแรกที่พบหมอ

ขณะที่ผมกำลังเขียน Story นี้ ผมว่าผมก็กำลังอยู่ในช่วงเวลาดังในอดีตที่ผมพบเจอ ผมได้บทเรียน ผมได้เรียนรู้ ผมได้พบทางออก แต่ปัญหาในครั้งนี้(ขอให้)ไม่หนักหนาสาหัสเท่าครั้งก่อน ผมภาวนาให้ตัวเองผ่านมันไปได้ ไม่ต้องกลับไปนอนหนุนตักแม่ในคืนที่หดหู่เกินทนทานอีก


SHARE
Writer
PJi
Reader

Comments

WannyJJ
4 days ago
คุณแม่น่ารักมากเลย
Reply