Write with passion: เหตุใดฉันจึงเขียน

อะไรคือจุดเริ่มต้นในการเขียนของพวกคุณ?

ส่วนของฉัน ฉันริเริ่มเขียนจริงจังครั้งแรกตอนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ จากเด็กสาวที่เคยปรามาสนิยายว่า ยืดเยื้อ รุงรัง และเต็มไปด้วยถ้อยคำวุ่นวายบนหน้ากระดาษ

จุดเริ่มต้นการเขียนของฉัน มาจากการอ่านนิยายตอนม.ต้น ฉันตกหลุมรักการอ่านนิยายเข้าอย่างจัง และรับจ้างทำการบ้านอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อแลกกับการที่เพื่อนจะให้ยืมอ่านนิยายหนึ่งเล่มต่อหนึ่งงาน

ไม่ต้องถามว่า ฉันทำงานหามรุ่งหามค่ำแค่ไหน แต่นั่นแหละ การรับจ้างทำการบ้าน ทำให้ฉันมีนิยายอ่านไม่อั้น โดยไม่ต้องควักเงินสักแดงเดียว

การเขียนหนังสือกลายมาเป็นความสุขของฉัน ฉันใช้เวลาข้ามวันคืนไปกับการพร่างพรมนิ้วมือลงบนแป้นพิมพ์ บางครั้งจากบ่ายสามถึงตีสี่ อย่างปราศจากความง่วงหงาวหาวนอน และผลาญช่วงกลางวันไปกับการจินตนาการว่า ตอนต่อไปควรจะเขียนอย่างไร เนื้อเรื่องควรดำเนินต่อไปแบบไหน พระเอกนางเอกควรรักกันอย่างไร แล้วคู่รองล่ะ ราวกับเครื่องจักรที่ผลิตเรื่องราวออกมาไม่หยุด

ฉันมีความสุขเหลือเกิน เหลือล้น ทั้งจากการเขียนและการจับกลุ่มสนทนากับเพื่อนนักเขียนด้วยกัน

บางวันยิ้มกริ่มไปกับคอมเมนต์ของนักอ่าน บางวันคร่ำครวญหวนไห้ไปกับคอมเมนต์ของนักอ่านเช่นกัน ฉันลุ้นอยู่แทบทุกวินาทีว่า นักอ่านจะพูดถึงเรื่องราวของฉันอย่างไร พวกเขาจะชอบไหม จะสุขไหมกับสิ่งที่ฉันเขียน

น้องชายฉันเหน็บแนมว่า แค่ฉันเปิดเช็กหน้านิยายตัวเอง วิวก็ปาไปหนึ่งหมื่นแล้ว 

เมื่อใดที่ฉันท้อ ตัวละครและจิตสำนึกมักจะรบเร้าให้ฉันเขียนเสมอ ราวกับพวกเขาไม่ยอมให้ฉันทิ้ง หรือบางทีก็คงเป็นฉันเองแหละที่ไม่กล้าทิ้งพวกเขา เพราะพวกเขาเป็นความสุขของฉัน 

ช่วงเวลาแห่งการผลิตเรื่องราว ทำให้ฉันต้องนำแล็ปท็อปไปซ่อมไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง พนักงานบ่นฉันอุบอิบ บางครั้งบ่นไล่หลังให้ฟัง ขณะที่ยังไม่ทันคล้อยหลังฉันด้วยซ้ำ

แม้ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยจะสับสนวุ่นวาย แต่ฉันก็พยายามหาโอกาสเขียนอะไรอยู่เสมอ แม้เรื่องเล็กน้อยก็ตาม แต่ทุกครั้งที่เขียน ฉันมีความสุข และได้รับอะไรกลับไปจากมันเสมอ

ฉันไม่มีเหตุผลให้หยุดเขียน

และไม่เสียใจหากจะไม่มีคนอ่าน

ช่วงวิกฤตโควิด ๑๙ เป็นเวลาทองแห่งการอ่านโดยแท้จริง ฉันคว้าหนังสือออกจากชั้น หลังจากไม่ได้ฤกษ์อ่านหนังสือเล่มนี้สักที หนังสือเรื่องนี้ชื่อว่า 

  FOLLOW YOUR PASSION FIND YOUR POWER

กล่าวถึงการใช้กฎแห่งแรงดึงดูด จริงๆ ฉันไม่ได้สนใจมันมากนัก แต่แล้วก็สะดุดตาอยู่ที่หน้า ๘๐

มีช่วงตอนหนึ่งในหนังสือกล่าวถึงการสร้างมโนภาพ ตามหลักกฎแห่งแรงดึงดูด การสร้างมโนภาพเป็นสิ่งสำคัญในการพาเราเข้าใกล้สู่ความสำเร็จและความหลงใหลของเรา เป็นการปลดล็อกเราจากข้อจำกัดต่างๆ หรือสิ่งกีดขวางทางความคิด และการเขียนเป็นหนึ่งในเครื่องมือการสร้างมโนภาพอย่างหนึ่งที่ทรงพลัง

ในหนังสืออธิบายไว้ว่า

๑) การเขียนทำให้เปลี่ยนความคิดนามธรรมในหัวเราเป็นสิ่งที่จับต้องได้หรือรูปธรรมบนหน้ากระดาษ/หน้าจอคอมพิวเตอร์

๒) การเขียนช่วยให้เรามองทุกอย่างชัดขึ้น และรู้ว่า สิ่งใดคือสิ่งที่เราต้องการโดยแท้จริง

๓) การเขียนช่วยให้ความปรารถนาของเราออกมาชัดเจน ไม่ถูก "ห้อมล้อม" ด้วยความคิดที่สับสนยุ่งเหยิง 

ฉันทวนอ่านหลายครั้ง เชื่อถ้อยคำบนหน้ากระดาษนี้อย่างสนิทใจ

มันคือเหตุผลที่ทำไมฉันไม่หยุดเขียน ฉันเปิดแล็ปท็อปขึ้น และพร่างพรมปลายนิ้วของตนเองลงบนแป้นพิมพ์ 

และฉันก็หวังว่า พวกคุณจะไม่หยุดเขียนเช่นกัน


 

SHARE
Writer
set-weret
Anthropologist
เป็นทั้งนักเขียน, นักมานุษยวิทยา และเด็กลูกครึ่งจีนโพ้นทะเลที่หลงใหลในวัฒนธรรมอินเดีย เลยตัดสินใจเรียนวิชาโทภาษาฮินดี และขอบุพการีไปเรียนภาษาที่อินเดียเป็นเวลาหนึ่งเดือน ใช้ชีวิตไปกับการอ่านการขีดเขียน และตะลอนกินอาหารไปทั่ว

Comments

Monfull
6 days ago
ขอบคุณ​มากๆเลยนะคะ​ เราที่กำลังท้อแท้กับการเขียนมากๆ​ เพราะด้วยสาเหตุที่หลายๆสาเหตุ​ พอได้อ่านประโยค​ที่คุณเรียบเรียงมาเป็นบทความนี้มันทัชใจมากๆเลยค่ะ​ ขอบคุณ​นะคะ
Reply
set-weret
6 days ago
เข้าใจเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ๆ ค่ะ 😊