push and pull
ฉันรู้สึกว่ามันมีอะไรแปลกๆ ในความสัมพันธ์ของเรา

เราคุยกันมาเกือบห้าเดือน

เธอเคยขอฉันเป็นแฟนสามครั้ง

ฉันยังไม่ได้ตกลงสักครั้ง

ความคิดอยากจะถอนตัวผ่านเข้ามานับครั้งไม่ถ้วน

แต่ก็ไม่เคยตั้งใจจะทำจริงๆ

อย่างไรก็ตาม เราก็ยังคงบอกรักกันทุกวัน เพราะฉันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ และเชื่อว่าเธอเองก็รู้สึก


ก่อนหน้านี้ฉันคิดว่าตนเองผิดปกติมาตลอด เพราะไม่เคยคุยกับใครได้นานเกินสามเดือน

ครั้งที่ความรู้สึกอยากเลิกเกิดขึ้นรุนแรงที่สุด คือหลังผ่านวันครบรอบสามเดือนไปได้ไม่กี่วัน แต่เพราะอีกฝ่ายยังไม่ปล่อยมือ พอฉันกลับมามีสติ จัดการกับความเครียดและอารมณ์ตัวเองได้ ก็ยิ่งรู้สึกขอบคุณ ที่พี่เขายังจับมือฉันไว้แน่นแบบนั้น

ฉันเคยอ่านและฟังเรื่อง enneagram personality test หรือ นพลักษณ์ มาบ้าง

เขาบอกว่าคน type 4 (อย่างฉัน) จะมีความสัมพันธ์แบบผลักๆ ดึงๆ 

ทีแรกฉันนึกว่ามันคือคำว่า push-pull relationship ในภาษาอังกฤษ แต่พอกลับไปอ่านแล้วก็คิดว่าน่าจะเป็นคนละอย่างกัน

ใน push-pull relationship ฝ่ายที่เป็นคนผลัก จะกลัวการผูกพัน ผูกมัด การถูกควบคุม เพราะลึกๆ แล้วกลัวว่าจะต้องเจ็บปวดจากการถูกทอดทิ้ง ส่วนฝ่ายที่เป็นคนดึง จะต้องการการผูกพันลึกซึ้ง การพึ่งพาอาศัยกัน และกลัวการถูกทอดทิ้ง แต่ความสัมพันธ์แบบผลักๆ ดึงๆ ของคนลักษณ์ 4 ดูจะเป็นเจ้าตัวเสียเองที่ทั้งผลักทั้งดึง เดี๋ยวก็อยากใกล้ชิด เดี๋ยวก็อยากผลักไส ขึ้นๆ ลงๆ แปรปรวน ผลักๆ ดึงๆ วนไปไม่รู้จบ

ฉันคิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์ที่ชอบ 'ผลัก'

และตอนนี้ก็เริ่มสัมผัสได้ว่าอีกฝ่าย มีพฤติกรรมคล้ายการ 'ดึง'

ทุกครั้งที่เรารู้สึกใกล้ชิด ผูกพันกันมากขึ้น คุณเจ้ของฉันก็จะหลุดถามประโยคต้องห้ามนั้นออกมา

ไม่ว่าจะในรอบที่หนึ่ง สอง หรือสาม ที่เธอถามออกมาว่าเราจะเปลี่ยนสถานะเป็น 'แฟน' กันได้หรือยัง มันมักจะเป็นจังหวะที่ก่อนนั้นไม่นาน เราเพิ่งจะตกลงกันว่าเอาไว้เธอย้ายมาอยู่ใกล้ๆ ฉันแล้วเราค่อยคิดเรื่องนั้นกันอีกที ก็งงมากว่าทำไมจู่ๆ ถึงลืม ลืมแล้วลืมอีก

แล้วพอเธอขอ ฉันก็จะหงุดหงิดฉุนเฉียว และรู้สึกเหมือนใจมันถอยออกมา

พอฉันถอยออกมา พี่เขาก็จะทำอะไรบางอย่าง หรือหลายๆ อย่าง ให้เราใกล้ชิดกันมากขึ้น

เจ้าตัวเคยพูดด้วยซ้ำว่า ชอบให้ฉัน 'ติด' ถ้ารู้สึกว่าฉันเลิกติดตัวเองแล้ว ก็จะหงอยลงไปหน่อย

ฟังดูแล้ว เหมือนจะไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ healthy เท่าไหร่

แต่โชคดีที่เราทั้งคู่ก็โตแล้วระดับหนึ่ง วงจรการผลักๆ ดึงๆ นี้จึงไม่ได้ส่งผลกระทบกับชีวิตมากนัก ยังคงทำงานทำการของตัวเองได้ตามปกติ ยังคงพึงพอใจที่จะมีอีกฝ่ายในชีวิตต่อไปอย่างนี้

เพียงแต่ฉันเกิดกลัวขึ้นมาว่า 

เราสองคนอาจจะไม่มีวันได้เปลี่ยนสถานะเป็นอะไรกันมากกว่านี้เลยก็ได้

การผูกพันกันทางใจอย่างหลวมๆ นี้ อาจกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยของฉัน ที่จะไม่ต้องลงทุนลงใจไปมากกว่านี้ และไม่ต้องพยายามปรับตัวอะไร เพราะต่างฝ่ายต่างไม่พาอีกคนเข้าไปอยู่ในชีวิตของกันและกัน ไม่ได้เปิดเผยให้สังคมได้รับรู้ถึงความตั้งใจ และเป้าหมายการเป็นคู่ชีวิตกัน เหมือนคู่รักหญิงชายทั่วไป

นอกจากนั้น เมื่อเวลาสามปีที่เราจะได้อยู่ใกล้กันผ่านเลยไป เราก็อาจจะเลิกรากันไปง่ายๆ

กลับไปเป็นพี่น้อง หรือคนรู้จักกัน ตามคำทำนายของหมอดูคนหนึ่ง ที่แน่นอนว่าไม่ได้รู้เรื่องส่วนตัวของเราสองคนมาก่อน หล่อนทำนายว่าฉันกับผู้หญิงที่กำลังปลื้มฉันอยู่ จะคบกันได้ไม่เกินสามปี ซึ่งตอนนั้นฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีใครปลื้มตัวเองอยู่

ช่างไสยศาสตร์ไปก่อนเถอะ มาดูวิทยาศาสตร์กันบ้าง

ในเว็บไซต์จิตวิทยาแห่งหนี่งแนะนำวิธีการออกจากวงจรนี้ไว้หลายวิธี เท่าที่จำได้เขาบอกว่า อย่าโทษว่าเป็นความผิดของใคร มันเป็นแค่ลักษณะพฤติกรรมที่เราอาจทำไปโดยไม่รู้ตัว และให้เรายอมเปิดเผยความเปราะบางของตนเองให้อีกฝ่ายรับรู้และเข้าใจ เพราะพฤติกรรมเช่นนี้ เกิดจากความกลัว และเกิดจากความเปราะบางในใจของคนทั้งสองคน ถ้าปรับเข้าหากันได้ มันก็แก้ไขได้


ทุกวันนี้ เหตุผลที่ฉันตกลงคบกับพี่เขาไม่ได้ ก็มีอยู่แค่เรื่องเดียว 

คือฉันอีโก้สูงเกินกว่าจะยอมรับการคบกันแบบไม่เปิดเผยได้

เพราะครอบครัวฉันก็ยอมรับในตัวฉันมาตลอด เพื่อนๆ รอบข้างที่คบคนเพศเดียวกัน ก็สามารถเปิดเผยให้สาธารณชนรับรู้ได้ว่าสถานะของพวกเขาคืออะไร อาจจะไม่ใช่ทุกคนหรอก แต่ฉันไม่สน ฉันถือว่าตัวเองโตมาในครอบครัวที่ภูมิใจในตัวฉัน และคงยอมไม่ได้ ที่จะต้องเอาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางคนที่ไม่เห็นคุณค่าของฉัน

ยิ่งเห็นท่าทีระแวดระวังของเธอที่ฉันรัก ที่จะไม่ให้ใครล่วงรู้ว่าฉันคือคนที่เธอกำลังศึกษาดูใจ มันก็ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกหยามเกียรติ

ถึงฉันจะไม่ใช่คนที่มั่นใจในตัวเองมาก แต่สถานการณ์ในชีวิตก็ทำให้หลงตัวเองมากระดับหนึ่งเลย

ที่ผ่านมาฉันก็มีคนมาสนใจ มาบอกชอบอยู่เรื่อยๆ จนถึงตอนนี้สิบนิ้วก็ไม่พอนับแล้ว ทุกคนที่มาบอกชอบ ไม่ว่าจะเพศชายหรือหญิง ล้วนพยายามพาฉันเข้าไปอยู่ในสังคมของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน พยายามโพสต์ลงโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ก ว่าฉันสนิทกับพวกเขา ไปไหนมาไหนกับพวกเขา ทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันคือคนที่พวกเขาภูมิใจ และพร้อมจะให้มาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต จนหลายครั้งฉันก็รู้สึกผิด ที่ตอบรับความรู้สึกดีๆ เหล่านั้นไปไม่ได้

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่อีโก้ของฉันถูกทดสอบอย่างหนัก

ซ้ำร้าย พี่เขาก็เป็นคนที่ดูดี ดูเพียบพร้อม จนทำให้ฉันเกิดความไม่มั่นใจในตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่าฉัน 'ดีพอ' สำหรับเธอแล้วจริงหรือ

มันจึงเหมือนฉันต้องแบกความกดดันไว้ทั้งสองบ่า

เราดีพอสำหรับพี่เขาหรือยัง?

เราดีพอที่ครอบครัวของพี่เขาจะยอมรับหรือเปล่า?

ฉันไม่ชอบเลย การต้องมาเสียความมั่นใจในตัวเองแบบนี้

ดังนั้น พอคิดถึงเรื่องการคบกันขึ้นมาทีไร จากที่รักกันหวานแหววอยู่ดีๆ ฉันเป็นต้องเสียอารมณ์ อยากจะเอาเรื่องนี้ออกจากสมองให้มันพ้นๆ ไปทุกที

ก็ยังคงผลักๆ ดึงๆ กันต่อไป

ช่วงนี้บันทึกเรื่องความรักเยอะหน่อย เพราะเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่ได้เรียนรู้

ความคิดความรู้สึกมันผ่านไปเร็ว ถ้าไม่เขียนเอาไว้ อาจจะลืมมันไปเลยก็ได้

จะว่าไปฉันก็แอบลืมไปแล้วว่าความรู้สึกในช่วงที่เริ่มคุยกันเดือนแรกเป็นยังไง

ถัาไม่ไปย้อนแชทอ่าน บางทีก็ลืมไปว่าเราพยายามมาด้วยกันเยอะแค่ไหน ผ่านอะไรมาด้วยกันเยอะแค่ไหน

จากคนที่ดูไม่น่าจะเข้ากันได้เลยสักนิด ก็มาถึงจุดที่รู้จักและเข้าใจกันมากเสียจนน่าจะหาใครมาแทนได้ยาก 

ก็หวังว่าเราจะยังจับมือกันต่อไป

ไม่ว่าเราจะเผลอผลักและดึงกันอีกกี่ครั้งก็ตาม




SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments