สวดมนต์ไล่โควิค
ได้ยินครั้งแรกนี่แบบ ‘อิหยังวะ’

โอเค ถ้าบอกว่าการสวดมนต์จะช่วยทำให้จิตใจของหลายคนที่กำลังวิตกกังวลอยู่ในตอนนี้ดีขึ้นได้ อันนี้ก็ไม่เถียงเพราะศาสนาก็เป็นที่พึ่งทางใจที่ดี และจิตใจกับร่างกายก็ส่งผลถึงกันอย่างไม่น่าเชื่อ

เราก็นับถือศาสนาพุทธ แบบที่ไม่ใช่แค่เขียนไว้ในบัตรประชาชน ถึงแม้จะไม่ได้เข้าวัดบ่อย แต่ก็สวดมนต์ (แบบสั้นๆ) ทุกคืน เคยไปบวชเนกขัมมะ ถือศีล 8 ปฏิบัติธรรมอยู่หลายครั้ง

แต่พอพูดถึงเรื่องนี้ เอาจริงๆ มันใช่เรื่องที่ควรจะออกมาจากรัฐบาลหรือเปล่า?  
รัฐบาลควรจะสื่อสารข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง บอกขั้นตอนการปฏิบัติตัวในสถานการณ์ที่ไม่ปกตินี้หรือเปล่า ควรจะออกมาตรการที่ชัดเจนเห็นภาพว่ากำลังพาประชาชนเดินไปทางไหน สื่อสารให้ประชาชนได้มั่นใจมากขึ้นมั้ย?


ถึงตอนนี้เราจะอยู่เยอรมันที่ไม่ใช่ประเทศบ้านเกิด และจำนวนผู้ติดเชื้อก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกลับทำให้เรารู้สึกดีกับการอยู่ที่นี่มากขึ้น ถึงแม้เราจะยังฟังภาษาเยอรมันได้ไม่ดีนัก แต่เวลาผู้นำเค้าออกมาพูด ทั้งผู้นำประเทศและนายกเทศมนตรีที่เมือง ฟังแล้วเรารู้ว่าตอนนี้สถานการณ์เป็นยังไง เราควรปฏิบัติตัวยังไงเพราะอะไร อีกทั้งผู้นำเค้ายังให้ความเชื่อมั่นด้วยข้อเท็จจริงและมาตรการต่างๆที่ทำไปแล้วหรือกำลังจะทำว่าจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ยังไงบ้าง

สิ่งที่คนเรากลัวคือการไม่รู้ว่าในอนาคตข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น แต่การที่เรามีผู้นำทางที่ดี เราก็รู้สึกมั่นใจได้ระดับนึง…ว่ามั้ย? 

ยิ่งล่าสุดที่ Angela Merkel ออกมาพูดนี่แบบเราชอบการสื่อสารของนางมาก นางทำให้ทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วม ว่าถ้าทุกคนช่วยกันเราก็จะผ่านสถานการณ์นี้ไปได้ ไม่ใช่แค่พูดลอยๆแต่มีการสนับสนุนด้วยข้อมูลทางวิชาการ ให้ชะลอการระบาดของไวรัส เพื่อซื้อเวลาจนกว่าจะมียาหรือวัคซีนมารักษา หรือ การบอกการชี้ไปถูกจุดในสิ่งที่เราคิดว่าคนเยอรมันส่วนใหญ่เชื่ออย่างนั้นว่า ถึงแม้ระบบสาธารณสุขของเยอรมันจะดีเป็นอันดับต้นๆ แต่ถ้าผู้ป่วยหนักๆมาพร้อมกันเยอะๆเราก็รับไม่ไหวนะจ๊ะ พอนางพูดถึงตัวเลขสถิติที่ไม่ได้เป็นแค่เพียงตัวเลยสถิติแต่มันคือ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย หรือ คนรักของเรา (มาถึงจุดนี้ น้ำตาแทบไหล...ซึ้งหรอ ป่าว ไม่มีคนรัก ฮ่าๆๆ)

นอกจากจะพูดถึงโรงพยาบาล ขอบคุณหมอ พยาบาล ก็ยังมีการพูดถึงการกักตุนอาหารและข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ*ว่าไม่ต้องกังวล ชั้นวางของจะมีของให้ซื้อตลอด (อันนี้ก็ยังมีการเติมของไม่ทันและของหมดชั้นให้เห็นอยู่) ชอบที่มีการขอบคุณไปถึงพนักงานใน supermarket ที่ต้องทำงานหนักกว่าปกติ อันนี้กินใจมาก นางพูดอีกหลายๆเรื่องซึ่งเราคงจะพูดถึงทั้งหมดไม่ไหว**

หมายเหตุ
*การกักตุนของแบบนี้ ภาษาเยอรมันมีคำเฉพาะเลยนะ เรียกว่า ‘Hamsterkauf’ ซึ่งปกติก็เกิดขึ้นบ้างก่อนวันหยุดยาวต่างๆเพราะ supermarket ที่นี่จะปิด แต่สถานการณ์โคโรนานี่ก็กักตุนกันมากขึ้นไปอีกหลายระดับเลย
**นี่ไม่ใช่การแปลจากแบบคำต่อคำ มีการดัดแปลงคำพูดและใส่ความรู้สึกส่วนตัวเพิ่มเข้าไปเล็กน้อย

พูดถึงสถานการณ์โควิด ถึงตอนแรกเราว่าเยอรมันจะจัดการออกมาตรการอะไรต่อมิอะไรออกมาช้าไปนิด แต่พอเริ่มแล้วก็เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากห้ามชุมนุมกันเกิน 1000 คนได้ไม่นานก็ลดมาเป็น 50 คน จากนั้นที่เมืองเราก็มีมาตรการปิดโรงเรียน ปิดฟิตเนส ปิดผับ บาร์ ต่างๆ ส่วนร้านอาหารยังให้เปิดได้ตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น แต่ต้องนั่งห่างกัน ร้านขายของกินของใช้ ร้านขายยา ยังเปิดได้ เมื่อถึงตรงนี้ก็มีการ ‘ขอความร่วมมือ’ ว่าให้ลดการเจอกัน ไม่ควรรวมกลุ่มกันเกิน 5 คน และควรรักษาระยะห่างระหว่างกัน ควรลดการออกจากบ้านเมื่อไม่จำเป็น แต่ช่วงนี้ฤดูใบไม้ผลิไง อากาศดี คนก็ออกมารวมกลุ่มนั่งเล่น ปิ้งย่างกันตามสวน ริมน้ำไรงี้ นักเรียนนักศึกษาหยุดอยู่บ้านไปไหนไม่ได้ บ้างก็จัดปาร์ตี้ที่บ้านซะอย่างนั้น แล้วยังไงล่ะ…เจอกฎใหม่เลยจ้ะ คำว่า ‘เตือนแล้วนะ’ ลอยขึ้นมาเลย แต่ถึงอย่างนั้นที่เมืองก็ยังไม่สั่งเคอร์ฟิวซะทีเดียว ตอนนี้สั่งปิดร้านอาหารเพิ่มแล้ว ถ้าจะกินให้ซื้อกลับบ้านเท่านั้น ไปทำงาน ไปซื้อของ ไปหาหมอได้ ยังไม่ห้ามถ้าใครอยากออกไปเดินเล่นสูดอากาศ แต่ถ้าจะไปต้องไปคนเดียว มากสุดไปได้แค่สองคน ยกเว้นว่าจะอยู่บ้านเดียวกัน และก็ยังสามารถพาน้องหมาออกไปเดินเล่นข้างนอกได้ แต่ถ้าฝ่าฝืนมาตรการเหล่านี้จะมีโทษจำคุกหรือปรับ 25000 ยูโร

เป็นไงล่ะ…มาเข้มๆเลย ที่เข้มงวดมากขึ้นเพราะที่ไฟร์บวร์กมีผู้ติดเชื้อค่อนข้างเยอะด้วย ตอนนี้ร้อยกว่าคนละ แล้วก็อยู่ใกล้แคว้น Alsace ของฝรั่งเศสที่ตอนนี้ผู้ติดเชื้อพุ่งมากและก็เหมือนจะคุมไม่ได้แล้ว

เราชอบการออกมาตรการแบบนี้นะ แบบไม่ได้สั่งกักตัวมาทีเดียว บู้ม! แต่ค่อยๆเพิ่มตามสถาการณ์ ซึ่งอัพเดทบ่อยมาก ตอนแรกๆที่สถานการณ์ยังไม่วิกฤติมากก็ยังมีการให้อิสระอยู่มาก แต่ในเมื่อขอความร่วมมือแล้วไม่ช่วยกัน สถานการณ์รุนแรงขึ้น ก็ต้องเจอมาตรการใหม่ที่โหดกว่าเดิม…

ไม่รู้ที่ไทยเป็นไงบ้าง จริงๆระบบสาธารณสุขที่ไทยดีนะ คนเข้าถึงได้ง่ายกว่าที่เยอรมันเยอะเลย ที่นี่กว่าจะได้เจอหมอทีนึงเหนื่อยอ่ะ กว่าจะนัดนู่นนี่บางทีผ่านไปเป็นเดือนๆ ถ้าเป็นหวัดธรรมดาก็โดนไล่กลับบ้านไปดื่มชา

แต่ที่ไทยเท่าที่ติดตามข่าวยังไม่ได้ยินแผนการที่ชัดเจนจากรัฐบาลเลย ได้แต่หวังว่าไทยจะไม่เป็นประเทศต่อไปที่จำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งอย่างควบคุมไม่ได้… 

หรือ ณ จุดนี้เราคนไทยจะทำได้แค่ สวดมนต์?
 
SHARE
Writer
True_Maii_eye
Traveling Dreamer
Story telling through my perspectives...based on my belief that everything happens for a reason ♥

Comments