หันหลัง
แอปพลิเคชั่นรูปนกสีฟ้ากำลังถูกถอนการติดตั้งจากมือถือของผม


อ่า ครับ


มันคงดูไร้เหตุผลมากๆกับการที่ผมตัดสินใจทำอะไรแบบนี้
ถ้า twitter มันมีชีวิตและสามารถสื่อสารได้ดังเช่นมนุษย์ มันคงถามผมว่า

"กูผิดอะไร"

และคำตอบโง่ๆของผมที่มีให้มันก็คงไม่พ้น

"กูก็ไม่รู้เหมือนกัน"





10:30

: จะตอบก็ตอบ
: อย่าให้ต้องพิมพ์เยอะ เสียเวลาทำงาน


(แล้วใครใช้ให้มึงมารอกูครับ?)


ข้อความจาก Line แจ้งเตือนขึ้นในช่วงค่อนข้างสายจากเพื่อนสนิทของผม
ผมก็ยังตั้งคำถามอยู่เหมือนกันว่าไปสนิทกับมันได้ยังไง
ทั้งๆที่ก่อนหน้าที่จะมาสนิท เหม็นขี้หน้ากันยังกับอะไรดี

ผมเป็นคนค่อนข้างพูดน้อยและแน่นอนว่ามันก็เช่นกัน แต่อาจจะเป็นเพราะมีอะไรหลายอย่างที่คล้ายกัน บวกกับคุยถูกคอเลยทำให้เราทั้งสองสนิทกันได้ไม่ยากนัก


ผมกดเข้าไปอ่านข้อความของเพื่อนและตอบกลับมันไปแบบทุกที


; เหี้ยอะไร
; ทำงานอยู่


: ทักเดมไปไม่ตอบ?


; ลบทวิตทิ้งแล้ว


: ติสท์แตกอะไรของมึงอีกล่ะ


; เปล่า
; อ่านเจอแต่โควิด-19 อ่านละแม่งหายใจไม่ออก


: แค่นั้น?


; แล้วมันต้องแค่ไหน


: อ่านยังไงก็เหมือนคำตอบมึงมันยังไม่ครบ


(ครับไอ้สัส รู้ดีฉิบหาย)


: มันยังหนักอยู่เหรอวะ
: ปล่อยออกมาบ้างถ้าอยาก


; ช่างแม่งไปเลยได้ปะวะ


: ความรู้สึกมึง
: มันช่างแม่งได้ด้วยเหรอ


; กูก็ช่างแม่งมาตั้งเท่าไหร่แล้ว
; ไม่เป็นไรหรอกมั้งถ้าจะช่างเรื่องนี้อีกสักเรื่อง



: พี่รู้ว่าเธอเป็นคนยังไง
: พี่รู้ว่าเธอมีเหตุผลในตัวของเธอ
: แต่กับพี่เธอวางมันลง วางลงให้หมด
: แล้วทิ้งตัวมา
: รู้ว่าหนัก



ไม้ตายมันล่ะครับ มันเป็นผู้ใหญ่ที่มีความคิดเป็นผู้ใหญ่สมวัย รู้วิธีการพูด การวางตัว ที่จะทำให้ผมอยากดึงมันเข้ามาเป็นเซฟโซนได้ไม่ยาก ไอ้นี่มันแน่จริงๆครับ



; ไม่ต้องเอาความโตกว่ามาล่อลวงให้กูอ่อนแอใส่
; กูบอกไปแล้วกูขอลุกยืนได้ด้วยตัวกูเอง



: ก็พอเข้าใจคนอย่างมึงได้



; ก็ดี



: ไม่ดูกันตอนแบบนี้ก็ไม่รู้จะดูตอนไหนแล้วนะ
: พูดแค่นี้มึงคงเข้าใจ
: ตอนที่มึงโอเคจริงๆมันไม่ใช่แบบนี้
: เห็นเป็นแบบนี้แล้วโคตรรำคาญ




; บ่นเป็นเมียกูเลยนะครับ




: มันไม่สมเป็นมึง




; ไม่ได้อยากอารมณ์เหี้ยแบบนี้เหมือนกัน
; แต่มันเหนือควบคุมมึงเข้าใจหรือเปล่า



: ถ้ามึงกำลังรู้สึกแพ้
: กูอยากให้มึงลองมองตัวเองใหม่



; เปล่าเลยมึง กูไม่เคยรู้สึกแบบนั้น
; เรื่องพรรค์นี้ มันไม่มีคำว่าแพ้หรือชนะหรอก
; มันมีแต่เจ็บมากกับเจ็บน้อย



: แล้วมึงคิดว่าตัวเองเป็นอย่างแรกหรืออย่างสอง


ผมรู้สึกว่าคำถามมันยากไป ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน
ผมไม่รู้จะให้คำตอบอะไรกับเพื่อน
ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองรู้สึกอะไรอยู่

เจ็บมาก หรือ เจ็บน้อย

เพราะความรู้สึกที่ผมกำลังเผชิญอยู่ดูเหมือนว่ามันไม่มีในช้อยส์ทั้งสองข้อ




ในหัวที่เหมือนจะแสนว่างเปล่ากลับเต็มไปด้วยคำว่าเส็งเคร็ง

ในอารมณ์ที่ดูเหมือนจะโล่งกลับเต็มไปด้วยคำว่าเหี้ย




คำถามของมันที่ดูเหมือนไม่ได้ใส่ใจจะคาดคั้นเอาคำตอบจากผมเท่าไหร่นักก็ถูกแทนที่ด้วยประโยคถัดมา




: กอดไหมสัส



; ไม่
; ไม่ต้องกอด
; นั่งข้างๆกูก็พอ




: ก็ยังคำตอบเดิมอยู่ดี




; ไปทำงานไป
; ไม่ต้องห่วง กูโอเค




: อืม
: มีอะไรก็ทักมาแล้วกัน



คงเป็นบทสนทนาระหว่างผมและมันยาวที่สุดในรอบหลายเดือน
ในเวลาที่ต่างคนต่างรู้สึกปกติก็ไม่ค่อยมีบทสนทนายาวๆเกิดขึ้นหรอกครับ เพราะถือคติที่ว่า


"เพื่อน ไม่จำเป็นต้องคุยกันตลอด แต่กลับมาคุยกี่ครั้งความรู้สึกสบายใจมันก็ยังมีเหมือนเดิม"



ก็น่าแปลกดีนะครับ คนที่ผมโคตรเหม็นขี้หน้าแม่งเลยในตอนแรก


กลับเป็นคนที่เคยได้ยินเสียงร้องไห้ของผม
และยังเป็นคนที่คอยห่วงใยผมมาตลอด
แล้วก็ยังคงเป็นความแฟร์ที่มันเองก็เลือกให้ผมเป็นคนที่ได้ยินเสียงร้องไห้ของมันในตอนที่ชีวิตมันอยู่ในจุดที่หนักที่สุดเช่นเดียวกัน



ผมรู้สึกขอบคุณที่มีมันเป็นเพื่อนอยู่เสมอ



22:40

เป็นช่วงเวลากลางคืนที่ดำเนินไปตามปกติเช่นเคย
แค่ไม่ได้ใช้เวลากับแอปพลิเคชั่นรูปนกสีฟ้าแล้ว
ก็รู้สึกแปลกๆดีเหมือนกันนะครับ


Line



; พี่จะนอนแล้วนะครับ
; พรุ่งนี้พี่ต้องไปทำงาน




: อีก 10 นาทีได้มั้ย



; อ่าครับ



เป็นบทสนทนาระหว่างผมกับน้องนักศึกษาแพทย์
ที่นิสัยเธอค่อนข้างน่ารักเลยทีเดียวในความรู้สึกของผม



: เราชอบสะดุ้งตื่นตอนกลางดึก
: ไม่รู้เป็นอะไร อาจจะเพราะอากาศร้อน



; เธออาจจะเครียดหรือเปล่า
; เป็นมานานหรือยังครับ



: ไม่นานมาก
: เราเป็นช่วงที่เริ่มสอบบล็อกก่อนหน้านี้ไป



; คุณหมอลองดื่มนมอุ่นๆก่อนนอนดีไหมครับ
; แล้วก็เปิดแอร์ในอุณหภูมิที่พอดี



: อื้อ
: เราคงต้องลองทำแบบนั้น



; ครับ



: แล้วนี่ที่ทำงานพี่สั่งปิดรึยัง



; ยังเลย
; กังวลอยู่เหมือนกัน




: พี่มีแมสใช้มั้ย
: เดี๋ยวเราส่งของเราไปให้ เราเรียนออนไลน์ ไม่ค่อยได้ออกไปไหนแล้วแหละ



; เธอเก็บไว้ใช้เถอะครับ
; ส่งมาก็ไม่ถึงพี่หรอก เขาแกะพัสดุ



: จริงด้วย
: แล้วพี่จะมีพอใช้มั้ยอ่ะ
: พี่ลางานเลยดีมั้ย



สัญชาตญาณความเป็นว่าที่คุณหมอยังคงทำงานได้ดีเสมอสินะ หัวข้อบทสนทนาเกือบ 80% หลักๆของผมกับเธอหนีไม่พ้น โควิด-19 เชื้อไวรัสที่กำลังมาแรงในช่วงนี้ แต่ถ้าเป็นไปได้มึงไปไกลๆเลยไอ้โควิด



เป็นผมมากกว่าที่เป็นฝ่ายบ่นถึงอาการกังวลของตัวเองให้เธอฟัง
และเป็นเธอที่คอยผ่อนคลายอาการกังวลของผมให้เบาลง



ศัพท์ทางการแพทย์ที่เธอใช้บ่นและค้นหาคำตอบเกี่ยวกับหัวข้อนี้มันทำให้เสน่ห์ของนักศึกษาแพทย์ค่อยๆปรากฏออกมาให้ผมได้เห็น


ครับ

เธอก็มีเสน่ห์ในแบบของเธอดี

ก็น่ารักดี


: พี่จะนอนแล้วใช่มั้ย



; ครับ เริ่มง่วงแล้วล่ะ
; กู้ดไนท์นะครับคุณหมอ



: ฝันดีนะคะ
: ตื่นมาพรุ่งนี้ขอให้สดชื่น



08:00



ยังคงเป็นเช้าที่ตื่นมากับอาการภายในจิตใจที่ไม่ค่อยคงที่ดีมากนัก สาเหตุของอาการที่ผมเองก็รู้ดี
ยังคงวนเวียนอยู่รอบๆความรู้สึกของผม



เป็นวันเสาร์ที่ต้องตื่นเช้ามาทำงานพร้อมกับความระแวงเชื้อไวรัสโควิดไปอีก

ผมได้แต่สบถในใจ

แม่งเอ้ย
ชีวิตคนเรามันต้องเส็งเคร็งขนาดนี้เลยเหรอวะ


แต่ในความเส็งเคร็งทั้งหมดนั้น
ก็ยังมีอะไรที่น่ารักอยู่บ้างล่ะวะ


08:40

ข้อความจาก Line ที่แจ้งเตือนบนหน้าจอมือถือของผมจากคนที่ผมบ่นอาการกังวลเรื่องเชื้อไวรัสห่าเหวกับเขาไปเมื่อคืน


เป็นข้อมูลจาก twitter ที่เธอได้แชร์เข้ามาใน Line ให้ผมได้อ่าน

(คือเธอครับ พี่ลบทวิตไปแล้วไง)

แต่ไม่เป็นไร เธอก็คงหวังดีนั่นแหละครับ


: อันนี้เป็นหน้ากากที่ใส่แผ่นกรองได้
: พี่ลองหาดูนะ เดี๋ยวถ้าเราเจอร้านที่ยังเปิดรับจะส่งให้
: นี่ยังรับๆๆ
: เราว่าถ้าจะซื้อแมสซื้อแบบนี้จะดีกว่าที่เป็นแบบกระดาษๆใช้ครั้งเดียวนั่นอะ เพราะของปลอมเยอะละยังอัพราคาแพงอีก
: เหมือนเรามาขายประกันอะ555555



ผมหลุดยิ้มกับข้อความที่ถูกรัวมาจากอีกฝ่าย จับใจความได้ว่าเธอกำลังกังวลกลัวผมไม่มีแมสใช้ไม่ต่างจากเมื่อคืน

ผมเลือกที่จะวางมือจากงานเพื่อตอบกลับข้อความของเธอ

ในความเป็นจริงคือ

กูจะหาซื้อได้จากที่ไหนวะ
จะสั่งพรีก็กลัวเชื้อไวรัสติดมานี่ดิ
เวรกรรมมากครับพระพุทธเจ้า


แต่เพื่อความสบายใจของว่าที่คุณหมอที่ยังคงแสดงออกชัดเจนว่าเป็นห่วงผมมาก


; ขอบคุณนะครับ
; พี่จะลองหาซื้อดู


(ขอโทษนะครับคุณหมอที่ผมต้องรับปากส่งๆไป)


หลังจากกดส่งข้อความผมก็หันมาสนใจงานตรงหน้าผมต่ออีกครั้ง

อ่า เยอะว่ะครับ

คิดถึงเตียงที่ห้องฉิบหาย




ผ่านมาจะถึงเดือนแล้วหรือเปล่านะกับความแหลกสลายที่เกิดขึ้นกับผมครั้งนี้

มีเพื่อน

มีพี่ที่ทำงาน

มีงาน

อ่า มีว่าที่คุณหมอ เพิ่มมาอีกคน



ผมเริ่มยิ้มได้บ้าง
ขมวดคิ้วก็น้อยลงแล้วล่ะ

กินข้าวก็ อร่อยดีแล้วมั้ง


เลือกกลับมาใช้ชีวิตที่เดินหนีห่างพื้นที่ที่ผมเคยใช้เวลากับมันมากๆ



ความแหลกสลายและเหตุการณ์ต่างๆยังไม่ออกไปจากความคิด
แต่มันคงดีกว่า ถ้าหลังจากนี้ผมเลือกที่จะหันหลังให้ทุกอย่างไปเลย



มันอาจจะไม่ลืม

มันอาจจะไม่มีวันหายไป

แต่ผมหวังไว้ว่าสักวันมันคงเลือนลาง


ให้ความคิดถึงเรื่องราวที่เจ็บปวดมันตายลงไปพร้อมๆกับกาลเวลาและหัวใจของผม



ปล. วันนี้ผมนั่งทำงานพร้อมกับเปิดเพลงใน youtube ฟังคลอไปพลางๆ แล้วเพลงๆหนึ่งรันมาพอดี

ผมเลือกที่จะหยุดฟัง

มัน..
เพราะดีนะครับ


"Catherine - ต่าง Acoustic (Official Music Video)"

Ypoisonous

SHARE
Written in this book
หันหลัง
Writer
ypxisonous
Writer
IG : ypxisonous l Joylada : ที่รักของพายอาร์ l เนียลอง, พ่ายรัก (One more chance) l องนีเอล/เนียลอง

Comments

gyyx
17 days ago
ว้าาา ช่วงแรกๆนี่กำลังจะจิ้นเลย😂 #ด่าได้แต่อย่าแรง5555555555
Reply
ypxisonous
14 days ago
just friend ครับ 555