เรากลับมารักกันอีกครั้ง ในวันที่เราสูญเสียใครคนหนึ่งไป
ในอดีตฉันคือเด็กหญิงวัย 7 ขวบที่ถูกแยกออกจากแม่ จริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่แม่ แต่คือ พ่อ และน้องสาว นับว่าแยกออกมาคนเดียวด้วยเหตุผลทางด้านเรื่องของงาน และเรื่องของการเรียน

แม่มักบอกใครๆ ว่า ตั้งแต่ฉันอยู่ในท้องแม่ ฉันมักได้รับการบอกกล่าวเสมอว่า ถ้าคลอดออกมาแล้วเติบโตพอที่จะเข้าเรียนได้แล้ว จะส่งกลับไปอยู่บ้านที่ประเทศไทยนะ แน่นอนว่าฉันจำอะไรไม่ได้ แต่พอเกิดมาจริงๆ พ่อและแม่พูดให้ฉันฟังทุกวัน จนซึมเจ้าเลือดเนื้อ เด็กน้อยนับวันรอคอย คล้ายๆ ว่านั่นคือหน้าที่ ที่เธอต้องทำมัน

วันที่ฉันย้ายกลับมาอยู่เมืองไทย แม่กลับมาส่งพร้อมน้องที่ยังเล็ก พ่อฉันไม่สามารถลางานได้ อ้อมกอดสุดท้ายจากพ่อ พ่อกอดและน้ำตาไหล ในใจตอนนั้นไม่ได้รู้สึกเศร้าเลย แถมยังถามพ่อไปแบบซื่อๆ ว่า
พ่อร้องไห้ทำไม พ่อรีบเช็ดน้ำตาพลางบอกว่าไม่มีอะไร ตอนนั้นฉันไม่เข้าใจอะไรเลย

และในเหตุการณ์กลับกัน ตอนที่แม่และน้องจะกลับไปทำงานต่อ แม่ร้องไห้ สวมกอด พร้อมความกังวลกลัวฉันจะร้องไห้เสียใจ แม่ฝากบอกมา(ยาย) พร้อมตาว่า ถเาฉันร้องไห้ พาไปซื้อไอติมหรือขนมก็ได้นะ ทิ้งเงินอีก 500 บาท ฉันยืนฟังแบบงงๆ
สุดท้ายฉันค้นพบว่าไม่ได้รู้สึกอะไรเลย ไม่มีน้ำตาแม้หยดเดียว

ความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับแม่ไม่ดีเท่าไหร่ ฉันจึงสนิทกับพ่อมาก กลายเป็นลูกพ่อ นิสัย ความคิด ก็คือได้รับอิทธิพลจากพ่อเป็นหลัก

ฉันคงลืมบอกไปว่า พ่อแม่น้องสาวฉัน เราอยู่ห่างกันขนาดไหน ฉันอยู่เมืองไทย และพวกเค้าอยู่ซาอุดีอารเบีย มันคือประเทศที่ฉันเกิดและใช่ชีวิตวัยเด็กระยะสั้นๆ อยู่ที่นั่น จากวันนั้นที่ฉันจากมาครบ 20 ปีแล้ว ฉันยังไม่ได้กลับไปที่นั่นอีกเลย

หลายคนคงคิดว่า ครอบครัวน่าจะมีฐานะ บินไปบินมา มาหาสู่ทุกปี เปล่าเลย ครอบครัวเราอยู่ในขั้นปานกลาง ไม่ได้สบายหรูหรา แต่ก็ไม่เคยอด ค่าใช่จ่ายในการมาหากันนั้น จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เงินหลักแสนเก็บไว้กินน่าจะคุ้มกว่า นี่คือช่วงเวลาที่เราได้พบกัน

ฉันจากกับพวกเค้าตอน 7 ขวบ
พ่อคนเดียวกลับมาเยี่ยมตอนฉัน 10 ขวบ
ทุกคนกลับมาพร้อมกันตอนฉัน 12 ขวบ
หลังจากนั้นพวกเค้าก็กลับมาอีกครั้งตอนฉัน 22

เราไม่ได้เจอกันสิบปี ฉันฟังเรื่องที่พวกเค้าว่าจะกลับซ้ำๆ ฉันผ่านความดีใจ คาดหวัง และผิดหวังไม่รู้กี่สิบครั้ง มันทำให้ฉันร้องไห้กรีดร้องเสียใจ จนพาลไม่อยากติดต่อ และไม่คุยเรื่องนี้อีกแล้ว

ฉันเป็นลูกประเภทโทรศัพท์ถามไถ่กันเสมอ พูดคุย บอกเล่า จังหวะที่ฉันเติบโตเป็นวัยรุ่น แม่เป็นคนชอบพูดเสียงดัง วิตกกังวล จนฉันพาลหัวเสีย ทุกครั้งที่คุยกันก็จบด้วยการร้องไห้ทั้งแม่ทั้งลูก จนวันหนึ่งฉันเบื่อวนลูปนี้ เลยบอกกับพ่อว่า จะไม่คุยกับแม่แล้ว ขอคุยกับพ่อคนเดียว ฉันเบื่อที่ต้องร้องไห้ทุกครั้ง กลายเป็นว่าฉันไม่ได้คุยกับแม่เลยเกือบประมาณ 7-8 ปี แม้แต่ประโยคเดียวฉันก็ไม่คุย

วันที่พ่อ แม่ และน้องกลับมาถึงบ้าน ฉันยอมรับว่าจำหน้าพ่อไม่ได้เลย ท่านดูซูบและแก่มากแล้ว ฉันยืนตัวแข็งทื่อ จนพ่อต้องดึงฉันไปกอด ฉันแอบเห็นว่าพ่อน้ำตาคลอ

สภานการณ์ที่ทุกคนกลับมาคือ พ่อป่วยหนักแหละ แต่พ่อสู้ค่ารักษาที่ซาอุไม่ไหว พ่อเลยจะกลับมารักษาตัว หวังว่าถ้าหายดีวันไหนก็จะไปทำงานอีกครั้ง

1 เดือนต่อมาพ่อก็จากโลกนี้ไป ทิ้งฉันเด๋อๆ เมื่อต้องเผชิญกับแม่ มันแปลกใหม่มาก เราไม่ได้เจอกันนาน ฉันเปลี่ยนแปลง เติบโต นิสัย ด้วยวัยและการเลี้ยงดู แต่แม่ยังติดภาพว่าฉันคือ ลูกสาวแม่ตอน 7 ขวบ
บางอย่างที่ชอบ ตอนนี้ไม่ได้ชอบอีกต่อไปแล้ว
เราค่อยๆ ปรับตัวเข้าหากันอีกครั้ง ค่อยๆ เรียนรู้ตัวตนของแต่ละฝ่าย เริ่มต้นจากศูนย์อีกครั้ง

แม่เป็นคนเสียงดัง จิตตก กระวนกระวาย จนบางครั้งฉันต้องดึงสติแม่ มองดูจากคนภายนอก เหมือนฉันเป็นลูกที่สั่งสอนแม่ แต่นี่คือวิธีการปรับความเข้าใจของเรา

แม่ยังคงยืนยันว่าถึงยังไงก็คงต้องกลับไปอยู่ซาอุฯให้ได้ แม้ว่าจะลำบาก เพราะพ่อเสีย น้องจึงไม่มีโอกาสได้เรียนในระบบต่อ แม่อยู่คนเดียวไม่ได้แม่ต้องมีน้องอยู่ด้วย แต่แม่ก็กังวลและกลัวมากเช่นกัน ว่าจะถูกคำครหา ว่าจะทิ้งลูกแบบฉันให้อยู่คนเดียว แม่อ่อนไหวต่อคำของอื่นเสมอ

จนถึงวันหนึ่ง ฉันจึงขอคุยกับแม่แบบส่วนตัว บอกว่าแม่อย่าคิดมากเลย ไปได้เลย เพราะที่นั่นคือบ้านของแม่ แม่อยู่มาตั้งแต่ก่อนแต่งงาน เกือบสามสิบปีที่แม่อยู่ที่นั่น ฉันอยู่ได้สบายมาก ฉันเติบโตมากพอที่จะเอาตัวรอดได้แล้ว ฉันเฟลืออีกแค่เทอมเดียวก็จะจบปริญญาตรีแล้ว ฉันรักและเติบโตที่นี่ ฉันคงไม่สามารถกลับไปอยู่ในสังคมเดียวกับแม่ได้อีกแล้ว แม่ไม่ต้องรู้สึกผิดนะ ส่วนเรื่องแต่งงานใหม่ ถ้าแม่เจอคนดีๆ ในวัยบั้นปลายแม่จะได้ไม่เงียบเหงามากนัก

จากวันนั้นเป็นต้นมาจนถึงวันนี้ ผ่านมา 4-5 ปีแล้ว
ฉันกับแม่คุยกันแบบสนิทมากขึ้น มีอะไรก็บอกเล่า
ฉันรู้ว่าแม่รักฉันมาก แม่มักมีลางสังหรณ์ของความเป็นแม่เสมอ ในวันที่ฉันเจอเรื่องแย่ๆ แม่มักจะใช้ให้น้องส่งข้อความถามไถ่เสมอ เพราะแม่ทำเองไม่เป็น
แม่ไม่อาจยื่นเงินได้เหมือนก่อน แต่แม่ฝากฝังให้น้าดูแลส่วนนี้ กลัวลูกอดตาย :)
รักของแม่อ่ะเนอะ
รักของแม่ที่สัมผัสได้ตลอดเวลาที่ชีวิตโชคดีขนาดนี้
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะดุอาร์ของแม่ ❤
SHARE
Writer
FaFaFa
Reader Dreamer and Sister
ไม่ได้โลกสวยจนไม่รู้ว่าโลกนี้มีสีดำ เพียงแค่พยายามคิดให้ตัวเองทุกข์น้อยที่สุด

Comments