25 มิถุนายน...รำลึกถึง ไมเคิล แจ๊คสัน
เดือนมิถุนายนมาถึง : มักจะทำให้คิดถึงการจากไปของ ไมเคิล แจ๊คสัน...เสมอๆ


วันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 2009 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา 26 นาที ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกาขณะที่ผู้คนชาวอเมริกันส่วนใหญ่กำลังมีความสุขกับวันหยุดในช่วงปลายฤดูร้อน พวกเขาต้องตกตะลึงจาก Hot News ซึ่งได้รายงานการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของ ไมเคิล ออกอากาศทางโทรทัศน์ วิทยุ และอินเตอร์เนตกระจายไปทั่วสหรัฐอเมริกา

ราชันย์แห่งวงการเพลงป๊อป ได้จากไปแล้วด้วยภาวะหัวใจหยุดทำงานจากการใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด ขณะซ้อมเต้นอยู่ในคฤหาสน์ที่ นอร์ธคาโรลวูดไดรฟ์ เขตโฮล์มบีฮิลส์ ลอสแอนเจลิส ซึ่งทีมงานได้เช่าเอาไว้เพื่อให้ แจ๊คสัน ซ้อมคอนเสริต์ครั้งยิ่งใหญ่ “This is It” ที่จะเปิดแสดงกว่า 40 รอบในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในอีกไม่ถึงเดือนข้างหน้า ซึ่งเขาเคยกล่าวกับสื่อเอาไว้ว่า

“มันอาจจะเป็นการแสดงครั้งสุดท้ายในชีวิตของผม”

............................................................

29 สิงหาคม ค.ศ. 1958 คือวันที่หนูน้อย ไมเคิล โจเซฟ แจ็กสัน บุตรคนที่ 7 ในบรรดาพี่น้อง 9 คนของตระกูล แจ๊คสันได้แก่ รีบี แจ็กกี ติโต เจอร์เมน ลาโทยา มาร์ลอน ไมเคิล แรนดี เจเน็ต

เด็กๆ เหล่านี้เติบโตและใช้ชีวิตเคร่งเครียดในครอบครัวที่ผู้เป็นพ่อ โจ แจ๊คสัน มีความเคร่งครัดกับพวกเขาตั้งแต่เด็ก จึงทำให้ลูกๆ ทุกคน “เกิดความกลัว”โดยไม่กล้าหือกับผู้เป็นพ่อ โชคยังดีที่ยังคงมี แคเทอรีน เอสเตอร์ ผู้เป็นแม่คอยปลอบโยนและให้กำลังใจให้แก่ลูกๆ บ้าง

อาจจะเป็นทุกข์ลาภของเด็กชาย ไมเคิล ซึ่งได้ฉายฉายแววแห่งพรสวรรค์ด้านดนตรีตั้งแต่เด็ก ด้วยการแสดงต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้นในระหว่างการเล่นดนตรีวันคริสต์มาสเมื่ออายุได้ 5 ขวบ
ผู้เป็นพ่อเห็นแววของเจ้าหนู จึงนำไปสู่การฝึกฝนเคี่ยวกรำอย่างหนักเพื่อให้เป็นนักร้องประสานเสียงและนักเต้น เมื่อมีอายุเพียง 8 ขวบ และให้เข้าร่วมกับวง แจ๊คสันบราเธอร์ ซึ่งพี่ๆ แจ็กกี ติโต เจอร์เมน ปูทางเอาไว้ให้ก่อนแล้ว

แจ๊คสันบราเธอร์ ออกทัวร์แสดงในมิดเวสต์ตั้งแต่ปี 1966 ถึง 1968 แสดงในคลับคนผิวดำและตามงานต่างๆ โดยเฉพาะเล่นเป็นวงเปิดให้กับการเต้นระบำเปลื้องผ้า

ในที่สุดโอกาสอันสำคัญได้มาถึงในปี 1969 เมื่อแจ๊คสันบราเธอร์ ถูกเชิญเข้าสังกัดโมทาวน์ เรคคอร์ด ค่ายเพลงที่สร้างสรรค์บทเพลงสำหรับคนผิวดำที่เรียกว่าเป็นพลงของโมทาวน์ และเปลี่ยนชื่อเป็น แจ๊คสัน ไฟว์ สร้างชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วอเมริกา ด้วยความสำเร็จจาก 4 ซิงเกิ้ลแรก I Want You Back , ABC , The Love You Save และ I'll Be There ขึ้นสูงสุดอันดับ 1 บนบิลบอร์ด

แต่ด้วยเงื่อนไขทางด้านผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัวระหว่างผู้เป็นพ่อกับโมทาวนด์ ส่งผลให้ แจ๊คสันบราเธอร์ออกจากโมทาวน์ สู่การดูแลของค่าย ซีบีเอสเรคเคิดส์ ในปี ค.ศ. 1975 โดยเปลี่ยนมาใช้ชื่อวง เดอะแจ็กสันส์ ออกผลงานอัลบั้มมากกว่า 6 อัลบั้ม

ต่อมาไมเคิลได้ออกมามีผลงานเดี่ยวซึ่งเป็นที่จดจำและโด่งดังสุดๆ ในปี 1979 ด้วยผลงาน Off the Wall จึงทำให้ชีวิตที่ไม่ธรรมดาก็ยิ่งไม่ธรรมดายิ่งกว่าเดิม
โดยเฉพาะผลงานอัลบั้มชุดที่สอง Thriller คือจุดสูงสุดในอาชีพ เพลงชื่อเดียวกับอัลบั้มนี้ ติดอันดับ 1 บนบิลบอร์ด นาน 37 สัปดาห์ โดยมี 7 ซิงเกิ้ลจากอย่าง Billie Jean , Beat It , Wanna Be Startin Somethin ติดท็อป 10 บนชาร์ตบิลบอร์ดฮ็อต 100 นาน 80 สัปดาห์ สร้างยอดขายถล่มทลายกว่า 109 ล้านชุด ซึ่งเป็นอัลบั้มที่สุดตลอดกาล ที่ไม่มีนักร้องคนไหนทำได้

ส่วนผลงานอัลบั้มอื่นๆ ที่ตามออกมาในช่วงเวลาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Bad (1987) Dangerous (1991) HIStory (1995) Invincible (2001) แม้จะไม่เท่ากับจุดสูงสุดหมือนอัลบั้ม Thriller แต่ทุกชุดก็สามารถจำหน่ายได้ในเป็นจำนวนมหาศาล

รวมถึงความไม่ธรรมดาที่ไมเคิลได้สร้างสรรค์ไว้เป็นตำนานแห่งวงการเพลง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบท่าเต้น มูนวอล์ก ด้วยการเดินถอยหลังที่ไม่เหมือนใคร ท่าเต้นการเอนต้านแรงโน้มถ่วง ซึ่งได้จดสิทธิบัตรหมายเลข 5,255,452 ที่เขาได้ใช้ประกอบการเต้นในเพลง Smooth Criminal จึงเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นว่า ไมเคิล แจ๊คสัน คือ “เดอะคิง” แห่งวงการเพลงป๊อปอย่างแท้จริง

เพราะคนเรามีสองด้าน เมื่อมีคนรักก็ย่อมต้องมีคนชัง ด้วยพฤติกรรมที่ไม่ธรรมดาของไมเคิล กลายเป็นข้อกังขา และตั้งคำถามของผู้คนทั่วโลกมาหลายสิบปีที่ฉาวโฉ่ โดยเฉพาะเรื่องราวใหญ่ๆ เช่น

----------------------------------------------------------------------------------------------

การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายอันเนื่องมาจากความกลัวในอัตลักษณ์ที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด :

ในกรณีนี้ผู้คนทั่วโลกมักจะได้ทราบข่าวการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายของไมเคิลอยู่เสมอ
แต่ละครั้งมักแสดงออกถึงสภาพที่เลวร้ายลงเรื่อยๆ

สังเกตได้จากผิวที่ขาวขึ้นมาตั้งแต่ช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนผิวดำมาตั้งแต่กำเนิด ทำให้ ไมเคิล ต้องการหลุดพ้นความกลัวที่เกิดขึ้นด้วยการตัดสินใจฟอกสีผิวให้ขาวขึ้น

ในขณะที่ความคิดเห็นอีกกระแสของคนส่วนใหญ่ พิจารณาว่าความจริงแล้วเขาอาจจะเป็นโรคด่างขาวและโรคลูปัส การป่วยเป็นทั้งสองโรคนี้ทำให้เขาระคายเคืองต่อแสงแดด และจะเกิดอาการด่างขาวเฉพาะที่จนน่ารังเกียจ ทำให้ไมเคิล ตัดสินใจฟอกสีผิวเป็นสีขาวทั้งร่างกาย

ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับทางร่างกาย ที่ผู้คนทั่วโลกเห็นได้ชัดเจนและทราบข่าวอยู่เสมอ คือการศัลยกรรมใบหน้าที่ค่อยๆ ทำให้ใบหน้าต้องเสียโฉมและเปลี่ยนแปลงไปจากการศัลยกรรมจมูก ยกหน้าผาก ทำปากให้บาง

รวมไปถึงการอดอาหารจนเกินพอดีและเกินความจำเป็น เพื่อให้มีร่างกายที่ผมเพรียวเหมือนนักเต้น ทำให้ไมเคิลให้ต้องทนทุกข์จากโรค แอเนอะเร็กเซีย เนอร์โวซา (anorexia nervosa) หรือการกลัวอ้วน

การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่ไม่ธรรมดาเหล่านี้ สร้างกระแสข่าวลือที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่า เป็นเพราะไมเคิล กลัวและรังเกียจ อัตลักษณ์ การเป็นคนผิวดำ ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด จึงต้องการที่จะเปลี่ยนตัวเองเป็นคนผิวขาวหรือไม่นั้น ยังไม่มีใครรู้

แต่ก็น่าจะเป็นไปได้ที่ “ความกลัว” ในกรณีดังกล่าวของไมเคิล มีเปอร์เซ็นต์เป็น
จริงได้สูง สังเกตได้จากการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายหลายๆ ประการที่เจ้าตัวตัดสินใจทำลงไป เพราะหาก ไมเคิล พอใจในอัตลักษณ์ที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ก็คงจะไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองเช่นนี้

สำคัญที่สุด ก็คือไมเคิล กล้าที่จะเอาชนะความกลัวที่เกิดขึ้นด้วยการเปลี่ยนแปลงตัวเอง แม้ความกล้านั้นคือสิ่งที่กลับมาทำลายตัวเขา นั่นก็เป็นชีวิตที่เขาเลือกเอง

-------------------------------------------------------------------------------------------------

การแต่งงานและการมีลูก ที่สังคมตั้งคำถามว่าไมเคิล ต้องการสิ่งใดกันแน่ : เป็นธรรมดาที่คนดังจะทำอะไรก็ต้องเป็นข่าวอยู่เสมอ แม้แต่เรื่องการแต่งงาน ซึ่งไมเคิลก็หนีไม่พ้นเช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงานครั้งแรก กับลิซา มารี เพรสลี่ยส์ บุตรสาวของ เอลวิส เพรสลี่ย์ ราชันย์แห่งวงการเพลง ร๊อคแอนด์โรล เพื่อสร้างกระแสความโด่งดังของทั้งสองฝ่ายให้เกิดขึ้น และจุดประกายให้คนส่วนใหญ่ที่เฝ้าจับตามองว่านี่เป็นการเบี่ยงเบนประเด็นที่ไมเคิล ล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กชายคนแรกที่ได้ทำการฟ้องร้องเท่านั้น เพราะในที่สุดทั้งสองก็ได้หย่าร้างกันในอีกสองปีต่อมา

จากนั้นการแต่งงานที่แสนประหลาดและมีแต่ข้อกังขาได้เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อไมเคิล เข้าพิธีวิวาห์กับพยาบาลโรคผิวหนัง เดโบราห์ จีน โรว์ ทั้งสองมีลูกด้วยกัน 2 คน คนโตชื่อ ไมเคิล โจเซฟ แจ็กสัน จูเนียร์ หรือ พรินซ์ ไมเคิล แจ็กสัน และ แพรีส แคเทอรีน แจ็กสัน

การแต่งงานครั้งนี้ไม่ต่างจากครั้งแรก เพราะหลังจากแต่งงานกันไปไม่นาน ทั้งสองก็ต้องเลิกรากันไป เดโบราห์ จีน โรว์ ได้รับสิทธิ์ในการเลี่ยงดูเด็กทั้งสอง และต่อมาเธอได้อ้างว่าผู้เป็นพ่อที่แท้จริงไม่ใช่ไมเคิล แต่เป็นสเปิร์มที่ได้รับบริจาคมาจากชายคนหนึ่งซึ่งเธอไม่เปิดเผยว่าใคร

รวมถึงการปรากฏตัวอย่างประหลาดของ ลูกคนที่ 3 พรินซ์ ไมเคิล แจ็กสันที่ 2 หรือ แบลงเคต ซึ่งไมเคิลไม่ยอมเปิดเผยว่ามารดาของลูกคนนี้เป็นใคร เพียงแต่พูดว่าเด็กคนนี้เป็นผลจากการผสมเทียมจากหญิงอุ้มบุญ จากสเปิร์มของตัวเอง

----------------------------------------------------------------------------------------------

ข้อกล่าวหาว่ามีสัมพันธ์ทางเพศกับเด็กชาย และหนี้สินที่ล้นพ้นตัว :
เพราะความกลัวพ่อในช่วงเยาว์วัย ทำให้ไมเคิลไม่สามารถใช้ชีวิตที่สนุกสนานได้เหมือนเด็กทั่วไป เพราะต้องทำมาหากินเพื่อครอบครัวตั้งแต่อายุ 8 ขวบ

เมื่อเติบใหญ่ มีชื่อเสียง และพ้นจากอิทธิพลของผู้เป็นพ่อ การโหยหาความสุข สนุกสนาน จึงถูกแสดงออกมาผ่านการมีเพื่อนเล่นเป็นเด็กๆ

แต่ความรักเด็กและมีเด็กๆ รายล้อมเป็นเพื่อนเล่นในบ้านและสวนสนุกส่วนตัวที่ชื่อ เนฟเวร์ แลนด์ กลับนำไปสู่เรื่องราวฉาวโฉ่ สั่นคลอนบัลลังค์ของเดอะคิง ให้ย่อยยับ จนความนิยมและความน่าเชื่อถือที่เคยมีมาในทศวรรษที่ 80 ถึงปลายยุค 90 ต้องเสื่อมสลายลงไปจากการฟ้องร้องในคดีล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กชายคนหนึ่ง

แม้ในที่สุดศาลตัดสินยกฟ้องเพราะเขาไม่มีความผิดและหลักฐานไม่พอเพียง แต่เหตุการณ์ฉาวโฉ่ก็เกิดขึ้นอีกอีกครั้งจากการที่เด็กชาย เกวิน อาร์ซิโว อายุ 13 ปี ได้ออกมาออกฟ้องร้องว่าถูกไมเคิลละเมิดทางเพศ ตามมาด้วยข้อกล่าวหากับคู่กรณีคือเด็กๆ 7 ราย

ชื่อเสียงของไมเคิลที่ตกต่ำย่ำแย่อยู่แล้วจึงย่ำแย่ลงไปอีก ทำให้ชายผู้นี้เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของความต่ำทรามและวิปริตทางเพศ นับเป็นมรสุมครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิต

เพียงแต่มรสุมลูกนี้ยังไม่เพียงพอ แต่ยังตามมาด้วยมรสุมที่ถาโมเข้ามาในคราวเดียวกัน นั่นก็คือวิกฤตด้านการเงิน เมื่อไมเคิลไม่สามารถชำระหนี้สินจำนวน 270 ล้านเหรียญได้ตามกำหนด

หนี้ก้อนนี้จึงถูกปรับโครงสร้างและย้ายจากธนาคารแห่งอเมริกาไปยังกลุ่มฟอร์ตเทรสอินเวสต์เมนต์ ทำให้ทางบริษัทโซนี ยื่นข้อเสนอซึ่งทำให้แจ็กสันสามารถกู้เงินได้อีก 300 ล้านเหรียญ ได้ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ แลกเปลี่ยนกับการที่โซนีสามารถซื้อสิทธิ์ครึ่งหนึ่งที่ ไมเคิล มีต่ออัลบัมเพลงที่ถือร่วมกัน ทำให้ไมเคิลเหลือสิทธิเพียงร้อยละ 25 เท่านั้น

-----------------------------------------------------------------------------------------------

การติดยาแก้ปวดและยาระงับประสาท : หลังจากประสบอุบัติเหตุบนเวทีระหว่าง เดนเจอรัสทัวร์ ในฤดูใบไม้ร่วงปี 1993 ส่งผลให้ไมเคิลต้องทุกข์ทนกับอาการเจ็บปวดทางร่างกาย จนต้องกินยาระงับประสาทประเภท Valium , Ativan และ Xanax จนกลายเป็นชนวนมรณะที่คร่าชีวิตของ เดอะคิง ไปตลอดกาล

วันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 2009 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา 26 นาที ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกาขณะที่ผู้คนชาวอเมริกันส่วนใหญ่กำลังมีความสุขกับวันหยุดในช่วงปลายฤดูร้อน พวกเขาต้องตกตะลึงจาก Hot News ซึ่งได้รายงานการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของ ไมเคิล ออกอากาศทางโทรทัศน์ วิทยุ และอินเตอร์เนตกระจายไปทั่วสหรัฐอเมริกา

เพียงไม่กี่นาทีข่าวร้อนกระจายไปทั่วโลกผ่านเครือข่ายอินเตอร์เนต มันถูกขึ้นเป็นหัวข้อสนทนาผ่าน เฟสบุ๊ค ทวิสเตอร์ เอ็มเอสเอ็น และโปรแกรมการสื่อสารในรูปแบบ Social Nework ต่างๆ ที่ผู้คนเกือบทั้งโลกต่างสนใจ โดยเฉพาะการเช็คข่าว การค้นหาความจริง ผ่านเว็บไซด์ที่เกี่ยวข้องกับชายผู้ยิ่งใหญ่ ส่งผลให้เว็บไซด์จำนวนมากถึงกับล่มเพราะไม่สามารถรองรับผู้คนจำนวนมากที่กรูกระหน่ำกันเข้าเว็บไซด์ในช่วงเวลานั้น

เมื่อข้อมูลที่ปรากฏในโลกอินเตอร์เนต ถูกระบุอย่างเป็นทางการว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือเรื่องจริง
ใครหลายๆ คนถึงกับร่ำไห้อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ บางคนไม่เชื่อคิดว่านี่เป็นเพียงฟอร์เวิรด์เมล์ลวงโลก บางคนแทบช๊อคเมื่อศิลปินสุดโปรดต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

แต่ความจริงก็คือราชันย์แห่งวงการเพลงป๊อป ได้จากไปแล้วด้วยภาวะหัวใจหยุดทำงานจากการใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด ขณะซ้อมเต้นอยู่ในคฤหาสน์ที่ นอร์ธคาโรลวูดไดรฟ์ เขตโฮล์มบีฮิลส์ ลอสแอนเจลิส ซึ่งทีมงานได้เช่าเอาไว้เพื่อให้ แจ๊คสัน ซ้อมคอนเสริต์ครั้งยิ่งใหญ่ “This is It” ที่จะเปิดแสดงกว่า 40 รอบในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในอีกไม่ถึงเดือนข้างหน้า ซึ่งเขาเคยกล่าวกับสื่อเอาไว้ว่า
“มันอาจจะเป็นการแสดงครั้งสุดท้ายในชีวิตของผม”

ท้ายที่สุดคอนเสริต์ก็ไม่ได้เกิดขึ้น มันถูกทดแทนด้วยการไว้อาลัยจากคนทั้งโลก และสารคดี This is it ที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกหวนระลึกถึงไมเคิล แจ๊คสัน ผู้อยู่ในความทรงจำตลอดกาล

-----------------------------------------------------------------------------------------------

นี่คือเรื่องราวฉาวโฉ่ในการใช้ชีวิตที่ไม่ธรรมดาของ ไมเคิล ผู้ตกเป็นเรื่องราวสนุกปาก เป็นเป้าหมายของการเย้ยหยัน เป็นภาพถ่ายและเนื้อข่าวสร้างกำไรงามๆ ให้กับบรรดาปาปารัซซี่หิวเงิน

ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งยกย่อง ชื่นชม ศรัทราว่าเขาคือบุรุษอันเป็นที่สุดแห่งวงการเพลงป๊อป เพราะพรสวรรค์ที่ถูกขับเคี่ยวมาพร้อมกับพรแสวง
เพราะความตั้งใจจริงบวกความจริงจังในการทำงาน

คือสิ่งที่ทำให้เด็กน้อยผิวดำชาวแอฟริกัน- อเมริกันผู้นี้ ก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ระดับโลก อันเป็นสิ่งที่น่ายกย่องเหนือกว่าความฉาวโฉ่เหล่านั้น
แต่ผู้เขียนกลับพิจารณาชีวิตของ ไมเคิล ในอีกด้านมุมหนึ่งว่า จะมีคนสักกี่คนที่ต้องเผชิญเรื่องราวร้ายๆ ดั่งมรสุมชีวิตที่โหมกระหน่ำเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน สามารถเอาชนะ “ความกลัว” ที่เกิดขึ้นในหัวใจ

ความกลัวนั้นทำให้ไม่กล้าตัดสินใจที่จะก้าวข้ามผ่านมันไปได้ จึงจ่อมจมอยู่กับความทุกข์ระทม อาการซึมเศร้าทางจิต จนในที่สุดอาจเลือกจุดจบของชีวิตจากการฆ่าตัวตาย หรือฆ่าผู้อื่นไปด้วย

สำหรับคนที่พ่ายแพ้ คนที่มีความกลัวอยู่ในหัวใจจนกัดกร่อนชีวิตให้มีแต่ความซึมเศร้า เรื่องราวของการเผชิญหน้ากับความกลัวของไมเคิล จึงเป็นตัวอย่างที่ดี ความกล้าของ

เพราะไมเคิล กล้าเผชิญหน้ากับความกลัว ยอมรับในปัญหาที่เกิดขึ้นเท่าที่จะทำได้ เพราะบางสิ่งบางประการก็เป็นเรื่องที่ต้องสงวนเพื่อความเป็นส่วนตัว

ทำให้เขาสามารถหยัดยืนเอาชนะอยู่เหนือความกลัว ต่อมรสุมชีวิตที่ถาโถมกระหน่ำเข้ามาละลอกแล้วละลอกเล่า ด้วยหัวใจอันหาญกล้าในฐานะ “คนธรรมดา” มีเลือด มีเนื้อ มีเจ็บ มีปวด จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตด้วยการด้วยกำหนดการแสดงคนเสริต์กว่า 40 รอบในลอนดอนเพื่อนำเงินส่วนหนึ่งมาใช้หนี้ มิใช่ตัดสินใจปลิดชีวิตตนเองเพราะกลัวที่จะรับกับปัญหาอันแสนหนักหนาสาหัสไม่ไหว

บุรุษผู้นี้จึงไม่ใช่ผู้วิปริตผิดเพศและข่มขืนเด็กชาย ไม่ใช่บุคคลที่สมควรจะดูถูก เย้ยหยัน แต่เขาคือราชันย์แห่งวงการเพลงป๊อปผู้ยิ่งใหญ่และเป็นเสมือนผู้กล้าที่จะเผชิญหน้ากับความกลัว ซึ่งจะเป็นอมตะในหัวใจของผู้คนเกือบทั้งโลกตลอดไป

จากที่กล่าวมานี้คงสร้างความเข้าใจให้กับคุณผู้อ่านได้ว่า ความกลัวแม้จะเป็นสัญชาติญาณพื้นฐานของมนุษย์ แต่มันสามารถหยุดยั้งความก้าวหน้าของชีวิต ทำลายความใฝ่ฝัน พังทลายความมุ่งหวัง หยุดยั้งการมีอนาคตที่ดี ให้เกิดขึ้นกับ “คนที่ไม่กล้าเอาชนะความกลัว” โดยเฉพาะคนมากมายที่

รู้ว่าต้องการจะทำอะไร ต้องการจะก้าวไปทางไหน ต้องการจะเป็นอะไร
รู้ว่าทางออกของปัญหาอยู่ตรงไหน
รู้ว่าจะเลือกหลบหรือเผชิญหน้ากับมรสุมชีวิต
รู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไรให้การงานก้าวหน้าหรือตกต่ำ

แต่กลับไม่กล้าทำ ไม่กล้าลงมือ ไม่กล้าตัดสินใจ เพราะปล่อยให้ความกลัวมีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจสำคัญในชีวิต
จึงพานพบกับการสูญเสียโอกาสดีๆ ไม่มีหนทางที่จะทำให้ชีวิตพบกับความรุ่งเรือง จมอยู่กับความล้มเหลวในชีวิตที่หมองเศร้า

ความกลัว จึงเป็นภัยมืด เป็นอันตรายต่อความใฝ่ฝัน เป็นอันตรายต่อความต้องการที่จะมีชีวิตที่ดี แต่ถ้าหากคุณนำแนวคิด คำแนะนำ วิธีการแก้ปัญหาที่ผู้เขียนกล้ามุ่งมั่นนำเสนออุปสรรค์ ปัญหา จากความกลัวลักษณะต่างๆ ที่จะคอยกัดกร่อนหัวใจ เชื่อว่าคุณจะเป็นคนแกร่งที่

“เอาชนะความกลัว เพื่อสร้างความเจริญ และความก้าวหน้าให้กับชีวิตได้อย่างแน่นอน”

…………………………..
SHARE
Written in this book
kissda
Writer
Kissda
writer
writer

Comments