Noted: สองปีแล้วสินะ
ในวันเกิดเมื่อสองปีที่แล้ว บ่ายวันนั้นเรามอบของขวัญวันเกิดให้กับตัวเองด้วยการพาตัวเองไปเข้ารับการรักษาในฐานะผู้ป่วยนอกในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ผลตรวจระบุว่าเราเป็นโรคซึมเศร้า จำได้ลางๆว่าบนแฟ้มมีสติ๊กเกอร์ตัวอักษรสีแดงแปะอยู่ มันเขียนว่า Suicide แต่อาจไม่ใช่ก็ได้ เรื่องนี้เราไม่แน่ใจเสียเท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆ วันนั้นเป็นวันเกิดเรียบๆที่ได้รับคำอวยพรจากพ่อแม่ผ่านโทรศัทพ์ เรียบง่ายเพียงเท่านั้น
 
ครั้งแรกที่เรารู้จักคำว่าโรคซึมเศร้า มาจากเรื่องเล่าของครูสอนภาษาอังกฤษท่านหนึ่งเมื่อสมัยม.ปลาย ครูท่านนี้มีวิธีการสอนที่ทำให้เปลี่ยนวิธีการเรียนภาษาอังกฤษของเราไปตลอดกาล ทำให้เรารู้สึกสนุก มองหาความสนุกนั้นจากการดูหนัง ซีรี่ส์ หัดร้องเพลงภาษาอังกฤษ ได้รู้สึกว่าโลกนี้ยังมีอะไรอีกมากมายถ้าทะลายกำแพงภาษาลงไปได้ 

ครูเล่าถึงโรคซึมเศร้า-โรคประจำตัวของครูราวกับเจ็บป่วยเป็นโรคทั่วไป เล่ากระทั่งวีรกรรมสุดโต่งที่เคยเกิดขึ้นจากอาการไบโพล่า เล่าถึงช่วงเวลาที่ต้องเทคยาแล้วรู้สึกราวกับบ้านหมุน ภาวะคลื่นเหียนซึ่งเป็นผลข้างเคียงของยา เราสนิทกันในระดับที่พูดคุยกันนอกเวลาเรียนบ่อยๆและครูก็เป็นคนแรกที่สังเกตว่าเรามีลักษณะของคนที่เป็นโรคซึมเศร้า นั่นตอบคำถามที่เราเคยถามคนใกล้ตัวเสมอว่าทำไมเราถึงไม่รู้สึกว่าตัวเองมีความสุขเลย ทุกอย่างมันมืดมนไปหมด เพราะทันทีที่เราพลาดโอกาสในการเข้าโรงเรียนดนตรีที่ทางบ้านพอจะยอมจ่ายค่าเทอมให้ได้ เราก็หลุดเคว้งและไม่รู้จะเอายังไงกับอนาคตตัวเองดี ครูแนะนำให้ลองไปคุยกับจิตแพทย์ดู เราจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับแม่

“ลูกไม่ได้เป็นบ้า จะไปหาจิตแพทย์ทำไม”
 
ประตูบานนั้นปิดลงอย่างเงียบเชียบ คำถามที่ว่า นี่เราเป็นโรคซึมเศร้าจริงๆหรือเปล่านะ? ถูกโยนมาให้ถือไว้อย่างนั้นอยู่เรื่อยมา จนกระทั่งงานเปิดบ้านของคณะมนุษย์ศาสตร์ในมหาลัย สาขาจิตวิทยามีบูธให้เข้าไปทดสอบไอคิวและทดสอบภาวะอารมณ์หรืออะไรสักอย่าง ที่สุดท้ายแล้ว ข้อสรุปของแบบทดสอบนั้นบอกไว้ว่า

คุณมีภาวะ/มีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้า
 
นั่นเป็นครั้งแรกที่เราได้ทดลองเข้าไปคุยกับรุ่นพี่ว่าที่นักจิตวิทยาในอนาคต 

ในตอนนั้นเราคิดว่า มันก็น่าจะเป็นเรื่องความกังวลทั่วๆไปที่ใครๆเขาก็เป็นกันหรือเปล่า บางคนโชคดีที่มีเพื่อนที่ดีคอยรับฟัง มีคนช่วยคลายทุกข์หรือทำให้กลับมาเข้ารูปเข้ารอยได้ มันไม่น่าจะใช้เรื่องใหญ่ถึงขนาดที่ต้องไปหาหมอแล้วเทคยากลายเป็นซอมบี้แบบที่ครูเคยเล่าให้ฟังหรือเปล่า

ความคิดที่ตีกันมั่วซั่ว เสียงในหัวที่ทำให้นอนไม่หลับ เราเลือกหาทางออกด้วยการวางสมุดไว้ข้างหัวเตียงแล้วเขียนทุกอย่างในหัวออกมาให้หมด มันช่วยบรรเทาอาการให้พอหลับได้ แต่ก็เหมือนเราไม่ได้แก้ที่ต้นตอของปัญหาจริงๆ เพราะพูดตรงๆ ในสมัยนั้น(พูดเหมือนนานแต่จริงๆก็ราวห้า-หกปีก่อนนี่เอง)ผู้คนไม่ได้ทรีตผู้ป่วยซึมเศร้าดีเสียเท่าไหร่ แม้กระทั่งผู้ป่วยเองก็ยังสงสัยว่ามันจำเป็นต้องกินยาจริงๆเหรอ? ผู้คนยังพากันถอนหายใจแล้วไล่ให้ไปเข้าวัดนั่งวิปัสนาอยู่เลย
(ทุกวันนี้ก็ยังเจออยู่บ่อยๆ แนะนำให้ไปนั่งสมาธิศึกษาธรรมะนี่…(จะให้เริ่มพูดจากตรงไหนก่อนดีล่ะ?))

โดยความเห็นส่วนตัวของเราแล้ว การเจอจิตแพทย์ในโรงบาลรัฐก็เหมือนการเรียนในโรงเรียนรัฐ 
เราต้องขอโทษไว้ตรงนี้หากข้อความที่เขียนอาจจะไม่ถูกใจท่านผู้อ่านหรือบุคลากรรัฐ แต่นี่คือทั้งหมดที่เราพบเจอด้วยตัวเอง จำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับบริการในแต่ละวันน่าจะหลายร้อยคนแน่ๆด้วยเรทค่ารักษาพยาบาลที่พอจ่ายไหวรวมถึงสิทธิ์ในการรักษา สิทธิ์ประกันสังคม แต่ละคนมีเวลาได้พูดคุยกับหมอเพียงไม่เกินสิบนาทีหรือสิบห้านาทีอย่างเต็มที่ เราเคยเจอกระทั่งว่าให้ช่วยนับจำนวนยาที่หมอต้องเขียนเบิก หมอยื่นแฟ้มให้ดูว่าวันนี้หมอมีคนไข้อีกเยอะ ช่วยหมอหน่อยเถอะนะ หรืออย่างพี่ที่ทำงานเราเองก็เจอหมอด่าว่า เฮ้ยก็คุณไม่ได้เป็นซึมเศร้าอ่ะ ไม่ต้องรับยาหรอก ก็แค่นอนไม่หลับ ถ้าจะเอายานอนหลับก็เอาไป พูดก็พูดเถอะ ใครจะกล้าขอเปลี่ยนหมอบ่อยๆแล้วโทษแต่ว่าหมอแย่อย่างงั้นอย่างงี้ นี่มันก็เหมือนเราหมุนวงล้อสุ่มดวง แถมโดสยาที่เราจะได้รับในแต่ละคน แต่ละอาการ ก็ไม่ได้มีตายตัว บางคนต้องเปลี่ยนยาเป็นสิบรอบกว่าจะเจอรูปแบบที่เข้ากับตัวเองได้

“เราเองก็ต้องอัพเดตยาอยู่เรื่อยๆ ต้องตามข่าวว่าล่าสุดยาตัวไหนรักษาได้ผลไม่ได้ผล แล้วตัวใหม่ก็แพงด้วยบางที” เพื่อนผู้ป่วยเป็นลูคีเมียเรื้อรังเคยพูดกับเราไว้

นั่นสินะ...บนโลกใบนี้ไม่ได้มีแต่เราที่เผชิญปัญหาในลักษณะนี้อยู่คนเดียว 
และโรคทางจิตเวทก็เป็นอาการป่วยเช่นเดียวกับโรคทางกาย บางประเภทรักษาด้วยการฟื้นตัวและทำกายภาพได้ บางประเภทต้องกินยา บางประเภทต้องทำควบคู่กันไป

ทุกวันนี้เราไม่ได้ใช้วิธีเขียนทุกอย่างก่อนนอนเหมือนแต่ก่อน แต่ก็ยังรู้สึกว่าความคิดต่างๆมันแข่งกันอยู่ตลอดเวลาเหมือนเดิม เพียงแต่เราจัดการได้ดีขึ้น ใจเย็นขึ้น อาจเป็นเพราะเราเรียนรู้วิธีการจัดการตัวเองจากการทำงานในตลอดเวลาห้าปีที่ผ่านมา งานของเราเป็นลักษณะที่มีการบรีฟโจทย์ นำเสนอไอเดีย ผลิตงาน จัดการกับเดธไลน์ และเราเรียนรู้ว่ายังมีหลายเป้าหมายถึงเราต้องการไปให้ถึง มันทำให้เรามีพลังมากพอที่จะผลักดันให้ตัวเองก้าวไปในแต่ละวัน

เมื่อปีที่แล้วเรามีโอกาสได้เข้าร่วมเวิร์คช็อปกับรุ่นพี่นักออกแบบปกหนังสือที่เก่งที่สุดในประเทศคนหนึ่ง ในตอนนั้นฉันเอางานที่ทำทั้งหมดในระยะสี่ปีมากางดูเพื่อคัดเลือกเข้าพอร์ต(พร้อมขออนุญาตบริษัทเพราะมีเรื่องลิขสิทธิ์เข้ามาเกี่ยว) เราพบว่างานที่พอจะใช้ได้ เกิดขึ้นหลายชิ้นในช่วงหลังจากการรักษาตัว การได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน และนักออกแบบที่ชื่นชม ทำให้เรามีกำลังใจทำงานต่อไป แม้ว่าอาจจะยังเดินทางไปไม่ถึงจุดที่สามารถก้าวออกจากคอมฟอร์ดโซนออกมาเป็นนักออกแบบอิสระได้ แต่ก็ยังหวังว่าจะได้เห็นผลงานตัวเองวางขายอยู่บนแผงหนังสือในประเทศสักชิ้นก็ยังดี เพราะงานส่วนใหญ่ของเรามักจะถูกตีพิมพ์และเดินทางไปยังที่ๆห่างไกลมากๆ หรือไม่ก็เน้นฟังก์ชั่นการใช้งานเป็นหลักซึ่งต่างกับงานออกแบบปกนิยายหรือหนังสือที่วางแผงขายในร้านทั่วไป
 
เรามักจะบ้าทำอะไรอยู่เป็นพักๆ 
แต่บางครั้งก็ทิ้งไปเสียเฉยๆอยู่ระยะหนึ่ง ซึ่งเป็นนิสัยที่ไม่ค่อยดีต่อกล้ามเนื้อครีเอทีฟในแขนงนั้นๆ เช่น ช่วงครึ่งปีแรกของการรักษา เราหัดวาดสีน้ำในช่วงเดือนตุลากับกิจกรรม Inktober แต่พอจบเดือนก็เลิกไปซะดื้อๆ หรืออย่างช่วงไหนบ้าเขียนบันทึก(ที่เคยลงใน storylog นี่แหละ) ก็อุตส่าห์เขียนอย่างต่อเนื่องครบร้อยวัน พอจบแล้วก็เลิก เดือนไหนเขียนนิยายก็ตะบี้ตะบันเขียนไป วางพล็อต เขียนฉากสะเปะสะปะที่จินตนาการออกแล้วรีบจดไว้ก่อนลืม แล้วค่อยมารื้ออ่านแล้วพบว่ามันใช้ไม่ได้สักอย่าง อยู่เกิดอยากตัดวิดิโอเป็นก็ไปรบเร้าขอพี่มันติฯดีไซเนอร์ช่วยสอน ถ่ายฟุตเทจไว้เป็นสิบยี่สิบคลิป ช่วงไหนบ้าอ่านหนังสือก็ตะบี้ตะบันอ่าน กีต้าก็อยากเล่น มีเพลงที่อยากแกะเต็มไปหมด ร้านขายหนังสือออนไลน์ ร้านขายสมุดทำมือออนไลน์อีก
 
โอ้โห ทุกอย่างระเบิดตูมตามในหัว 
เป็นภาษาไทยบ้าง ภาษาอังกฤษบ้าง คำเมืองบ้าง ตะโกนก้องในหัวตลอดเวลา 
นั่นก็อยากทำ นี่ก็อยากทำ

แล้วทีนี้จะทำยังไงล่ะ เวลาก็มีแค่ยี่สิบสี่ชั่วโมง งานเดย์จ๊อบก็ต้องทำ การ WFH ทำให้เราไม่ต้องหาข้ออ้างไปนั่งเตร่อยู่ร้านกาแฟข้างนอก วันไหนพีคมากๆเราก็ซอยเวลาออกเป็นชั่วโมงเหมือนจัดตารางสอน บางวันทำได้ บางวันทำไม่ได้ จนบางทีก็คิดนะว่า การไม่มุ่งโฟกัสไปที่อะไรเพียงอย่างเดียว มันเป็นข้อด้อยที่ทำให้เรากลายเป็นเป็ดและไม่โดดเด่นอะไรสักอย่างจริงจังรึเปล่า?

เฮ้ย...แต่มันสนุกนะ สนุกที่ได้ทำอะไรที่อยากทำ และยังมีอะไรหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ ยังไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

พูดง่ายๆภาษาปากก็คือ ฉันยังตายไม่ได้
 
เรื่องหนึ่งที่อยากเขียนเอาไว้หน่อยก็คือ เรากลับมาตามวงไอด้อลอีกครั้ง
ทำเป็นเล่นไปนะคุณ การได้ฟังเพลงเพราะๆ รู้จักคาแร็คเตอร์ของแต่ละคนในวง ได้บ่นใส่ไอเท่มต่างๆที่ค่ายทำมาออกขายว่า เงินหายากนะโว้ย เอ็งจะขายทุกอย่างอย่างงี้ไม่ได้นะ และมีความตั้งใจว่าสักวันจะต้องได้ไปเจอพวกเขา บอกพวกเขาว่างานที่พวกเขาทำ ได้เติมแรงใจในแต่ละวันให้เราได้มากแค่ไหน ได้ค้นพบว่าเพื่อนใกล้ๆตัวก็ติ่งเหมือนกัน ราวกับได้กลับมาสู่วัฒนธรรมป็อปที่ขับเคลื่อนเม็ดเงินในโลกใบนี้อีกครั้ง

และนั่นมันก็สนุกมากทีเดียว

ความแตกต่างจากจุดที่เคยติ่งเมื่อสมัยเรียน สายตาเราที่มองทะลุไปดูคอนเซ็ป องค์ประกอบต่างๆ การออกแบบสีในเอ็มวี การออกแบบโลโก้ แพ็คเกจอัลบั้ม และงานดีไซน์อื่นๆในวงการนี้ จนอดคิดไม่ได้ว่า วงการออกแบบในเกาหลีนี่ช่างน่าอิจฉาจริงๆ

ฉันยังไม่ได้เห็นงานสายคอมเมอเชียลของตัวเองในตลาด
ฉันยังทำฟอนต์ไม่สำเร็จ
ฉันยังไม่มีงานเขียนของตัวเองที่ขายได้
ฉันยังมีหลายอย่างที่อยากทำเพื่อพ่อแม่
I still wanna be someone in this mad world
 
เราค้นพบแรงขับเคลื่อนในแต่วัน พอจะจัดการสิ่งต่างๆในชีวิตในเข้าที่เข้าทางบ้างแล้ว ขอบคุณตัวเองในวันนั้นที่พาตัวเองไปเช็คอินรักษา สามารถรู้สึกได้แล้วว่า 

ตัวฉันวันนี้เป็นตัวฉันที่ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน เป็นตัวฉันในเวอชั่นที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้


เป็นสองปีที่ดีเลยล่ะ 
ขอบคุณนะ


 ไม่ค่อยได้เข้ามาเขียนอะไรใน storylog เลยค่ะ อย่างที่เล่าไปว่ากิจกรรมเยอะมาก 5555555 เราไม่ค่อยได้เขียนรีวิวหนังสือยาวๆ เมื่อต้นปีเริ่มใช้ app Goodread เลยมักจะรีวิวสั้นๆในนั้นเสียเป็นส่วนใหญ่ ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้ สวัสดีและพบกันใหม่ค่ะ ^_^

SHARE
Written in this book
Hey...แล้วเราจะเติบโต
บันทึกประสบการณ์และความคิดเกี่ยวกับชีวิต
Writer
ManyMilds
Wanderer
🥰🐱🎍☕️🏳️‍🌈📖✏️

Comments

nananatte
15 days ago
ยินดีด้วยที่ได้พลังในการมีชีวิตอยู่กลับคืนมานะคะ คุณมายด์ :-)
อย่าลืมไปทักณัฐใน goodreads นะ เผื่อณัฐยังไม่เห็นว่าคุณมายทักมา
ณัฐใช้ username เดียวกันนี่แหล่ะค่า
ยินดีด้วยจริงๆ ที่ยิ้มได้และในดวงตามีไฟแล้วนะคะ :-)
Reply
ManyMilds
15 days ago
สวัสดีค่าคุณณัฐ มายฟังแต่พอร์ดแคสเลยอาจจะไม่ได้ทักใน storylog นะคะ แหะๆ ถือโอกาสขออนุญาตฟอลคุณณัฐใน Goodread เลยละกันค่า ที่เขียนเรื่องนี้เพราะรู้สึกตกใจเบาๆว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก เลยอยากเขียนไว้หน่อยท่ามกลางสถานการณ์โลกแบบนี้ เผื่อจะเป็นกำลังใจให้คนอื่นๆได้บ้างน่ะค่ะ
nananatte
15 days ago
ยินดีด้วยที่ได้พลังในการมีชีวิตอยู่กลับคืนมานะคะ คุณมายด์ :-)
อย่าลืมไปทักณัฐใน goodreads นะ เผื่อณัฐยังไม่เห็นว่าคุณมายทักมา
ณัฐใช้ username เดียวกันนี่แหล่ะค่า
ยินดีด้วยจริงๆ ที่ยิ้มได้และในดวงตามีไฟแล้วนะคะ :-)
Reply
SakinaTusatoo
13 days ago
เราก็เคยเป็นจำได้ตอนนั้นเรียนอยู่ปี 2 สมองมันคิดจะฆ่าตัวตาย มันรุมเร้าเข้ามาทีเดียว ไม่รู้จะพูดใครแม้แต่กับเพื่อนในกลุ่มเดียวกัน วันนั้นก็ไม่พูด อยุ่คนเดียวจริงๆรู้ทั้งรู้ว่ามันบาป แต่สมองมันคิดไม่เองโดยอัตโนมัต อาการเหมือนคนโดนดึกลงมาจากชั้นสูง แล้วหัวใจล่องลอยไม่อยุ่กับเนื้อเป็นตัว เป็นประมาณอาทิตย์หนึ่งมีมหกรรม มอ.วิชาการพอดี เข้าซุ่มจิตวิทยา เข้าไปเล่าให้พี่ฟังแล้วร้องไห้ออกเหมือนตอนเด็กเลย..........พี่เข้าใจเรา ใจดีและแนะนำเพจสร้างกำลังใจมากมาย และเป็นเคส study ให้กับลูกพี่น้องเรา ต้องพบ ต้องเจอถึง 3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายร้องไห้ทั้งคู่ หลังจากหายแบบเหมือนหยิบทิ้ง และเข้มแข็งกว่าเยอะเลย แต่ตอนนี้เราอยากเรียนรู้การรู้เท่าทันความรู้สึกของตัวเอง
Reply
ManyMilds
12 days ago
ชีวิตคือการเรียนรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดค่ะ เราเองก็ได้ทำแบบฝึกหัดที่ให้วิเคราะห์ภาวะอารมณ์ของตัวเอง ให้รู้เท่าทันตัวเอง ใครอาจจะมองว่า แค่นี้เอง ทำไมถึงไม่รู้ ความคิดความรู้สึกตัวเองแท้ ใช่ค่ะ เรื่องง่ายๆแค่นี้นี่แหละที่เราใช้เวลาฝึกอยู่เป็นปีๆ ขอส่งพลังให้คุณ SakinaTusatoo นะคะ ค่อยๆเรียนรู้ไปค่ะ สู้ๆน้า
ManyMilds
12 days ago
ชีวิตคือการเรียนรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดค่ะ เราเองก็ได้ทำแบบฝึกหัดที่ให้วิเคราะห์ภาวะอารมณ์ของตัวเอง ให้รู้เท่าทันตัวเอง ใครอาจจะมองว่า แค่นี้เอง ทำไมถึงไม่รู้ ความคิดความรู้สึกตัวเองแท้ ใช่ค่ะ เรื่องง่ายๆแค่นี้นี่แหละที่เราใช้เวลาฝึกอยู่เป็นปีๆ ขอส่งพลังให้คุณ SakinaTusatoo นะคะ ค่อยๆเรียนรู้ไปค่ะ สู้ๆน้า