COVID-19 "Keep Calm & Be Cautious"
เราอาศัยอยู่ที่ประเทศเยอรมัน ตอนนี้สถานการณ์ Covid-19 ในเยอรมันน่าเป็นห่วงละ พบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อวานนายกเลยเพิ่งประกาศมาตรการต่างๆออกมา แล้วก็เพิ่งมีประกาศปิดโรงเรียนตั้งแต่วันอังคารหน้าจนถึงวันหยุดอีสเตอร์ ส่วนที่เมืองเรามหาลัยก็สั่งยกเลิกการเรียนการสอนแล้ว ถึงแม้มหาลัยจะยังไม่ปิดทั้งหมดซะทีเดียว แต่ให้ลดการติดต่อผ่านบุคคลให้น้อยที่สุด ส่วนแลบแต่ละที่นั้นให้โปรแต่ละคนประเมินสถานการณ์กันเอง โดยส่วนตัวคิดว่าเยอรมันตัดสินใจช้าไปนิดนึง ทั้งที่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศอื่นๆมาก่อนแล้ว แต่ก็ยังดีที่ถ้าที่ไหนพบผู้ติดเชื้อแต่ละที่ก็สั่งปิดทันทีเลย

ก่อนหน้านี้คนที่ก็ชิวเกิน จริงๆตอนนี้ก็ยังดูชิวอยู่ ยังใช้ชีวิตกันตามปกติ จะมีก็แค่เริ่มกักตุนอาหาร แล้วก็อุปกรณ์ฆ่าเชื้อต่างๆที่ถูกซื้อจนหมดเชลฟ์ไปนานละ การที่ยังใช้ชีวิตกันปกติจะว่าดีก็ดีที่ไม่ตื่นตระหนกกันจนเกินไป แต่ก็จะมีบางคนที่ไม่ตระหนกจนละเลยและไม่ได้ระวังอะไรเลย เพราะที่นี่มีทั้งการทักทายที่มักจะมีการสัมผัส แล้วก็อาหารต่างๆที่มักจะใช้มือหยิบ ทำให้ถ้าไม่ตระหนักและระวังตัวกันให้ดี เชื้อก็น่าจะแพร่กระจายได้ไม่ยากเลย

ในที่ทำงานมีกลุ่มเพื่อนต่างชาติที่กินข้าวกลางวันด้วยกัน มีคนจีน คนอิหร่าน แล้วก็คนอิตาลี ซึ่งสถานการณ์ในทั้งสามประเทศนั้นรุนแรงเลยเยอรมันไปไกลแล้ว ทำให้บทสนทนาในอาทิตย์ที่ผ่านๆมาล้วนเกี่ยวข้องกับโคโรนาไวรัสและการป้องกันตัวต่างๆ รวมทั้งการบ่นถึงคนประเทศนี้ที่ดูจะไม่ตื่นกลัวใดๆเลย คุยไปคุยก็ไปถึงประเด็นที่ว่า…คนที่นี่เชื่อมั่นในระบบ แล้วก็รัฐบาลมากกกก โดยส่วนตัวคิดว่าเค้าเชื่อว่ายังไงประเทศเค้าก็น่าจะคุมได้ น่าจะเอาอยู่ เราคิดว่าเพราะคนที่นี่เติบโตมาในสังคมที่เค้าสามารถไว้ใจและเชื่อถือระบบต่างๆได้ ไม่ว่ารัฐบาลจะประกาศอะไรเค้าก็จะเชื่อกันตามนั้นและทำตามอย่างเคร่งครัด (อย่างเช่นมีการประกาศว่า ห้ามจัดงานที่มีคนเกิน 1000 คน ก็เลยจัดแบบมีคน 999 คนแทน เป็นต้น ฮ่าๆๆ ขอกัดนิดนึงนะ)

เพื่อนคนอิตาลีเปรียบเทียบเรื่องนี้กับการข้ามถนนที่เยอรมัน (ซึ่งแน่นอนต่างจากการข้ามถนนที่อิตาลีและไทย) ที่พออยู่ไปนานๆก็จะเริ่มชินว่า ถ้าไฟเขียวเราก็ข้ามได้เลยไม่ต้องมองซ้ายมองขวาใดๆทั้งนั้น เพราะทุกคนเชื่อว่าคนอื่นๆจะปฏิบัติตามกฎ และรถจะหยุดให้เราเสมอ แต่ที่น่าคิดก็คือถ้ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นก็คงจะรุนแรงมากเพราะคนข้ามถนนนั้นไม่ได้ระวังตัวเลย #โคโรนาไวรัสก็เช่นกัน

พอหันกลับมาดูที่เราและเพื่อนๆแล้ว ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเราไม่สามารถเชื่อระบบและรัฐบาลในประเทศของเราได้ ทำให้พวกเราดูจะตื่นตัวมากกว่าและก็มีความคิดว่าเราต้องป้องกันตัวเองไว้ก่อน พูดมาถึงตรงนี้ก็มีการเล่าไปถึงรัฐบาลในแต่ละประเทศ

เพื่อนคนจีนเล่าว่าถึงแม้ว่านางจะไม่ได้ชอบรัฐบาลนักแต่ก็ค่อนข้างพึงพอใจกับการแก้ปัญหาที่ผ่านมา มีสิ่งที่ทำให้นางขึ้นอยู่บ้างที่มีการส่งมาส์กที่รับบริจาคมาไปให้กับโรงพยาบาลที่ไม่ใช่โรงพยาบาลด่านหน้าในอู่ฮั่นที่ต้องต่อสู้กับไวรัสซึ่งมีความจำเป็นมากกว่า (หึๆๆ เรื่องนี้เทียบไม่ได้กับเรื่องมาส์กที่เกิดขึ้นในประเทศชั้นเลยจ้ะ)

เพื่อนคนอิตาลีบอกว่า ในอดีตมีผู้นำคนนึงที่ถึงแม้จะไม่ได้เป็นประชาธิปไตยนัก แต่คนรุ่นก่อนๆก็รักผู้นำคนนี้ไม่น้อย เพราะการบริหารที่เค้าได้ทำการพัฒนาสิ่งต่างๆในประเทศไปมาก

เพื่อนคนจีนเสริมว่า อาม่าของนางก็รักรัฐบาลในยุคนั้นเช่นกันเพราะทำให้คนรุ่นก่อนๆจากที่ไม่มีกิน สามารถลืมตาอ้าปากได้ มีหนทางทำมาหากินจนครอบครัวนางร่ำรวยขึ้นมา แต่คนรุ่นใหม่ๆก็จะเริ่มไม่ค่อยพอใจกับรัฐบาลสักท่าไหร่เพราะเรื่องปากท้องไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป

เพื่อนคนอิหร่านสรุปว่า เพราะอย่างนี้ไงเลยทำให้รัฐบาลประเทศนางไม่พัฒนาประเทศให้คนมีกินมีใช้ เพราะรัฐบาลไม่อยากให้คนร่ำรวยขึ้นมาจนมีเวลาคิดเรื่องประชาธิปไตย ถ้าประชาชนยังต้องกังวลเรื่องปากท้องว่าจะมีกินมีใช้ในแต่ละวันรึเปล่าก็คงจะไม่มีเวลาไปคิดเรื่องการเมืองการปกครอง…

ส่วนเราคนไทยนั้นก็ได้พูดเรื่องรัฐบาลของเราไปไม่น้อย เนื้อหาหลายส่วนพิจารณาแล้วไม่สามารถนำมาเล่า ณ ที่นี้ได้ ถ้าจะเล่าคร่าวๆเราก็ได้วิจารณ์การบริหารจัดการเรื่องหน้ากากอนามัยและการคอรัปชั่น ที่ดูเหมือนจะยังเกิดขึ้นแม้ในสถานการณ์คับขันที่เราควรจะช่วยกันแบบนี้…



SHARE
Writer
True_Maii_eye
Traveling Dreamer
Story telling through my perspectives...based on my belief that everything happens for a reason ♥

Comments