Jason Voorhees และ..อาถรรพ์ศุกร์ 13 ฝันหวาน
“On Friday The 13th, They Began To Die Horribly, One......By One.”



นี่คือคำโปรยจากภาพยนตร์ซึ่งได้สร้างตำนาน “ฆาตกรโรคจิตภายใต้หน้ากาก ฮ๊อคกี้” ให้เป็นที่จดจำในโลกของภาพยนตร์

...มันเกิดขึ้นมาจากความวิปลาส เพื่อควงอาวุธบ้านๆ อย่าง “มีดพร้า” ฆ่า...ฆ่า...ฆ่า และ ฆ่า

...มันไม่พูดไม่จา ไม่ต้องถามเหตุผล สิ่งที่มันทำอย่างเดียวคือเดินหน้าเพื่อมอบความตาย

...มันชอบเสียงกรีดร้องด้วยความทรมาน ของหนุ่มสาววัยรุ่น โดยเฉพาะสาวผมบรอนซ์!

“มันคือ เจสัน วอฮีส์ Jason Voorhees แห่ง Friday The 13th หรือ ศุกร์ 13...ฝันหวาน!”

........ เปิดตำนานอาถรรพ์ศุกร์ 13.....

หลังจากที่หนุ่ม ฌอน คันนิ่งแฮม (Sean Sexton Cunningham)ได้ร่วมมือการสร้างสรรค์
“ Together” ภาพยนตร์แนวตลกโรเเมนติค กับเพื่อนรัก เวส คราเว่น ในปี 1971

ทั้งสองก็ได้ ช๊อคโลกกับปรากฏการณ์สยองหฤโหดรุนแรง และการข่มขืนอย่างเลือดเย็น! ใน “The Last House on the Left (1972)” โดย คันนิ่งแฮม เป็นผู้อำนวยการสร้าง ส่วน คราเว่น เป็นผู้กำกับ

ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องต่อยอดให้ สองหนุ่มไฟแรงก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์ ตามแนวทางของตัวเอง และนี่ผลงานเรื่องต่อมาในยุคแรกๆ ของคันนิ่งแฮม ได้แก่
“ Case of the Full Moon Murders (1974) เป็นการผสมผสานความสยองขวัญเข้ากับความตลกขบขัน ซึ่งก็ได้รับการยอมรับในระดับหนึ่ง , Manny ‘s Orphans (1978) และ Here Come the Tigers (1978) ทั้งสองเรื่องคือภาพยนตร์แนวตลกขบขัน ในช่วงที่ คันนิ่งแฮม กำลังค้นหาตัวเองว่าเขาถนัดในภาพยนตร์ตลก หรือภาพยนตร์เขย่าขวัญกันแน่”

...แต่แล้วการมาถึงของฆาตกรโรคจิต ในภาพยนตร์แนว Slasher Film ที่ชื่อว่า “John Carpenter’s Halloween (1978)” ของ จอนห์ คาร์เพนเตอร์ ผู้กำกับรุ่นเดียวกัน ซึ่งสร้างชื่อเสียงด้วยภาพยนตร์เรื่องนี้ จนโด่งดังไปทั่วโลก

ส่งผลให้ คันนิ่งแฮม เกิดแรงบันดาลใจที่จะเป็นผู้ก่อกำเนิด หนึ่งตัวร้าย “ฆาตกรโรคจิต” ในโลกภาพยนตร์ที่ผู้คนต้องจดจำ จนได้แนวคิดและโครงเรื่อง Friday The 13th ขึ้นมา

แต่ข้อมูลอีกทางหนึ่งกล่าวไว้ว่า ในช่วงเวลานั้น คันนิ่งแฮม มีจุดมุ่งหมายเดียวกันกับเพื่อนสนิท “ทอม ซาวานี่ (Thomas Vincent Savini)นักแสดงชาวอเมริกัน ผู้ทำหลายอย่างเกี่ยวกับภาพยนตร์ ทั้งเป็นผู้กำกับ , สตันท์แมน , สเปเชียลเอฟเฟค แต่งานที่โดดเด่นคือ เมคอัพ เอฟเฟค)
ต้องการสร้างภาพยนตร์แนวตลกเกี่ยวกับวงการฟุตบอลสักเรื่องหนึ่ง แต่มีอุปสรรค์ทางด้านเงินทุน จึงต้องการสร้างภาพยนตร์ดังๆ สักเรื่องเพื่อที่จะนำมาเป็นทุนในการสร้าง

ทั้งสองจึงได้นำ Carpenter’s Halloween มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้าง Friday The 13th จนกลายมาเป็นปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ เกินกว่าคนหนุ่มมากพลังทั้งสองจะคาดคิด

...“และเป็นที่จดจำของผู้คนทั่วโลก มากกว่า Halloween ของคาร์เพนเตอร์ เสียอีก!”

ในส่วนของการสร้างสรรค์ เจสัน ให้ปรากฏอยู่ในโลกภาพยนตร์นั้น คือหน้าที่หลักของ Victor Miller เป็นผู้เริ่มต้นออกแบบ จากนั้นจึงเข้าสู่การพัฒนารายละเอียดต่างๆ โดย Tom Savini (Thomas Vincent Savini) และ Jason's Ron Kurz

Savini นั้น คือผู้ควบคุมหลักของงานนี้ เขาได้แรงบันดาลใจในหน้าตาของ เจสัน มาจากผู้พิการที่ประสบกับสภาวะ “hydrocephalic” หรือ “mongoloid pinhead” เรียกอีกอย่างว่า "water/jug head" มาแต่กำเนิด

ซึ่งจะส่งผลให้กะโหลกศีรษะในส่วนที่ป้องกันสมองผิดรูปร่าง มีขนาดใหญ่ผิดเพี้ยน บิดเบี้ยวแตกต่างจากผู้คนทั่วไป ส่งผลต่อพัฒนาการของสมอง รวมถึงยังส่งผลต่อบุคลิกภาพ ปรากฏผ่านใบหน้าที่อาจบิดเบี้ยว ดวงตาสองข้างอยู่ในระดับที่ไม่เท่ากัน

ดังนั้น การที่เจสันเป็นผู้พิการ hydrocephalic มาตั้งแต่กำเนิด ทำให้เขาไม่เคยได้รับความรักจากผู้คนรอบข้าง หนำซ้ำยังถูกรังเกียจ เหยียดหยาม จนกลายมาเป็นปมแค้นในจิตใจ

สำหรับชื่อ "Jason" นั้น Savini ได้แรงบันดาลใจมาจากลูกชายทั้งสองคนของเขา คือ “Josh” และ “Ian” โดยนำทั้งสองชื่อมารวมกัน ส่วนนามสกุล "Voorhees" ที่ฟังดูแปลกๆ Miller ได้นำมาจากเพื่อนหญิงในวัยมัธยมคนหนึ่ง ซึ่งเธอเชื่อว่า “Van Voorhees”
ภายใต้การนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับฆาตกรโรคจิตที่ณ แคมป์ คริสตัน เลค (Camp Crystal Lake) ซึ่งก็คื แคมป์ทั่วไปสำหรับออกค่าย หรือสถานที่สันทนาการกลางแจ้ง ของหนุ่มสาวอเมริกันผู้ชื่นชอบชีวิตภายใต้ธรรมชาติ โดยมีสิ่งแอบแฝงคือ ปาร์ตี้ , เหล้า , เสพติดและ “เซ็กซ์”

เพียงแต่ที่นี่คืออดีตแคมป์โหดสยอง ซึ่งเคยมีเด็กพิการหน้าตาอัปลักษณ์คนหนึ่งชื่อ “เจสัน วอฮีส์” เกือบจมน้ำตาย เพราะพี่เลี้ยงที่คอยดูเคยแอบไปมีเพศสัมพันธ์จนลืมดูแลหนูน้อย รวมทั้งมีคนถูกฆ่าตาย จนเจ้าของต้องปิดไปเป็นเวลาหลายปี

แต่เมื่อกาลเวลาทำให้เรื่องเงียบหายจากความทรงจำของผู้คน เจ้าของแคมป์จึงต้องการเปิดกิจการอีกครั้ง โดยการว่าจ้างวัยรุ่นชาย-หญิงกลุ่มหนึ่งมาช่วยปรับปรุงสำหรับการเปิดใช้งาน

พวกเขาเหล่านี้รู้เพียงว่า งานนี้เหมือนได้เปลี่ยนสถานที่ท่องเที่ยว แถมยังได้เงินค่าจ้างอีกต่างหาก โดยไม่รู้ตัวว่าฆาตกรอำมหิตและโรคจิต! กำลังรอมอบความตาย ผ่านภาพยนตร์ “ศุกร์ 13 ฝันหวาน” ที่ตายยากดังต่อไปนี้

Friday the 13th (1980) ศุกร์ 13 ฝันหวาน
เรื่องราวของความตายได้ถือกำเนิดขึ้น เมื่อหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งได้รับจ้างมาช่วยกันทำงานพิเศษช่วยกันปรับปรุง แคมป์ คริสตัล เลค ในช่วงหยุดฤดูร้อน โดยหวังมากกว่านั้นคือความสนุกสนาน เมามาย และ “เซ็กซ์!” ในสถานที่ห่างไกลผู้คน

Friday the 13th Part 2 (1981) ศุกร์ 13 ฝันหวาน ภาค 2
เมื่อเหตุการณ์สยองขวัญเลือดสาด ที่ แคมป์คริสตัล เลค ผ่านพ้นไป5 ปี หนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งซึ่งกำลังจะเดินตามรอยความตายตามวัยรุ่นกลุ่มแรก ได้เดินทางมาพักที่แคมป์ใกล้ๆ และเจสันก็ได้กลับมาแก้แค้นให้แม่ของมันซึ่งถูกฆ่าตายในภาคที่1

Friday the 13th Part 3: 3D (1982) ศุกร์ 13 ฝันหวาน ภาค 3
เจสัน กลับมาอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้มันไม่ได้ฆ่าเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น แต่มันฆ่าหมดทุกคนที่มันอยากฆ่า! ที่สำคัญภาคนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการใส่หน้ากาก ฮ๊อคกี้ เพราะมันไปพบหน้ากากนี้วางอยู่ จึงหยิบมาใส่อย่างไม่มีเหตุผลใดๆ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ที่ผู้คนจดจำกันได้ตลอดมา

Friday the 13th: The Final Chapter (1984) ศุกร์ 13 ฝันหวาน ภาค 4
หลังจาก เจสัน โดนขวานจามหัวไปอย่างสยดสยองในภาคที่แล้ว จนผู้ชมคิดว่านั่นคงจะเป็นภาคสุดท้ายปิดตำนานฆาตกรโรคจิตในโลกภาพยนตร์ แต่พวกเขาคิดผิดถนัด!
...ที่เหมือนกับมันตายแน่นิ่งและโดนหามเข้าโรงพยาบาลนั้น แท้จริงคือมันสลบ! จู่ๆ ก็ฟื้นขึ้นกลางโรงพยาบาลและเดินออกไปหน้าตาเฉย! ต่อจากนั้นการละเลงเลือด ก็ได้เกิดขึ้นอีกครั้ง

Friday the 13th: A New Beginning (1985) ศุกร์ 13 ฝันหวาน ภาค 5
เมื่อนายทุนผู้ผลิตภาพยนตร์ชุดนี้ เห็นว่า เจสัน ยังคงทำเงินให้ได้เสมอ การตายของมันในภาคที่แล้ว จึงเป็น “การสิ้นสุดความเป็นมนุษย์” แต่ด้วยแรงแค้นที่ไม่สามารถรู้ได้ว่ามาจากไหน และมีมีที่มาที่ไป ทำให้ เจสันในภาคนี้คือ “ผี” ที่จะมากระซวกและฟาดฟันเหยื่อของมันอย่างไร้เหตุผล!

Friday the 13th Part VI: Jason Lives (1986) ศุกร์ 13 ฝันหวาน ภาค 6 ตอน “เจสันคืนชีพ”
ภาคนี้เจสันฟื้นขึ้นมาจาก “ความโง่” ของเจ้าหนุ่มซึ่งฆ่ามันมาทั้งสองครั้ง คือในภาคที่ 5 และภาคที่ 6 เมื่อเจ้าหนุ่ม กลัวว่าเจสัน จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อีกครั้ง จึงฝ่าพายุฟ้าคะนองไปที่หลุมศพของเจสัน เพื่อหวังจะขุดศพขึ้นมาเผา!...แต่แล้วพระเจ้าไม่ “ฟ้า” ดันเกิด “ผ่า” แหวกพายุที่ศพของมัน จนกลับมาไล่ฆ่าผู้คนได้อีก!

Friday the 13th Part VII: The New Blood (1988) ศุกร์ 13 ฝันหวาน ภาค 7 ตอน “ทายาทสยอง”
หลังจากภาคที่แล้ว เจสัน ถูกพลเมืองดีจับถ่วงน้ำไปแล้ว แต่คราวนี้มันกลับมาได้ใหม่ด้วยความบังเอิญ(อีกแล้ว) เมื่อ “ทีน่า เชพเพิร์ด” สาวน้อยผู้มีพลังจิต ดันไปปลุกเจสันซึ่งจมอยู่ใต้น้ำโดยบังเอิญ จากการที่เธอต้องการจะปลุกชีวิตพ่อของเธอซึ่งได้รับอุบัติเหตุจากการจมน้ำ!

Friday the 13th Part VIII: Jason Takes Manhattan (1989) ศุกร์ 13 ฝันหวาน ภาค 8 ตอน “เจสัน บุกแมนฮัตตัน”
กล่าวกันว่า เดิมนั้น Rob Hedden ผู้เขียนบทและกำกับภาพยนตร์ภาคนี้ ได้วางโครงสร้างของบทไว้ให้มีการเดินเรื่องใน แมนฮัตตัน ทั้งเรื่องผ่านสถานที่สำคัญอันโดดเด่นของเมือง ที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักกันดี เช่น สะพานบรู๊คลิน , ไทม์ สแควร์ , ตึกเอ็มไพร์ สเตท
...แต่ความฝันของ ร๊อบ ก็ต้องถูกระงับ เมื่อนายทุนสั่งให้ตัดฉากสถานที่สำคัญนั้นออกจนเกือบหมด ซึ่งการดำเนินเรื่องทั้งหมดนั้นเน้นไปที่การไล่ฆ่าบนเรือเป็นหลัก

Jason Goes to Hell: The Final Friday (1993) ศุกร์ 13 ฝันหวาน ภาค 9 ตอน “วันศุกร์แบบนี้จะไม่มีอีกแล้ว”
จากเดิมในภาคที่ผ่านๆ มา เจสันจะฟื้นขึ้นมาด้วยเหตุต่างๆ ได้ทุกครั้ง แต่ภาคนี้มันกลับถูกฆ่าจากหน่วยสวาทที่ระเบิดมันเป็นเศษเล็กเศษน้อย!...แต่ถึงแม้มันจะไร้ร่าง แต่จิตวิญญาณอันเหี้ยมโหดยังคงอยู่ มันกลับสามารถไปเข้าสิงผู้คนได้อย่างสบายใจ เพื่อให้คนๆ นั้นไล่ฆ่าคนอื่นสมดังที่วิญญาณของมันควบคุม

Jason X (2001) ศุกร์ 13 ฝันหวาน ภาค 10 ตอน “เจสัน โหดพันธุ์ใหม่ ศุกร์ 13 X”
เรื่องราวเกิดขึ้นประมาณปี 2000 เมื่อทีมนักวิทยาศาสตร์รัฐบาล ในสถาบันค้นคว้าคริสตัล เลค ได้ค้นพบศพ เจสัน จึงหาทางควบคุมด้วยการแช่แข็ง แต่เกิดความผิดพลาด ส่งผลให้เจสันฟื้น จากนั้นจึงไล่ฆ่าทุกคนอย่างสยอดสยอง แต่มีเจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งได้หลอกล่อ เจสันเข้าไปในห้องแช่แข็ง ในขณะที่เธอถูกทำร้ายอย่างหนัก จนทำให้ต้องถูกแช่แข็งไปพร้อมกับเจสัน! แล้วตื่นขึ้นมาในอีก 400 ปีข้างหน้า เมื่อ มีมนุษย์กลุ่มหนึ่งมาพบเจอการแช่แข็งของทั้งสอง

ที่กล่าวมานี้ คือตำนานสยองของศุกร์ 13 และการนำเสนอเนื้อหาย่อๆ ในบางภาคของภาพยนตร์ ซึ่งดึงเอา ความเชื่อต่อเลข 13 มาเป็นจุดกำเนิดของเจสัน ในโลกของแผ่นฟิลม์.....แต่ในโลกของความเป็นจริง มีความเชื่อที่ว่า

“ 13 ”
คือเลขอาถรรพ์สุดขั้ว

ซึ่งถ้าหาก“Hexakosioihexekontahexaphobia” คือความกลัวของมนุษย์ที่มีต่อเลข 666 แล้วล่ะก็ “ Friggatriskaidekaphobia (โรคกลัววันศุกร์)”
หรือ“Paraskavedekatriaphobia” เรียกอีกอย่างว่า “Paraskevidekatriaphobia” ก็คือความกลัวของมนุษย์ที่มีต่อเลข 13 ด้วยอาการที่เรียกว่า “ Triskaidekaphobia”

ไม่เพียงแต่เฉพาะชาวคริสต์เท่านั้น แต่ผู้คนทั่วโลกเชื่อกันว่า “13” คือเลขอาถรรพ์อัปมงคล แฝงความลึกลับสยดสยอง โดยมี “ความเชื่อที่ถูกวางไว้เป็นหลัก” คือ การที่สาวกทั้ง 13 ของพระเยซูคริสต์ได้ร่วมโต๊ะอาหารกับพระองค์ท่าน เป็นมื้อสุดท้ายที่เรียกกันว่า “เดอะ ลาสต์ ซัปเปอร์ (The Last Supper)” ก่อนที่พระองค์จะถูกนำตัวไปตรึงบนไม้กางเขน

(ในส่วนนี้มีผู้คนจำนวนมาก เข้าใจผิดว่า “วันศุกร์ประเสริฐ (Good Friday)” นั้นคือวันที่เกี่ยวกับอาถรรพ์ศุกร์ 13 แต่จริงๆ แล้วนั่นคือความชื่อที่ผิด เพราะ Good Friday คือวันศุกร์ที่ “ดี” เพราะชาวคริสต์จะเริ่มนับกันว่าเป็นวันที่จะเริ่มฉลองเทศกาลอีสเตอร์ ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนเมษายนของทุกๆ ปี...ดังนั้นนี่จึงเป็นความเชื่อที่ผู้คนต่างเข้าใจผิด ซึ่งแพร่หลายอยู่ในอินเตอร์เนตเป็นจำนวนมาก!)

ในอีกความเชื่อกล่าวว่า “13” คือวันที่ “อดัม” กับ “อีฟ” ละเมิดกัดแอปเปิ้ลต้องห้ามของพระผู้เป็นเจ้าในสวนเอเดน จนต้องถูกขับไล่ออกมา รวมทั้งเป็นวันที่ อดัม กับ อีฟ ล้มตายจากโลก และคัมภีร์ไบเบิลระบุว่าวันศุกร์ “เป็นวันแรกที่เกิดน้ำท่วมโลก” จึงนำไปสู่ความเชื่อว่า

“หากวันศุกร์เกิดไปตรงกับวันที่ 13 ของเดือนใดก็ตาม มันจะเป็นวันแห่งความโชคร้าย!”

ดังนั้นวันศุกร์ทางคริสต์ศาสนาในอดีต จึงเป็นวันที่ผู้คนหลีกเลี่ยงการแต่งงาน ย้ายบ้าน เริ่มงานใหม่ หรือเขียนจดหมาย ในขณะที่ กรีซ และ สเปน ถือเอา “วันอังคารที่ 13” เป็นวันอัปมงคล

แต่กระนั้นไม่มีหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่า ประชาชนถือเอาว่าวันศุกร์ที่ 13 เป็นวันโชคร้าย “อย่างชัดเจนและเห็นพ้องต้องกันเกือบทั้งโลก”

ซึ่งแนวคิดนี้เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 นี่เอง เมื่อเทคโนโลยีและสื่อต่างๆ สามารถเชื่อมโลกให้เล็กลง รวมทั้งความบันเทิงที่สามารถข้ามโลกได้อย่าง “ภาพยนตร์” และนวนิยาย ได้ทำให้ก่อความเชื่อนี้กระจายไปทั่วโลก และทรงอิทิพลในหลายๆประเทศ เช่น

“ประเทศตุรกี ตัดเลข 13 ออก จนไม่มีตัวเลข13 อีกต่อไป! , อาคารสูงทั่วโลกจะไม่ระบุชั้นที่ 13 เอาไว้ ในกรณีนี้รวมถึงห้องหมายเลข 13 ทั้งในโรงแรม และคอนโดมิเนียมด้วย ซึ่งจะมีการเว้นเลขนี้ไป และอาจจะใช้สัญลักษณ์อื่นๆ แทน , แม้แต่ประเทศจีนในปัจจุบัน จัดให้เลข 13 อยู่ในกลุ่มเลขอัปมงคล

....อย่างไรก็ตาม เลข 13 และวันศุกร์ ที่มีความสัมพันธ์ต่อกระบวนการทางจิตวิทยาของมนุษย์ ดังที่มีการ
กล่าวอ้างว่า (***หมายเหตุข้อมูลต่อไปนี้ ขอไม่ยืนยันว่าเป็นความจริงหรือไม่**)

- การศึกษาชิ้นหนึ่งซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ “บริติช เมดิคัล เจอร์นัล” ปี 1993 ตั้งหัวข้อไว้ว่า "ศุกร์ 13 เป็นอันตรายต่อสุขภาพคุณหรือไม่?" นักวิจัยพยายามหาความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพ พฤติกรรม และความเชื่อเกี่ยวกับวันศุกร์ที่ 13 ในอังกฤษ โดยเปรียบเทียบสัดส่วนความคับคั่งของการจราจรต่อจำนวนอุบัติเหตุ ในวันศุกร์ที่ 6 และศุกร์ที่ 13 ตลอดช่วงหนึ่งปี
และจากการศึกษาพบว่า ในวันศุกร์อาถรรพ์ที่ 13 นั้น คนอังกฤษขับรถออกนอกบ้านกันน้อยกว่าวันศุกร์ปกติ แต่กลับกลายเป็นว่าจำนวนคนที่ต้องเข้าโรงพยาบาล เนื่องจากประสบอุบัติเหตุนั้น มีมากกว่าวันศุกร์ทั่วๆ ไป!
ผู้ทำการวิจัยจึงสรุปว่า วันศุกร์ที่ 13 นั้นเป็นวันโชคร้ายสำหรับบางคน ความเสี่ยงที่ต้องเข้าโรง
พยาบาลเนื่องจากอุบัติเหตุท้องถนนนั้นเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 52%

- ศูนย์จัดการความเครียดและสถาบันอาบำบัดการกลัวในเมืองแอชวิลล์ มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา ประเมินว่าในแต่ละครั้งเมื่อวันศุกร์ที่ 13 มาถึง สหรัฐอเมริกาเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ เป็นเงิน ถึง 800 ถึง 900 ล้านเหรียญสหรัฐ! เพราะว่าประชาชนบางคนไม่กล้าเดินทางไปไหนและไม่กล้าแม้แต่จะไปทำงาน ซึ่งคนเหล่านี้กำลังอยู่ในสภาวะ“ Friggatriskaidekaphobia”
ซึ่ง ดร.โดนัลด์ ดอสซีย์ นักจิตศาสตร์ผู้ชำนาญด้านการรักษาอาการกลัวบอกว่า เฉพาะในสหรัฐฯ ประเทศเดียวมีคนเป็นโรคผวาศุกร์ที่ 13 มากถึง 21 ล้านคน!

- ความเชื่อและตำนานของชาวนอร์สในดินแดนสแกนดิเนเวียที่เรียกว่า Norse myth เกี่ยวกับเทพ 12 องค์ มารวมกันจัดงานเลี้ยงในห้องโถงของ “เอกีร์” เทพแห่งมหาสมุทร แต่เทพแห่งไฟที่ชื่อ “โลกิ” ซึ่งไม่ได้รับเชิญมาร่วมงาน จึงพังประตูรั้วเข้ามาในฐานะแขกคนที่ 13
และยังให้เทพ “ฮอด” ซึ่งเป็นเทพแห่งความมืดมิดซึ่งตาบอด โยนกิ่งของพืชกาฝากใส่ “บาลเดอร์” เทพแห่งความสุขและความยินดี จนบาลเดอร์สิ้นลมหายใจไปในทันที ทำให้โลกต้องตกอยู่ในความมืดมิดและความเศร้าสลด
ทว่าความเชื่อนี้มีผู้แย้งไว้ว่า เนื่องจากข้อความในบทกวี “โลกาเซนนา” ซึ่งเป็นภาษา “โอลด์นอร์ส” ได้มีการกล่าวถึงชื่อเทพ 17 องค์ที่ไปร่วมงานเลี้ยงดังกล่าว ซึ่งระบุว่าเทพ “โลกิ” เป็นผู้พังประตูรั้วเข้าไปจริง แต่ไม่ใช่คนที่ 13 และยังไม่มีความเชื่อมโยงระหว่างบทดังกล่าวกับการถึงจุดจบของเทพบาลเดอร์อีกด้วย
ด้วยเหตุนี้คำอธิบายในข้อแรก จึงเชื่อมโยงกับเรื่องความโชคร้ายของเลข 13 ที่เก่าแก่ที่สุดของชนชาติอังกฤษ ซึ่งมีการบันทึกเอาไว้ในศตวรรษที่ 18 โดยเชื่อกันว่า

“เมื่อไรก็ตามที่คน 13 คนมานั่งทานอาหารร่วมโต๊ะเดียวกันแล้ว คนที่ลุกจากโต๊ะไปเป็นคนแรกจะเป็นคนแรกที่ต้องตาย!”

- ในอีกความเชื่อหนึ่งกล่าวว่า วันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 1307 คือวันที่พระเจ้าฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศส ทำการจับกุมตัวบรรดาอัศวิน “เทมพลาร์” ชาวฝรั่งเศสจำนวนหลายร้อยคนไป ก่อนจะนำตัวไปทรมานและสังหาร เพื่อนำทรัพย์สินของพวกเขามาเป็นของฝรั่งเศส

- ชาวอียิปต์โบราณ มีความเชื่อว่าเลข 13 คือสัญลักษณ์แห่งชีวิตหลังความตาย อันเป็นอมตะ เป็นความรุ่งโรจน์ และความเปลี่ยนแปลงอันพึงประสงค์ แต่ความหมายดังกล่าวถูกนำมาเชื่อมโยง กับความหวาดกลัวความตายในยุคหลัง

- เลข 13 คือสัญลักษณ์ของเพศหญิง ซึ่งเคยถูกยกย่องในวัฒนธรรมการบูชาเทพธิดาในยุคก่อนประวัติศาสตร์ เพราะเมื่อดูปฏิทินตามจันทรคติแล้ว มันตรงกับรอบของดวงจันทร์ และการมีระดูของผู้หญิงในหนึ่งปี (13x28 = 364 วัน) แต่เมื่อปฏิทินตามระบบสุริยะ ถูกนำมาใช้แทนดวงจันทร์ ตามวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ เลข 12 ถูกยกให้เป็นสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์ ขณะที่เลข 13 กลายเป็นความโชคร้าย

- ในยุคโบราณนั้นชาวนอร์เวย์ถือว่าวันศุกร์ (Friday) เป็นวันโชคดีที่สุดในสัปดาห์ เพราะตั้งชื่อวันตามเฟรยา (Freya) เทพีแห่งความรักและความสมบูรณ์ ผู้เป็นภรรยาของเทพ Odin

นี่....จึงเป็นความเชื่อเกี่ยวกับตำนานศุกร์ 13 ทั้งในโลกภาพยนตร์ และในโลกของความเป็นจริงที่สัมพันธ์กับ "เลขอาถรรพ์" นั่นเอง
SHARE
Writer
Kissda
writer
writer

Comments