แกไม่เป็นสลิ่มใช่ไหมเจ้าความรัก
       ความรักมีหลายรูปแบบ ความรักแบบพวกพ้องมิตรสหาย ความรักพ่อแม่ครอบครัว ความรักแบบชู้สาวหรือคือรักอะไรก็ตามแต่สุดแท้จะนิยามหรือเลือกสรร เรื่องที่ผมจะกล่าวถึงนี้ไม่ใช่เรื่องความรักของตัวเองแต่เป็นการมองคนอื่นในเลนส์ของตัวเองที่ผ่านกระบวนทางความคิดและการทำความเข้าใจพวกเขาเหล่านั้นเท่าที่ผมพอจะเรียนรู้วิธีการจากการวิเคราะห์สังคมมาบ้างนิดหน่อย มีน้องคนหนึ่งมาปรึกษาว่า ตอนนี้กำลังคบกับผู้ชายคนหนึ่งอยู่ แต่จริงๆเรียกว่าคบไม่ได้หรอกเพราะก็แค่คุยๆกัน...ทุกอย่างอะไรๆก็ดีไปเสียหมด การเทคแคร์ การช่วยเหลือ ชีวิตมันจะลงตัวอยู่แล้วแต่ก็อย่างว่าแหละ ไม่มีหนึ่งก็มีสอง ไม่มีปัญหาอย่างหนึ่งก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่ง จนมารู้อีกทีว่าคนที่คุยด้วยอยู่นี้เป็น “สลิ่ม” เลยมาปรึกษาว่าควรเดินไปต่อไหมหรือหยุดแค่นี้เธอเรียกพวกเขาว่าไรนะ       ผมเลยอยากลองมองย้อนและหาคำตอบว่าอะไรคือ  “สลิ่ม” สลิ่มสามารถนิยามได้เยอะมาก เลยอยากจะเรียกซักความหมาย คุณ คำผกา นิยามว่า กลุ่มคนที่ถูกดึงให้เป็นพันธมิตรกับอุดมการณ์ขวาจัดและหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนพร้อมเข้าใจว่าประเทศไทยเราดีที่สุดและไม่ควรไปเปลี่ยนแปลง 
สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ 
   1. กลุ่มคนที่ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองและถูกชักจุงจากกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์ขวาจัดหรือกลุ่มราชาชาตินิยม
   2. กลุ่มคนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบซ้ายแต่กลายพันธ์ุเป็นฝ่ายขวาและชูอุดมการณ์จารีตนิยมและต่อต้านเสรีนิยมใหม่หรือโลกาภิวัตน์
เธอผู้ไม่ชอบของหวานหลากสีเกลียดเข้าเส้นจนอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้       น้องเขาบอกว่าคงไม่คุยต่อแล้วแหละเพราะอุดมการณ์ทางการเมืองไม่ตรงกัน ยังไงซะชีวิตต่อไปข้างหน้าเราก็คงคุยเรื่อง การเมือง สังคม เศรษฐกิจ กันอยู่แล้วปฎิเสธไม่ได้หรอกในสังคมโลกปัจจุบันมันพูดกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ถ้าคุยไปเรื่อยๆแบบนี้อยู่สุดท้ายก็มีปัญหาและต้องเลิกกันอยู่ดี พร้อมจบบทสนทนาลงเสียตรงนั้น ผมผู้งงว่าเขามาขอคำปรึกษาหรือมาระบายกันแน่ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ทราบแน่ชัด
       ตอนนั้นคงไม่ได้พูดไรมากนอกจากบอกว่า ถ้าตัดสินใจอะไรหรือคิดดีแล้วก็ต้องยอบรับมันให้ได้ก็เท่านั้นแหละ แต่สิ่งที่อยากบอกจริงๆคงจะบอกว่าไม่ต้องเลิกกันหรอกกลับไปคุยกับเขาให้มันชัดเจนก่อน เพราะโดยส่วนตัวแล้ว ผมก็ยังเชื่อเสมอว่าความรักสามารถเปลี่ยนแปลงอีกคนไปในทิศทางที่ ดีขึ้นหรือเลวร้ายลงได้เสมอขึ้นอยู่กับจุดประสงค์กับวิธีการและคิดว่ามนุษย์ทุกคนก็คงเป็นเหมือนกัน
หยุดก่อนเพื่อนเอ๋ย ศัตรูของเราไม่ใช่เขา
หยุดก่อนเพื่อนเอ๋ย ศัตรูของเราไม่ใช่มนุษย์คนใด
เพราะศัตรูที่จริงคือความแค้น คือศัตรูที่แท้จริงของพวกเรา
       พวกเขาเหล่านั้นไม่ใช่ศัตรูของเรามันเป็นเพียงแค่ปัญหาของการรับชุดข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอยู่เสมอๆจนเขาเชื่อว่าข้อมูลนั้นเป็นเรื่องจริงเพราะเกิดจากการสร้างความจริงจากคนที่อยากจะทำให้ข้อมูลนั้นๆเป็นเรื่องจริง หรือการเข้าถึงสารต่างๆของพวกเขาอาจจะเข้าไม่ถึงเท่าพวกเราก็ตามแต่ เราลองตั้งคำถามแลกเปลี่ยนกัน เราอาจจะมองพวกเขาเหล่านั้นเสียใหม่ ลองใช้วิธีการกับเขาแบบใหม่ ผมชอบคำหนึ่งของน้องคนหนึ่งที่พูดอยู่บ่อยๆนะว่า อย่างผลักสลิ่มให้เป็นชายขอบ อย่าผลักดันพวกเขาเหล่านั้นให้อยู่นอกเหนือสายตาเหมือนทำให้พวกเขาไม่มีตัวตนในสังคมถ้าอยากจะเปลี่ยนแปลงเขา จงประณีประนอมกับพวกเขาถ้าอยากได้เขาเป็นมวลชนเพราะการด่าไม่ได้ช่วยอะไร เป็นเพียงแค่ระบายอารมณ์เท่านั้นเอง จงค่อยๆทำให้เขาเห็นว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกที่ควร แต่ต้องบอกไว้ก่อนครับว่าการทำงานทางความคิดมันยากเย็นแสนเข็นเหลือเกิน 5555 แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ชีวิตเรามันไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ แต่ผมยังเชื่อนะครับว่า เราทุกคนเปลี่ยนกันได้ ไม่ควรผลักใครให็เป็นศัตรู เพลงของ boy lmagine บอกว่า “เพราะศัตรูของเราไม่ใช่มนุษย์คนใด” เพราะตัวปัญหามันอยู่ที่ระบบโครงสร้าง โครงสร้างที่มันกดทับและถูกปกปิดรอเวลาในการแก้ใขมันก็แค่เท่านั้นเอง

SHARE

Comments

MillennialsZ
16 days ago
จริง ๆ คนใกล้ตัวผมก็เป็นสลิ่มนะ แต่เพราะผมเลือกจะพูดคุย และใช้เหตุผลกับเขา โดยหวังว่าอย่างน้อยสักวันเขาจะปรับเปลี่ยนความคิดแง่ลบของตนเอง กระทั่งสุดท้ายก็เปลี่ยนในที่สุด ดีจังที่ตอนนั้นไม่ใช่อารมณ์แก้ปัญหา :)
Reply
fenpink
16 days ago
ชื่อเรื่องน่ารักเหลือเกิน แอบขำ 5555 ส่วนตัวคิดว่าอุดมการณ์ทางการเมืองหรือการประนีประนอมมันพูดยากนะว่าเราจะเปลี่ยนคนคนหนึ่งหรือปรับความเข้าใจกันได้ถึงขนาดไหน เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ถ้าเป็นเราเราก็คงปล่อยเขาไปเหมือนกัน
Reply
Nobita_sung
16 days ago
ผมตีค่า อุดมการณ์ทางการเมือง เท่ากับ ศาสนา (หรือลัทธิหนึ่ง) ทีนี้อันเราจะเปรียบเทียบคุณค่าความดีของแต่ละความเชื่อความศรัทธามิได้ครับ เช่น เราจะบอกว่า ศาสนาคริสต์ ดีกว่า อิสลาม ไม่ได้ เช่นกัน เราจะบอกว่าซ้ายจัด ดีกว่า ขวาจัด ก็มิได้เช่นกัน ความศรัทธาอยู่เหนือเหตุผลครับ เราใช้ใจศรัทธามิใช่สมอง
Reply