SPIRITED AWAY เปิดประตูสู่โลกขนาน ซึ่งรับรู้ได้ด้วยหัวใจดวงน้อยๆ
ค่ำคืนหนึ่งในปี 2545...เป็นอีกค่ำคืนที่สวยงามที่สุดในชีวิต....บนรถไฟขบวนสายน้ำท่วม ดวงจันทร์สะท้อนผิวน้ำ ราวกับภาพฝันใน Spirited Aways
(บทความนี้เขียนเอาไว้ในปีดังกล่าว)

...............................

..... SPIRITED AWAY.....
ความสุข คือการที่โลกแห่งจินตนาการเปิดประตูสู่โลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งรับรู้ได้ด้วยหัวใจดวงน้อยๆ

□□□□□□□□□□□□□

คุณเคยสัมผัสกับเหตุการณ์ที่คุณคิดว่า ปรากฏอยู่ในโลกภาพยนตร์เพียงเท่านั้น แต่ต่อมา…อาจจะนานเกินคำนึง คุณกลับได้สัมผัสปรากฏการณ์จากเหตุการณ์นั้นในโลกของความเป็นจริง…หรือไม่?

บางครั้งเรื่องราวบนโลกแห่งความฝันหรือจินตนาการ มักจะถูกซ้อนทับด้วยโลกแห่งความจริง และเชื่อว่าปรากฏการณ์เช่นนี้ นานปีจึงจะปรากฏ…หรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลยทั้งชีวิต

...แต่สำหรับบางคนมันอาจจะเกิดขึ้นในชั่วอึดใจสุดท้ายของชีวิตที่ภาพแห่งอดีต หรือภาพที่จะเกิดขึ้นต่อไปในภายภาคหน้า ไหลมาบรรจบและขมวดเกลียวซ้อน ก่อนที่จะพาจิตวิญญาณไปสู่ดินแดนอันแสนห่างไกล

... หลายๆ ครั้ง ที่ได้จ่อมจม และมีความสุขอยู่กับภาพยนตร์ที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า เราอาจเกิดความประทับใจในบางสถานการณ์ บางตัวละคร บางสถานที่

ซึ่งเราอยากจะพานพบกับสิ่งเหล่านี้ในโลกของความเป็นจริง

… แต่ทว่ายากที่จะเป็นไปได้ และในที่สุด จุดสูงสุดที่เราได้จากเสพสัมผัสสื่อภาพยนตร์ กลับกลายเป็นคุณค่าเบื้องต้น คือให้เราหลีกลี้หนีจากความจริงเพียงชั่วขณะ….ก็เท่านั้น

แต่คุณค่าแปลกๆ และไม่มีตำราวิชาการภาพยนตร์เล่มใดกล่าวไว้คือ คุณค่าที่ทำให้ เกิด

"ระนาบมายา"

ซึ่งหากกล่าวไปอาจเป็นเพียงสิ่งเพ้อฝัน ที่สามารถสัมผัสได้เฉพาะในแต่ละบุคคล ซึ่งเลือกเปิดรับสิ่งอันปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่องหนึ่งๆ ด้วยความประทับใจ จนกลายเป็นความใฝ่ฝันที่อยากจะพบเจอ

และแล้ววันหนึ่งมันกลับกลายเป็นจริงผ่านภาวะที่เรียกว่า ประสบการณ์ร่วม
ซึ่งท้ายที่สุดภาพยนตร์เรื่องนั้นจะสร้างคุณค่า คือให้ผู้รับสารได้ไตร่ตรอง ด้วยมุมมอง ทัศนะ ที่ละเอียดอ่อนขึ้น

หากจะยกตัวอย่าง คุณค่าของภาพยนตร์ ที่ทำให้เกิด ระนาบมายา คงเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ความเป็นตัวตน ของแต่ละบุคคลอย่างเข้มข้น เพราะทุกคนล้วนมีความคิดต่างกันแม้จะได้ชมภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน

จึงกล่าวว่า ระนาบมายา คือคุณค่าแอบแฝงในเชิงสัญลักษณ์ของ สิทธิและเสรีภาพทางความคิดส่วนบุคคล

ที่สำคัญ มันเป็นคุณค่าที่ทำให้ มนุษย์ได้เป็นหนึ่งเดียวกับโลก ผ่านความจริง-ความลวง เพราะธรรมชาติ ได้มอบภาวะ-สถานการณ์ อย่างหนึ่งอย่างใดที่เราประทับใจในโลกภาพยนตร์ ให้เกิดขึ้นในโลกแห่งความจริง

□□□□□□□□□

สำหรับผู้เขียนแล้ว ยังจดจำระนาบมายาครั้งหนึ่งในชีวิต ผ่านห้วงเวลาเล็กๆ ที่อบอุ่นอย่างง่ายๆ ได้เป็นอย่างดี จากภาพยนตร์แอนิเมชั่น SPIRITED AWAY ฝีมือการกำกับของ HAYAO MIYAZAKI แห่ง STUDIO GHIBLI ซึ่งภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องนี้

ว่าด้วยเรื่องราวของจิตวิญญาณแห่งตะวันออก โดยอาศัยหลักความเชื่อ ทางปรัชญา ศาสนา ประเพณี จารีต และค่านิยม ภายใต้เรื่องราวของการ์ตูนผจญภัยสนุกสนาน ที่มีประเด็นหลักคือการ ค้นหาตัวเองผ่านทางออกหลายประการ ของเหล่าตัวละครหลัก ที่ค่อยๆ เติบโต และเปลี่ยนแปลงเชิงพัฒนาผ่านภาวะการณ์ ที่มากระทบ

…เรื่องราวเกิดขึ้น ผ่านการเจออุปสรรค์ นานับประการของสาวน้อย จิฮิโร่ ที่ครอบครัวร่ำรวยและชื่นชมวัตถุนิยม-ทุนนิยม เดินทางด้วยรถยนต์คันหรูสู่บ้านแห่งใหม่ แต่หลงทางไปเจอสถานที่รกร้างแห่งหนึ่ง
ซึ่งเมื่อเข้าไปข้างในก็เจอดินแดนร้างผู้คน กับอาหาร สารพัดที่วางไว้บนโต๊ะ
แต่พ่อ แม่ของเธอกลับถือวิสาสะเข้าไปกินอย่างมูมมาม ขนาด จิฮิโร่ ทัก พ่อก็ยังบอกว่า

"ไม่เป็นไรหรอกเพราะเรามีเงิน มีบัตรเครดิตเสียอย่าง"

สะท้อนว่า พ่อแม่นั้น เป็นพวกที่นับถือวัตถุ และทุนนิยมนอกเหนือจาก รถยนต์ออดี้ของครอบครัว และนาฬิกาโรเลกซ์ บนแขนพ่อ

…แต่ทว่าพ่อ แม่ กลับถูกสาปให้กลายเป็นหมู และจิฮิโร่ ต้องกลายมาเป็นคนรับใช้ของ ยูบาบะ แม่มดหน้าเลือด และงกเงินทอง โดยมีลักษณะการอ้างอิงระบบ นายทุน อย่างชัดเจน

ทั้งนี้จิฮิโร่ต้องอาศัยอยู่ในโรงอาบน้ำร้อนของเหล่าเทพเจ้า คอยคิดหาวิธีที่จะให้พ่อแม่กลับคืนร่าง และหาทางออกไปสู่โลกของเธอโดยมี ฮาคุ ทาสรับใช้ของยูบาบะ ผู้ไม่รู้อดีตที่แท้จริงของตน คอยช่วยเหลือ

และสำหรับผู้อ่านที่ได้ชมแล้ว คงจะจำในตอนท้ายๆของเรื่องที่ จิฮิโร่ต้องเดินทางไปพบแม่มดใจดี โดยต้องขึ้นรถไฟที่ที่สถานี ก้นบึง กันได้

จินตนาการอันแสนงดงาม ไม่มีทางเป็นไปได้ในโลกแห่งความเป็นจริงก็ถือกำเนิด คือการที่ จิฮิโร่ นั่งรถไฟ เรี่ยผิวน้ำ ผ่านห้วงเวลาของวันและคืน ไปยังบ้านของแม่มดใจดี

…สิ่งที่ปรากฏคือ รถไฟขบวนหนึ่งแล่นตามรางที่เรี่ยผิวน้ำอย่างโดดเดี่ยวกลางทะเลสีฟ้าผืนงาม ที่ทอดไกลออกไปอย่างไม่มีวันที่สิ้นสุด

มันเป็นภาพที่สุดแสนจะวิเศษ และงดงามเกินกว่าจะบรรยาย กว่าโลกแห่งความเป็นจริง

ทั้งนี้แท้จริงแล้วฉากรถไฟเรี่ยผิวน้ำ อาจจะเป็นเพียงแค่หนึ่งฉากธรรมดาสำหรับใครหลายๆ คน แต่คนที่จดจำและประทับใจ

ฉากนี้มีความหมาย และยิ่งหากมันซ้อนทับกับ ระนาบมายา มันจะเสมือนโลกแห่งจินตนาการมีเรื่องราวที่งดงามอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง

□□□□□□□□□□□□□

…และนี่คือ ระนาบมายา สำหรับผู้เขียน...

คืนนั้น เป็นคืนวันออกพรรษา ปี 2545 ซึ่งเป็นปีที่น้ำหลาก และน้ำท่วมภาคกลางยังไม่บรรเทา ผู้เขียนนั่งรถไฟตู้นอนจากกรุงเทพฯ กลับเชียงใหม่ เป็นการเดินทางที่ต้องผ่านช่วงเวลาค่ำคืน

สำหรับตอนหัวค่ำเมื่อมองผ่านหน้าต่างรถไฟออกไป จะเห็นฟ้าแลบแปลบๆ อยู่ที่สุดปลายฟ้า มันดูน่ากลัวและดูเหงาๆ พิกลสำหรับการเดินทางเพียงคนเดียว เพราะมันไม่น่าดื่มด่ำเหมือนนั่งอยู่ริมทะเลกลางดึกช่วงฤดูฝน ซึ่งจะเห็นฟ้าแลบแปลบๆ อยู่ตรงเส้นขอบฟ้าที่สุดแสนจะโรแมนติค

…เมื่อการเดินทางเข้าสู่ช่วงดึกหลังจากหลับๆ ตื่นๆ ไม่รู้ครั้งที่เท่าไหร่

ผู้เขียนก็ได้พบกับภาพที่สวยที่สุดในชีวิต

♤♤♤♤♤♤♤♤♤♤

นอกหน้าต่าง พระจันทร์เต็มดวงทอประกายแสงเหลืองนวล สะท้อนกับผืนน้ำท่วมทุ่งนา ยาวไกลสุดสายตา ปลายฟ้ามีดวงดาวแต่งแต้มลดหลั่นลงไปถึงเส้นขอบที่มีแสงแลบวูบวาบ

…เสียงรถไฟบดล้อกับขอบราง ดังกึง กึง เสมือนเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์จากธรรมชาติแสนไพเราะ ผสานค่ำคืนอันอบอุ่นแต่เดียวดายดั่งหนึ่งฉากในหนังการ์ตูน SPIRITED AWAY รถไฟกำลังแล่นผ่าทะเลเวิ้งว้าง โดยมีจันทร์นวลสะท้อนผ่องวูบไหววิ่งตามที่รถที่แล่นอยู่บนผืนน้ำ คล้ายจันทร์เจ้าคอยตามหยอกล้อ

ความรู้สึกขณะนั้นทำให้เกิดรอยยิ้มที่มุมปากและหัวใจ ให้จดจำมิรู้ลืม

♤♤♤♤♤♤♤♤

มันเป็นความงามง่ายๆ ที่ดูเหมือนเป็นเพียงแค่เสี้ยวของเวลาเล็กๆ ที่เคลื่อนไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ แต่สำหรับเรามันเสมือนความนิ่ง ที่เวลาหยุดอยู่ตรงนั้นและโลกนี้เป็นของเราคนเดียว

ภาพที่ปรากฏติดตราอยู่ในใจ เป็นความทรงจำที่ไม่ต้องใช้กล้องถ่ายรูป อย่างแสนอบอุ่น เพื่อรอให้ผมกลับมาค้นมันออกจาก ลิ้นชักแห่งความทรงจำในโมงยามที่ถวิลหา

ที่กล่าวมา ผู้อ่านอาจจะเข้าใจถึง ระนาบมายากันพอสมควร ในขณะที่หลายๆท่านอาจเกิดความสงสัยว่า

หากมีใครสักคน ชอบและประทับใจในความรุนแรงที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ จนอยากจะให้มันเป็นจริงขึ้นมา เช่นการฆาตกรรม การข่มขืน การทำร้ายร่างกาย การก่อสงคราม การริดรอนสิทธิและเสรีภาพ การกระทำผิดศีลธรรม-จารีต-ขนบธรรมเนียม-ประเพณีอันดีงาม…แต่แล้วมันกลายเป็นจริงขึ้นมาคล้ายๆกันจะถือว่าเป็น ระนาบมายา ได้ไหม?

ในประเด็นนี้ผู้เขียนขอกล่าวว่าแม้ทางทฤษฎีของผู้เขียน จะถือว่าเป็นระนาบมายาอย่างไม่ติดขัด แต่ความจริงแล้วมันคือ ระนาบมายาด้านลบ

เพราะมันมิใช่คุณค่าจากการเสพภาพยนตร์เชิงสร้างสรรค์ สิ่งที่จะเรียกว่า คุณค่า นั้นต้องมี

ความดีงาม และมุ่งให้ผู้ที่เกิดการพัฒนา ยกระดับจิตใจต่อตนเองหรือสังคม ให้มองเห็นถึงการดำรงอยู่และเป็นส่วนหนึ่งของโลก แม้เพียงแค่ความอบอุ่นที่เกิดขึ้นเล็กๆ หรือความสุขส่วนตัวที่เกิดขึ้นโดยไม่ไปทำลายผู้ใดนั้นก็นับว่าเป็นคุณค่าของภาพยนตร์ จากการกำเนิดของระนาบมายาในช่วงเวลานั้นๆ นั่นเอง

ทั้งนี้อาจจะมีผู้อ่านเกิดความสงสัยต่อไปอีกว่า

การเกิดระนาบมายานั้น ภาพและเสียงที่เกิดขึ้น ต้องเหมือนฉากใดๆในภาพยนตร์อย่างไม่ผิดเพี้ยนหรือไม่?

ในส่วนนี้ขอกล่าวว่า ไม่จำเป็น เพราะอย่างไรก็ไม่มีทางที่ฉากในหนังอยู่ๆ จะกลายมาเป็นจริงได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน ดังนั้นจึงนับเอา ความใกล้เคียง ของฉากที่ปรากฏมาเป็นบรรทัดฐาน

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดได้แก่ ตัวแปรกำหนดการเกิดระนาบมายา คือ ใจ และ ความระลึกได้ของบุคคล เพราะหากบุคคลประทับใจ และอยากให้ฉากนั้นเกิดขึ้นจริงๆแล้วนั้น ต้องอาศัยใจของตนเอง ซึ่งมันเป็นความชอบ ความรัก ส่วนตัว…

จริงอยู่ที่ ความรู้สึกเหล่านี้เมื่อมันเกิดขึ้นในขณะที่เราดูภาพยนตร์แล้วเจอฉากประทับใจจนอยากให้เป็นจริงนั้น จะยังติดตรึงและคงอยู่ในใจ

แต่ก็ต้องอาศัย การระลึกได้

มาเป็นองค์ประกอบสำคัญ เพราะหากจู่ๆ เกิดเหตุการณ์คล้ายๆ กับฉากที่เราประทับใจขึ้นมา แต่เรา ไม่สามารถระลึกได้…ไม่ถือว่ามีระนาบมายาเกิดขึ้น

สุดท้ายกลายเป็นว่าภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ มอบเพียงแค่ คุณค่าพื้นฐาน ให้ผู้ชม คือ

การหลีกหนี และหลุดพ้นจากโลกแห่งความจริงชั่วขณะซึ่งทำให้เกิดความสุขเพียงแค่นั้น แต่ไม่ได้พัฒนาและยกระดับจิตใจขึ้นมาเลย

ถึงตรงนี้ผู้อ่านหลายท่านอาจจะเกิดอาการแย้งว่า

แล้วระนาบมายา SPIRITED AWAY นั้น มันเกิดการพัฒนา และยกระดับจิตใจผู้เขียนตรงไหน?

…ขอตอบว่า ตรงนี้…ตรงที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้ เพราะครั้งที่ผู้เขียนโดยสารรถไฟกลับเชียงใหม่ในคืนนั้น

ทำให้รู้ว่า ในโลกมายานั้น มีโลกของความเป็นจริงสิ่งซ่อนอยู่ แต่ไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไร ต่อมาจึงต้องเรียนรู้ และแสวงหาบางสิ่งมาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น จนทำในที่สุดทำให้สามารถให้นิยามกับมันได้ว่ามันคือ ระนาบมายา

แต่กว่าที่จะนิยามได้นั้น ผู้เขียนก็ได้ค้นพบความจริงหลายๆ อย่างของโลก นี้แม้มันอาจจะไม่ยิ่งใหญ่ แต่มันก็น่าทึ่ง และน่าสนุก ที่สำคัญในการค้นหาครั้งนี้

ผู้เขียนได้พบกับความสุข

ซึ่ง ความสุข นั้น คือการวกกลับไปสู่คุณค่าพื้นฐานของภาพยนตร์… หากอธิบายตามหลักพุทธศาสนา และความเป็นจริงของโลกนั้น ทุกสิ่งเมื่อมีจุดเริ่มต้น ก็ต้องมีจุดจบ หรือจุดสูงสุดหมุดเวียนกันไปเป็นวัฏสงสาร

ระนาบมายาก็เช่นกันเมื่อมันเข้าสู่ภาวะ สูงสุด ด้วยการให้บุคคลได้ยกระดับ และพัฒนาจิตใจแล้ว มันก็จะวกไปสู่ พื้นฐานทางคุณค่าของภาพยนตร์อีกครั้งคือ ความสุข เมื่อบุคคลได้พัฒนาระดับจิตใจ เหมือนรู้แจ้งในสิ่งหนึ่งแล้วก็จะเกิดความสุขทั้งกับตนเอง และนำ หรือสร้างสุขกับบุคคลอื่นๆได้…

ที่กล่าวมานี้ มิใช่ความจริงอันยิ่งใหญ่ของชีวิต มิใช่ปรัชญาล้ำลึก…มันคือประสบการณ์ร่วมที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ รอให้ธรรมชาติและโลกนี้สร้างมันขึ้นมาอย่างที่เราไม่สามารถไปกำหนดมันได้
เมื่อมันเกิดขึ้น เราอาจจะดีใจเสมือนกับส่งที่ใฝ่ฝันไว้เป็นจริง และเราอาจจะเก็บมันไว้ด้วยการบันทึกอย่างใดๆ เช่น ภาพถ่าย ภาพวีดีโอ การจดบันทึก

แต่ดีที่สุดคือการเก็บมันไว้ในความทรงจำในใจ เพราะ มันคือเศษเสี้ยวของสิ่งเล็กๆในรูปแบบของการระลึกถึง ซึ่งเรามองข้ามหรือหลงลืมมันไป เพราะ จิต กำลังดำเนินไปตามครรลองของปุถุชน ที่ต้องดิ้นรน แสวงหา อยู่ในสังคมเมือง จนไม่มีแม้แต่ช่องว่างแม้แต่เศษเสี้ยวของเวลาแค่หนึ่งกระพริบตาที่จะนึกถึง

ทั้งๆ ที่มันมีความรู้สึกดีๆ ง่ายๆ พร้อมที่จะมอบให้เราเสมอ…แต่ในที่สุดไม่วันใดก็วันหนึ่ง และบางคราอาจจะเป็นวาระสุดท้ายของชีวิตที่กระแสเวลา ก็จะมอบการหวนระลึกถึง ดึงมันออกมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง

เฉกเช่นครั้งนี้ ซึ่งท้ายที่สุด รอยยิ้มที่ริมฝีปาก และ ความอบอุ่นละมุนอารมณ์จะถือกำเนิดสร้าง ความสุขอย่างง่ายๆ ให้ใครสักคนที่รับรู้ถึงการมีอยู่ของโลกแห่งจินตนาการที่ซ้อนทับด้วยโลกแห่งความจริง

…และเมื่อมาถึงตรงนี้ ผมมีความสงสัยเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะ มีผู้อ่านหลายๆท่านคิดเหมือนกันคือ

แล้วสื่ออื่นๆ เช่นหนังสือ ที่เราไม่เห็นภาพและเสียงที่จับต้องได้ แต่มันอยู่ในจินตนาการของเรา , สื่อวิทยุ ที่บางครั้งเราเห็นภาพที่ซ่อนอยู่ในเสียงที่ส่งออกมา, สื่ออินเตอร์เนต ที่เราเปิดเจอรูปอะไรบางอย่าง รวมทั้งรูปถ่ายและภาพนิ่ง ที่เราประทับใจ หรือแม้แต่ ความฝันที่พึ่งผ่านพ้นไปเมื่อคืนซึ่ง สิ่งเหล่านี้กลายมาเป็นสถานะการณ์คล้ายคลึงในโลกของความจริง…จะเรียกได้ว่าเกิดระนาบมายาขึ้นไหม…

นี่คือสิ่งที่ผู้อ่านและผมต้องหาเหตุผลอธิบายกันต่อไป…พร้อมที่จะเรียนรู้นอกบทความ ด้วยความสุขจาก ระนาบมายา กันไหมครับ…?

□□■■■■□□■
SHARE
Writer
Kissda
writer
writer

Comments