8 ขั้นตอนสู่การมีชีวิต simple กว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้
ขั้นตอนที่ 1 ANSWER WHY – ตอบตัวเองให้ได้ว่าต้องการมีชีวิต simple เพื่ออะไร?

“ทำไมต้องถามหาเหตุผล ก็แค่อยากมีชีวิต simple เลยไม่ได้รึไง ทำไมชอบทำอะไรให้ยุ่งยากนะ” คุณอาจกำลังนึกแย้งแบบนี้อยู่
 
ชีวิต simple แบบที่คุณต้องการมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องอิสรภาพ ถ้าคุณพูดขึ้นมาว่าอยากได้ชีวิตที่มัน simple กว่านี้ ก็แปลว่าตอนนี้ชีวิตคุณไม่ค่อยจะ simple นัก

เป็นไปได้ว่างานยุ่ง ทำงานไม่ทัน ไม่มีเวลา ความสัมพันธ์กับคนรักดูแปลกๆ คุยโทรศัพท์กับคนในครอบครัวครั้งสุดท้ายเมื่อไรก็จำไม่ได้ หรือเพื่อนเลิกกับแฟนก็ยังไม่มีเวลาปลอบใจเลย คุณไม่มีเวลาเลย เพราะวันๆ มัวแต่วิ่งวุ่นทำเพื่อคนอื่นจนกระทั่งเวลาของตัวเองก็ยังจะไม่มี

เมื่อชีวิตไม่มีเวลาให้ตัวเองมานานมากพอจนไปถึงจุดๆ หนึ่ง คุณจะเริ่มทนไม่ได้ ชีวิตถูกกักขังจากกรงที่มองไม่เห็นที่เรียกว่าตารางงานและความรับผิดชอบ


OSHO ได้ให้คำอธิบายเรื่องอิสรภาพไว้ 2 คำคือ Freedom From และ Freedom For

Freedom From - คุณต้องการการเป็นอิสระจากอะไร?
Freedom For – คุณต้องการอิสระเพื่อสิ่งใด?

อิสรภาพแบบแรก Freedom From คุณจะมองเห็นแต่สิ่งคุมขัง อยากจะสะบัดตัวให้หลุดออกจากสิ่งที่คอยฉุดรั้ง ทั้งกดดันและเรียกร้องเอาทุกอย่างไปจากคุณ วันเวลา พลังงาน ความทุ่มเท ชีวิตทั้งหมดของคุณถูกสูบออกไป คุณอยากจะวิ่งหนีออกจากสิ่งเหล่านี้ ...คุณคิดแต่จะหนีๆๆ แต่จะหนีไปที่ไหนล่ะ? เพราะคำถามนี้ไม่ได้ชี้ทางออกเลย

อิสรภาพแบบที่ 2 Freedom For คุณต้องการอิสรภาพเพื่ออะไร? เพราะอยากจะมีสุขภาพที่ดีกว่านี้ มีความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวดีขึ้น มีเวลาหลับและตื่นเหมือนคนทั่วไป มีเวลาไปนั่งเล่นร้านกาแฟสวยๆ ในวันหยุด มีเวลาได้ทำอะไรช้าๆ มีความสุขสงบทางใจ


กลับมาที่เรื่องชีวิต simple แบบที่คุณต้องการ... คุณต้องการมีชีวิต simple เพื่ออะไร?
คำตอบที่คุณตอบตัวเองได้ จะเป็นหลักให้คุณยึดไว้ 
คนอื่นอาจหัวเราะเยาะ คนอื่นอาจหาว่าคุณอุดมคติเกินไป เป็นเด็กน้อยเกินไป โรแมนติกเกินไป
แต่มันคือสิ่งที่คุณให้คุณค่านี่นา ในเมื่อนี่คือสิ่งที่คุณอยากได้ ก็จดจำมันเอาไว้ให้ดี และบอกตัวเองว่า “ฉันจะทำให้ตัวเองมีสิ่งนี้ให้ได้”



ขั้นตอนที่ 2 DEFINE - ชีวิต simple ในความหมายของคุณคืออะไร?

ไม่ต้องสนใจความหมายตามดิคชันนารี และไม่ต้องสนใจด้วยว่าเว็บไซต์ไหนๆ จะกำหนดนิยาม simple life หรือ simply living ว่าอย่างไร เราสนใจแค่ว่า “คุณ” นิยามชีวิต simple ของตัวเองว่าอย่างไร

พูดกันตามตรง คำว่า “มีชีวิต simple” เป็นคำที่หลวมและกำกวมมาก ถ้าพูดออกมาเลยว่า “อยากมีชีวิต minimal” หรือ “อยากใช้ชีวิตตามวิถีออแกนิก” ยังจะเข้าใจได้ชัดเจนตรงกันมากกว่า

ชีวิต simple ของแต่ละคนไม่เหมือนกันและไม่เท่ากัน

ชีวิตหนุ่มสาวออฟฟิศตื่นเช้าออกจากบ้าน 6 โมง เลิกงาน 5 โมงเย็น กลับบ้านมาตอบกระทู้พันทิป กินข้าว ดูซีรีย์ เล่นเกมส์ อาบน้ำ และเข้านอน ก็เรียกว่าชีวิต simple ได้

ชีวิตพนักงานฝ่ายขาย ขับรถออกไปพบลูกค้าวันละ 4 แห่ง ใช้ชีวิตบนท้องถนนวันละ 8 ชั่วโมง รับโทรศัพท์เสียงดังรัวๆ ติดกัน ก็เรียกว่าชีวิต simple ได้ ถ้าคนทำงานฝ่ายขายรู้สึกจังหวะชีวิตแบบนี้กำลังดี

ชีวิตที่ตื่นเพราะเสียงไก่ขัน ใส่รองเท้าแตะออกไปซื้อผักที่แผงผักแถวบ้านมาทำกับข้าวใส่บาตร ทานข้าวเช้าพร้อมหน้ากับคนในครอบครัว แล้วค่อยแยกย้ายกันออกไปทำงาน ก็เรียกว่าชีวิต simple อีกเหมือนกัน

แล้วคุณนิยามคำว่า “ชีวิต simple” ของตัวเองเอาไว้แบบไหน?


ขั้นตอนที่ 3 GET CLEAR – ระบุกิจกรรมของชีวิตทั้ง 7 ด้าน

ยิ่งตอบตัวเองได้ชัดเท่าไร ก็จะยิ่งเห็นชัดว่าต้องทำอะไรบ้างเพื่อที่คุณจะได้มีชีวิตอย่างที่คุณปรารถนา ชีวิตมี 7 ด้าน ให้ลองกำหนดกิจกรรมมาเลยว่าการใช้ชีวิตแบบ simple ของคุณมีกิจกรรมอะไรบ้าง เป็นต้นว่า

1. ด้านสุขภาพ เช่น ทำอาหารกินเองสัปดาห์ละ 2 ครั้ง, ได้นอนหลับดีๆ อิ่มๆ 8 ชั่วโมงทุกวัน, เลิกกินอาหารไมโครเวฟในร้านสะดวกซื้อ, กำหนดร้านอาหาร 7 แห่งไว้กิน 7 วัน จะได้ไม่ต้องมาคิดใหม่ทุกสัปดาห์ว่าจะกินอะไรที่ไหนดี

2. ด้านความสุข เช่น มีเวลาอ่านหนังสือทุกวัน, ได้ฟังเพลงเพราะๆ เมื่อไรก็ได้ที่อยากฟัง

3. ด้านความสัมพันธ์ เช่น ได้กินข้าวกับพ่อแม่สัปดาห์ละครั้ง, ใช้เวลานอกบ้านทำกิจกรรมดีๆ กับแฟนทุกวันเสาร์, ถ้าเพื่อนสนิทมีปัญหา พร้อมจะทิ้งทุกอย่างแล้วไปหาหรือพร้อมคุยโทรศัพท์ทันที

4. ด้านการเงิน เช่น มีรายได้ ...... บาท/ปี ด้วยการทำงาน .... ทาง คือ 1..... 2..... 3.....

5. ด้านการงาน เช่น อยากเป็นคนกำหนดเวลาทำงานของตัวเอง, เริ่มงาน 9 โมง เลิกงาน 6 โมงเย็น, อยากเรียนต่อเฉพาะทางด้าน..... , อยากช่วยให้คนเรียกรถแท็กซีได้ง่ายขึ้น(อูเบอร์กับแกร็บเกิดขึ้นมาเพราะแบบนี้), อยากช่วยให้คนซื้อบ้านได้เห็นบ้านหลังที่ตัวเองจะซื้อกับตาตัวเองจริงๆ ก่อนซื้อ ไม่ใช่ซื้อแต่แบบแปลนในกระดาษ(แลนด์แอนด์เฮาส์เกิดมาด้วยวิธีนี้), อยากให้คนมีเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์สวยราคาไม่แพงไว้ใช้ คนจะได้มีความสุขกับการอยู่บ้านมากขึ้น(อิเกียเกิดมาขึ้นเพราะแบบนี้)

6. ด้านการเติบโตของตนเอง เช่น พบความหมายในการมีชีวิตอยู่ของตัวเอง, รู้สึกดีกับการเป็นตัวเอง, สนุกกับชีวิตมากขึ้น

7. ด้านตอบแทนกลับสู่สังคม - ไม่ว่านิยามชีวิต simple ของเว็บไซต์ไหนก็จะพูดตรงกันว่า คนที่ใช้ชีวิต simple จะรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ใหญ่กว่าแค่ชีวิตของตัวเองคนเดียว ไม่จำเป็นต้องรอตัวเองเปิดบริษัทใหญ่โตแล้วค่อยทำ CSR หรือรอไปปลูกป่าเวลาบริษัทพาไปทำกิจกรรม Team Building เราในฐานะมนุษย์ตัวเล็กๆ ก็สามารถทำอะไรตอบแทนกลับสู่สังคมได้ สองวิธีที่เราสามารถทำได้ง่ายๆ คือ

7.1. ลงแรง + เวลา = สนับสนุน

เราไม่จำเป็นต้องช่วยโลกด้วยการทำบุญหรือบริจาคเงินเสมอไป เรามีแรงกาย สมองและเวลา เราสามารถใช้สามสิ่งนี้เพื่อสนับสนุนสิ่งที่เราห่วงใยได้ ไม่ว่าจะลุกขึ้นมาเป็นอาสาสมัคร หรือแค่เห็นขยะตกอยู่แล้วหยิบไปทิ้งลงถัง, แยกขยะรีไซเคิลไปทิ้งในจุดรับขยะรีไซเคิล, ช่วยจัดเตรียมสถานที่ ทำอาหาร หรือช่วยล้างจานเวลาคนไปออกโรงทาน, เริ่มเขียนบล็อก จัดพ็อดคาสท์ หรือเปิดช่องยูทูปพูดถึงประเด็นที่คุณสามารถช่วยได้

ถ้ารักสัตว์ ก็ทำในสิ่งที่คนรักสัตว์จะทำ ถ้ารักต้นไม้ ลำธาร อวกาศ มหาสมุทร ก็ทำในสิ่งที่คนรักสิ่งแวดล้อมจะทำ ถ้าชอบหนังสือ ก็รีวิวงานเขียนและบอกต่อคนอื่นว่าเล่มนี้สนุก

7.2. จ่ายเงิน = สนับสนุน

การจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการคือการสนับสนุนให้คนเหล่านั้นได้ทำสิ่งเหล่านั้นต่อไป คุณไม่จำเป็นต้องซื้อ ถ้าคุณไม่ใช้ แต่กับข้าวของในชีวิตประจำวันที่ต้องใช้อยู่แล้ว คุณอาจลองหันมาอุดหนุนผู้ประกอบการรายเล็กเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย เช่น เลือกซื้อไข่ไก่ในตลาดสดแถวบ้านเพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน

เลือกซื้อของจากแบรนด์ที่คุณรู้ว่าเขาได้สร้างสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นในสังคม ถ้าดื่มกาแฟ ก็อาจจะเลือกเมล็ดกาแฟที่สนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในประเทศ, ถ้าชอบผลิตภัณฑ์สมุนไพร ก็สามารถเลือกใช้แบรนด์ที่ก่อให้เกิดการจ้างงานในชุมชนห่างไกลได้, ถ้ารักโลก เป็นห่วงเรื่องขยะจากวงการแฟชั่น ก็เลือกช็อปปิ้งเสื้อผ้ามือสอง หรือเลือกเสื้อผ้าตัดเย็บดีมีคุณภาพที่สามารถใส่ไปได้นานๆ, ถ้าชอบดูหนังฟังเพลง ก็เลือกใช้บริการสตรีมมิ่งถูกกฎหมายไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ เพื่อสนับสนุนศิลปินและคนทำงานในแวดวงบันเทิง

ทำเท่าที่คุณสบายใจ ถ้าพอใจคุณภาพและราคา การจ่ายเงินของเราสามารถสนับสนุนผู้คนได้อีกมากมาย

ชีวิต simple ที่คุณต้องการ คุณเห็นภาพแบบไหน เห็นตัวเองทำกิจกรรมอะไรอยู่ แรกๆ คุณอาจจะยังเห็นไม่ชัดเท่าไร แต่ลองค่อยๆ เขียนเติมไปทีละนิด คุณจะเห็นภาพชัดขึ้น



ขั้นตอนที่ 4 TAKE ACTION - ลงมือทำ โฟกัสกับสิ่งที่ควรโฟกัส

เมื่อตอบได้ว่าตนเองต้องการอะไรบ้างก็ให้เริ่มลงมือทำ กิจกรรมหลายอย่างต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะเปลี่ยนแปลงฉับพลันทันทีไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราก็รู้แน่ชัดว่าตัวเองต้องการอะไร ลงมือทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้ ทำ-พูด-คิดให้ตรงกัน ตัดสินใจว่าอะไรที่จะทำต่อไป อะไรที่จะเลิก ให้ใช้หลัก 80/20 เพื่อประหยัดเวลาและพลังงานของตัวเอง

หลัก 80/20 หรือหลักของพาเรโต คิดค้นโดย Vilfrado Pareto นักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาลีที่ค้นพบสัดส่วนความสัมพันธ์ 80:20 เขาพบว่ารายได้รวม 80 เปอร์เซ็นต์ของคนอิตาลีทั้งหมดมาจากคนจำนวนเพียง 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และสัดส่วน 80/20 ก็ยังพบเห็นทั่วไปได้ในทุกเรื่อง

เช่น ในลูกค้า 100 รายที่เรามีอยู่ จะมีอยู่แค่ 20 รายเท่านั้นที่ยอดรวมมูลค่าคำสั่งซื้อคิดเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด หรือในงาน 10 ประเภทที่เราทำ จะมีงานแค่ 2 ประเภทเท่านั้นที่ก่อให้เกิดคุณค่าหรือมูลค่าสูงสุด ลูกค้า 20 รายนี้ หรืองาน 2 ประเภทนี้คืองานที่เราควรทุ่มเทพลังงานและเวลาเพื่อพิถีพิถันเป็นพิเศษ กับงานส่วนที่เหลือ รักษามาตรฐานการทำงานในระดับดีก็เพียงพอแล้ว หรือถ้าจ้างคนอื่นทำแทนได้ก็จ้างคนอื่นให้ทำแทน เรามีเวลาและแรงกายจำกัด ถ้าทุ่มเทเต็มร้อยให้กับงานทุกอย่างตลอดเวลา เกรงว่าร่างกายจะรับไม่ไหวเอาได้

มีศัพท์ภาษาอังกฤษคำหนึ่งคือคำว่า Optimal คุณไม่จำเป็นต้องทุ่มเททำทุกอย่างให้เพอร์เฟ็ค หลายอย่างในชีวิตทำให้ดีเพียงพอ(Optimal) ก็พอแล้ว เพราะการทำให้ดีที่สุด เพอร์เฟ็คที่สุดใช้เวลามากเกินไป ใช้ทรัพยากรมากเกินไป หลายอย่างในชีวิตการทำงาน ทำแค่ดีเพียงพอก็มากพอแล้ว

เริ่มลงมือทำกิจกรรมที่จะนำพาคุณไปสู่ชีวิต simple อย่างที่คุณต้องการ พิจารณากิจกรรมในชีวิตว่ากิจกรรมไหนคือส่วน 80 กิจกรรมไหนคือส่วน 20 ทุ่มเทให้กับส่วน 20 เปอร์เซ็นต์เป็นพิเศษ เพราะมันจะนำพาผลลัพธ์ 80 เปอร์เซ็นต์มาให้



ขั้นตอนที่ 5 SAY NO - เรียนรู้ว่าควรปฏิเสธเมื่อไร เรียนรู้ว่าควรปฏิเสธอย่างไร

เมื่อเราชัดเจนกับสิ่งที่ต้องการและพบ 20 เปอร์เซ็นต์ที่ควรทุ่มเทแรงกายแรงใจแล้ว ก็ถึงเวลาต้องบอกลากิจกรรมที่ไม่ส่งเสริมสิ่งที่คุณเลือกเดิน นั่นอาจหมายถึงการเปลี่ยนงาน ยุติความสัมพันธ์ ไม่เข้าร่วมวงดราม่า เลิกทำกิจกรรมบางอย่างที่เคยทำมานาน ปฏิเสธโอกาสบางอย่างที่มีคนหยิบยื่นให้ ฯลฯ

ถ้าปกติเป็นคนที่ตอบรับคนอื่นตลอด เป็นมนุษย์ประเภทที่ใครขอให้ช่วยอะไรก็ทำให้หมดทุกอย่าง แต่งานตัวเองไม่เคยเสร็จเลย และสุดท้ายก็ไม่เคยมีเวลาให้ตัวเองเลย คุณอาจต้องกลับมาทบทวนว่ากิจกรรมไหนไม่ใช่งานของคุณ กิจกรรมไหนไม่ใช่การใช้เวลาที่ดีกับชีวิตคุณ ได้เวลาต้องเริ่มหัดปฏิเสธเพื่อเรียกคืนเวลาของตัวเองกลับมาแล้ว

ไม่ใช่แค่คุณหรอกที่ต้องปรับตัว คนรอบข้างคุณก็ต้องปรับตัวเหมือนกัน แรกๆ พวกเขาอาจไม่ชินที่คุณปฏิเสธ แต่พอคุณปฏิเสธบ่อยครั้งเข้า พวกเขาก็จะเลิกประหลาดใจและเรียนรู้เองว่าควรต้องทำอย่างไรกับคุณดี

เป็นต้นว่า คุณได้รับเชิญให้ไปเข้าร่วมประชุม ซึ่งตัวคุณเองรู้ทั้งรู้ว่าตัวเองไม่ได้จำเป็นต้องไปอยู่ในห้องนั้น ณ ตอนนั้นเลยสักนิด ก็ให้คุณบอกไปเลยว่า คุณ A เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้มากกว่าคุณ ส่วนคุณไม่ถนัดเรื่องนี้เท่าไร ถ้าติดต่อคุณ A ไป คุณ A ต้องดีใจและยินดีให้ความช่วยเหลือมากแน่ๆ เขาจะได้รับข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์กว่าแน่นอน

หรือ มีคนส่งงานมาและขอด่วนภายในเย็นวันนั้น ให้บอกไปเลยว่าตอนนี้กำลังทำงานนี้ให้คุณ B อยู่ ซึ่งคาดว่าน่าจะเสร็จวันศุกร์ก่อนเที่ยง ถ้าส่งงานนี้มาให้ก็จะทำให้ได้วันศุกร์ตอนบ่ายนะ ถ้ารอได้ก็ทำให้ได้ ถ้ารอไม่ได้ก็อาจต้องให้คนอื่นทำแทนเพราะตอนนี้เท่าที่ทำอยู่ก็จะทำไม่ทันแล้ว

หรือ เพื่อนโทรมาบอกว่าเย็นนี้ไปกินข้าวกันเถอะ แต่คุณตั้งใจจะเรียนคอร์สออนไลน์เพื่อเสริมทักษะบางอย่างสำหรับการทำธุรกิจในฝันของตัวเอง คุณสามารถตอบไปได้ว่าคุณอยากไปกินด้วยนะ แต่คุณมีนัดแล้ว ขอนัดล่วงหน้าเป็นวันพุธหน้าตอนเย็นได้ไหม


บางที คุณอาจไม่กล้าปฏิเสธเพราะกลัวถูกมองไม่ดีรึเปล่า? 
กลัวคนจะหาว่าคุณไม่ยอมช่วยเหลือคนอื่น เป็นคนไม่ดี เป็นคนเห็นแก่ตัว

คุณแน่ใจเหรอว่านั่นไม่ใช่เสียงในหัวของคุณเอง?
หรือถ้าพวกเขาจะต่อว่าคุณจริงๆ ระหว่างถูกคนอื่นนินทากับได้เวลาของตัวเองคืนมา คุณโอเคกับอะไรมากกว่า?

การตอบปฏิเสธอาจทำให้คุณรู้สึกลำบากใจในทีแรก 
แต่ทุกครั้งที่คุณปฏิเสธ คุณจะได้เวลากลับคืนมาหลายชั่วโมง

ระหว่างตอบปฏิเสธไปเลยแต่ต้น กับ การทำให้ทุกคนต้องล่าช้าเพราะรอเราคนเดียวที่ทำงานไม่เสร็จ สู้ปฏิเสธไปเลยแต่แรกยังจะเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อส่วนรวมมากกว่า
ถ้าชัดเจนกับสิ่งที่ตัวเองต้องการได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งตอบปฏิเสธสิ่งที่ไม่ส่งเสริมชีวิตเราได้มากขึ้นเท่านั้น

เราใจดีกับคนอื่นได้ ก็ต้องรู้จักใจดีกับตัวเองด้วย
เวลาปฏิเสธใคร ให้ปฏิเสธด้วยเหตุผล เราปฏิเสธที่ตัวงานตัวกิจกรรม เราไม่ได้ปฏิเสธคน 
ดังนั้น อย่าปฏิเสธด้วยอารมณ์ เพราะทุกคนต่างก็มีเส้นทางของตัวเองที่เลือกเดิน

อย่าถือทุกอย่างเอาไว้ล้นมือ แต่ทำอะไรไม่เสร็จสักอย่าง 
มันเสียสุขภาพกาย เสียสุขภาพจิต และเสียความน่าเชื่อถือด้วย


ขั้นตอนที่ 6 REST & PLAY MORE! – พักผ่อนเพื่อพักผ่อน ขี้เล่นมากกว่านี้หน่อยก็ได้

เวลาที่คนพูดว่าอยากได้ชีวิตที่มัน simple กว่านี้ แปลว่าชีวิตเขาตอนนี้เครียดเกินไปแล้ว วิ่งวุ่นมากเกินไป ไม่มีการพักผ่อนที่ทำให้ตัวเองสบายใจเลย เวลาพัก ก็พักเพื่อพักผ่อน อย่าพักแล้วก็ยังจดจ่ออยู่แต่กับหน้าจอคอมหรือหน้าจอมือถือ

ลองออกไปเที่ยวโดยไม่ต้องวางแผน ลงรถไฟฟ้าสถานีที่ไม่รู้จัก ออกไปสำรวจดูว่าย่านนั้นมีอะไรน่าสนใจบ้าง วาดรูปโดยไม่ต้องสนใจว่ามันจะออกมาสวยรึเปล่า ร้องเพลงตอนอาบน้ำ พาน้องหมาไปวิ่งเล่น ลองทำเมนูใหม่ที่ add favorite ในยูทูปไว้นานมากแล้วแต่ไม่เคยลองทำสักที แวะไปเล่นกับเด็กน้อย เล่นมุกตลกบ้าบอบ้าง อยากปลูกต้นไม้ก็ออกไปซื้อต้นไม้มาปลูกเลย

ลองทำกิจกรรมใหม่ๆ ที่เรารู้สึกว่าน่าสนุกดีแล้วลุยเลย ทำโดยไม่คาดหวัง เพราะที่ผ่านมาคุณคาดหวังและกดดันตัวเองมากเกินไปแล้ว


ขั้นตอนที่ 7 REFLECT - ทำความรู้จักตัวเองโดยการสะท้อนตัวตน

วิธีหนึ่งที่ดีมากๆ ในการสะท้อนตัวตน คือการเขียนแบบ Stream of Consciousness (เขียนไปเลยโดยไม่ต้องคิด) ซึ่งได้อธิบายไปแล้วในบทความก่อนหน้าตอน “ความเครียดคะ ...เราเลิกกันเถอะ” การสะท้อนตัวตนวิธีนี้เราสามารถทำเองคนเดียวได้

อีกวิธีหนึ่งคือ การพูดคุยกับเพื่อนสนิท หรืออาจเป็นคนอื่นที่เราไว้ใจ เป็นคนที่เรารู้ว่าถ้าคุยกับคนๆ นี้เขาจะไม่ตัดสินเราว่าดีไม่ดี เขาไม่ชมเราเกินจริง เขาไม่ต่อว่าเราหนักจนเราเครียดกว่ากว่า เวลาไปพูดคุยกับคนแบบนี้ เราสามารถเรียนรู้แง่มุมใหม่ๆ ของตัวเองได้

การสะท้อนตัวตนจะทำให้เราเห็นแง่มุมในตัวเราที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าเรามีอยู่ ทำให้เรามองเห็นตัวเองชัดขึ้น ยิ่งรู้จักตัวเองมากเท่าไร ก็ยิ่งจัดการสิ่งที่ควรแก้ไขได้มากเท่านั้น การสะท้อนตัวตนอย่างสม่ำเสมอเป็นขั้นตอนนำไปสู่ความรู้สึกดีที่เป็นตัวเอง เพราะความสัมพันธ์ที่สำคัญที่สุดก็คือความสัมพันธ์ที่เรามีต่อตัวเองนั่นเอง


ขั้นตอนที่ 8 REVIEW - หมั่นกลับมาทบทวนสิ่งที่ตัวเองต้องการ

จากขั้นตอนทั้งหมดข้างต้น เราก็จะทราบนิยามและรายละเอียดกิจกรรมทั้งหมดที่เราต้องการแล้ว เรารู้ว่าเราควรทุ่มเทให้กับกิจกรรมอะไร และเราควรจะปฏิเสธกิจกรรมแบบไหนที่ไม่ส่งเสริมหรือไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เราเชื่อหรือเราต้องการ

เริ่มต้นลงมือทำได้เลย ค่อยๆ ทยอยทำไป เมื่อลงมือทำแล้ว ให้หมั่นกลับมาทบทวนสิ่งที่เรากำหนดไว้ กลับมาทบทวนสักเดือนละ 1 ครั้งก็เพียงพอแล้ว พอใช้ชีวิตไปอีก 1 เดือน ก็ให้กลับมาสำรวจตัวเองอีกทีว่าเราได้เข้าใกล้ชีวิต simple แบบที่เราต้องการไปมากน้อยขนาดไหน

อย่าลืมว่ากิจกรรมบางอย่างต้องใช้เวลาค่อยเป็นค่อยไป ถ้าผ่านไปหลายเดือนแล้วพบว่าตัวเองไม่ได้เริ่มต้นทำกิจกรรมพวกนั้นสักที ก็เป็นไปได้ว่าเราไม่ได้อยากทำมันจริงๆ จะใช้วิธีขีดฆ่ารายการนั้นออกไปก็ได้ หรืออาจเพราะเราไม่ได้กำหนดเดดไลน์หรือความถี่เอาไว้ ก็ลองกำหนดเพิ่มเติมเข้าไปดู เช่น ไปเดินเล่นในย่านที่ไม่เคยไปเดือนละ 1 ครั้ง หรือ หาข้อมูลเรียนต่อภายในเดือนพฤษภาคม มีที่เรียนต่อภายในเดือนธันวาคม เป็นต้น

หมั่นกลับมาทบทวนเป้าหมายส่วนตัวของตนเองอย่างสม่ำเสมอ และใช้ชีวิตอย่างรู้ความหมายว่าตัวเองทำอะไรไปเพื่ออะไร และจะไม่ทำอะไรเพราะอะไร




ถ้าอยากมีชีวิต simple ต้องเริ่มใช้ชีวิตให้ simple
คนที่ถูกปัจจัยภายนอกผลักไปผลักมาเป็นตุ๊กตาล้มลุก จะมีชีวิต simple ได้อย่างไร
ถ้าอยากมีชีวิต simple ก็ต้องชัดเจนกับตัวเองก่อนว่าตัวเองต้องการอะไร ไม่ต้องการอะไร แล้วก็เริ่มต้นลงมือทำ




nananatte
11.03.2020

ป.ล. โพสต์นี้ทำเป็น podcast แล้ว ใครสนใจตามไปฟัง sit down and write podcast ได้ที่ spotify, apple podcasts, google podcasts, podbean และ CastBox ค่ะ (^___^)v


Photo by Pim Chu on Unsplash

SHARE
Written in this book
sit down and write
อ่าน เขียน เรียนรู้ ค่อยๆ เติบโตไปด้วยกัน
Writer
nananatte
storyteller
คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตเรียบๆ ในเมืองเล็กๆ ชอบแมว เครื่องเขียน และกาแฟดำ จัด sit down and write podcast รีวิวหนังสือใน goodreads เขียนโพสต์ใน storylog และลงนิยายใน fictionlog กับ readawrite

Comments

FeitanTH
3 months ago
ชอบๆ อ่านแล้วมีเป้าหมายในชีวิตเลยครับ ว่าอยากจะทำอะไรต่อ อะไรที่เป็นด้านลบ คงต้องลบมันทิ้งบ้างละ
Reply
nananatte
2 months ago
ขอบคุณคุณ Feitan ที่แวะมาอ่านค่ะ ถ้าเขียนออกมาได้ ก็จะเห็นชัดเจนขึ้นว่าตัวเองต้องการอะไร ข้อสำคัญคือลงมือทำ และหมั่นกลับมาทบทวนสิ่งที่ตัวเองเขียนไว้ทุกเดือนค่ะ ขอให้โชคดีจ้า (^___^)
porumdal
2 months ago
ชีวิตซิมเปิ้ลในอุดมคติคือมีเงิน 60 ล้าน แล้วเลิกทำงานนนนนน
Reply
nananatte
2 months ago
ใจเย็นนะที่รัก ค่อยๆ เก็บไปค่ะ
picture
2 months ago
ขอบคุณการเขียนที่ดีจากคุณนะคะ
ช่วยได้เยอะเลย☺
Reply
nananatte
2 months ago
ขอบคุณมากเลยค่ะ คุณ picture ขอให้ชีวิตรื่นรมย์ค่ะ (^___^)
picture
2 months ago
ขอบคุณการเขียนที่ดีจากคุณนะคะ
ช่วยได้เยอะเลย☺
Reply
nananatte
1 month ago
ขอบคุณที่แวะมาอ่านเช่นกันค่า :-)