ห้วงรู้สึกที่ไม่สำคัญอะไรเลย

เมื่อยังเด็ก เราเคยเห็นครูสอนศิลปะวาดภาพในหลวง ร.9 ด้วยสีไม้ที่เหลือหล่นอยู่ตามพื้นห้องเรียน มีสีหลายยี่ห้อ มากเป็นกอบกำ เราถามครูว่า ด้วยสีจากหลากหลายนี้จะวาดภาพที่่ดีออกมาได้ยังไง? แกยิ้มแล้วตอบเราว่า "มันไม่สำคัญหรอก..." 
นั่นคือภาพวาดในหลวงร.9 ที่สวยที่่สุดในทรงจำของเรา...
 ครูสอนศิลปะคนต่อมาเป็นคนดุมาก เราเองก็เติบโตขึ้นเป็นหนุ่มใจร้อน จึงมีเรื่องให้ต้องปะทะฝีปากกับท่านอยู่เสมอ ท่านว่า "อย่างเธอไม่มีวันสำเร็จหรอก ถึงเป็นสายวิชาชีพก็ไปไม่รอด" เราไม่สนใจเลย เเค่เดินออกมาจากห้องเรียนศิลปะ ก่อนปิดประตูปังจนทำให้เพื่อนๆที่เหลือส่งเสียงฮื่อฮา ต่่อมาท่านขอเเรงเราช่วยตัดกิ่งไม้ "มันยื่นล้ำเข้ามาในเขตบ้าน เดี๋ยวจะเดินเกี่ยวเอา" ท่านว่า เราไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนที่เกลียดเราขนาดนี้ถึงขอให้เราช่วย แต่สุดท้ายเราก็ยอมไปด้วยยโสที่ว่า ชายแก่ผู้นี้มีดีแค่ปากเท่านั้น ถึงคราวลำบากก็ต้องแบกหน้ามาขอให้ช่วย เรานั่งรถท่านไปเงียบๆจนถึงบ้าน พบว่ากิ่งไม้นั้นเล็กมาก ถึงเป็นคนเเก่อย่างท่านก็สามารถเด็ดมันทิ้งได้ง่ายๆ ท่านว่าตัดเสร็จแล้วก็เข้ามากินน้ำท่าในบ้านก่อน เราปฏิเสธ "รีบส่งผลกลับบ้านด้วยครับ" เราว่า ระหว่างเงียบงันในรถที่กำลังเดินทางกลับ ท่านถามว่า จะเรียนต่อสายช่างหรือ? เราตอบกลับเรียบๆ ว่าใช่ 

"งั้นเหรอ เรียนช่างก็ดีแล้ว" 

"..."

"เธอเรียนได้อยู่แล้ว เธอทำได้"

"..."

เราไม่ได้คุยอะไรกันต่อจากนั้น
มีพี่คนหนึ่งที่่ขึ้นชื่อว่าสวยและมีเสน่ห์มาก มีข่าวลือทั้งดีร้ายมากมายให้เมาส์ ต่อให้เป็นคนไม่สนใจโลกอย่างเราก็ต้องเคยได้ยินชื่อเธอ วงจรชีวิตปกติเราแทบไม่มีวันได้เจอกันเลย แต่ในรถตุ๊กๆคันนั้นเธอนั่งอยู่ตรงข้ามเรา เธอกินไส้กรอกไปด้วย ระหว่างที่เหม่อมองภาพโรงเรียนถอยห่างออกไป
 "ไม่เห็นห่วงสวยเหมือนที่เค้าว่าเลย" เราคิด

"กินไส้กรอกมั้ย?" เธอปลุกเราจากภวังค์

"ครับ"

"รับไปสิ" เธอส่งไส้กรอกไม้นึงมาให้ เรารับมาอย่างงงๆ

"เห็นนั่งจ้องอยู่นาน หิวใช่มั้ยล่ะ" เธอพูดพลางยิ้ม เราป่วยการจะบอกว่าจริงๆแล้วเรามองเธออยู่
เรากินไส้กรอกจนหมด เธอยื่นมือมา "ขอไม้คืนด้วย" เธอว่า
ถึงจะไม่เข้าใจ แต่เราก็ส่งคืนให้ เธอรับไปหักมันรวมกันกับไม้อื่นๆก่อนจะมัดมันด้วยหนังยางสีเหลือง

"ถ้าไม่ทำแบบนี้จะตำมือคนเก็บขยะเอา" เธออธิบาย

"..."
เรายิ้มระหว่างเดินจากปากซอยจนถึงบ้าน
เธอเป็นพี่สาวคนหนึ่ง เราไม่เคยรู้จักกัน ไม่เคยคุยกันจริงจัง รู้แค่ว่าทุกครั้งที่เราขับจักรยานผ่านหน้าบ้านหลังนั้น เราจะเห็นเธอนั่งล้างจานอยู่ เราจอดจักรยานแล้วคุยกันผ่านรั้วลูกกรงเหล็ก ยาวนานเหมือนจานพวกนั้นล้างได้ไม่มีวันหมด เราเจอเธอเเทบทุกที่ เธอทำงานเเทบทุกอย่าง หน้าบ้านที่เราเจอกันนั้นก็ไม่ใช่บ้านของเธอ เธอแค่มาล้างจานให้หาค่าขนม ร้านขายของนั้นก็ไม่ใช่ของเธอ เธอแค่มาเป็นลูกจ้างหาค่าเทอม เธอมีชีวิตที่ลำบากมาก แต่ก็ไม่เคยขาดแคลนรอยยิ้มเลย ทุกครั้งที่เราเจอกัน เธอมักทักทายและแซวเราอย่างร่าเริงเสมอ เธอหายหน้าไปหลายปี เราเจอกันอีกครั้งในตลาด เรากำลังเดินมากับกลุ่มเพื่อนเด็กช่างที่กำลังส่งเสียงดังลั่นด้วยความคะนอง

 "จำเราได้ไหม?" เธอทักทายอย่างสดใสเช่นเคย

"..." ทั้งกลุ่มลงเงียบแล้วหันมามองหน้าเรา

"จำได้ไหม ไอ้หนูปั่นจักรยาน เราคุยกันที่หน้าบ้านน้าอรไง" เราใจสั่น เราทำตัวไม่ถูกเลย

"นี่แฟนมึงเหรอ?" เพื่อนในกลุ่มทักแล้วเริ่มขำ

"..."

"จำไม่ได้เหรอ?" เธอย้ำ

"จำไม่ได้ครับ" เราตอบกลับเรียบๆ

"..." เธอหุบยิ้ม

"ไม่รู้จักครับ" เราพูดแค่นั้นก่อนหันหลังกลับไป ต่อมาเราถึงคิดได้ว่าตอนนั้นเราคงอายเพื่อน และกลัวจะโดนล้อเรื่องความสัมพันธ์ประหลาดที่อธิบายไม่ได้กับพี่สาวที่่ไม่รู้จักกัน ไม่สนิท ไม่รู้อะไรนอกเหนือจากรอยยิ้มและความสู้ชีวิตของเธอ 

เราปั่นจักรยาน ไปพบเธอที่่หน้าบ้านหลังนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า ในความฝัน...
SHARE
Writer
homunchus
มังกรตลอดกาล
เขียนเเบบที่ชอบอ่าน

Comments