(140) F*cking dress - Hip [OS]
“สวัสดีค่า สวัสดีค่า” ยงซอนเดินเข้ามาในห้องแต่งตัวของบริษัทเป็นคนที่ 3 ของวง หล่อนกล่าวทักทายทีมงานทุกคนด้วยความสดใส ก่อนจงใจเดินตรงไปหยุดยืนข้างเก้าอี้ที่เมมเบอร์คนหนึ่งนั่งอยู่ก่อน

ฮวีอินหันหน้ามองลีดเดอร์ที่มายืนอยู่ข้างๆ เธอไล่มองจากศีรษะของคนเป็นพี่ ผมสั้นสีบลอนซ์ทองที่ถูกมัดขึ้นเป็นดังโงะสองข้าง ไล่ลงมายังใบหน้าที่ปราศจากเครื่องสำอางแต่ก็ดูมีเสน่ห์บนความธรรมชาติ ก่อนจะหยุดสายตาที่บริเวณลำตัวครึ่งบน

คนเป็นน้องหรี่ดวงตาดวงเล็กลงอย่างอัตโนมัติเมื่อมองเห็นเสื้อครอปสีน้ำตาลตัวเล็กของคนเป็นพี่ ปากของเธอเม้มเข้าหากัน ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังคงไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่หันกลับไปมองกระจกที่อยู่ตรงหน้าเพื่อปล่อยให้ทีมงานแต่งหน้าของเธอต่อ

“มีอะไรรึเปล่า” ยงซอนเอ่ยถามเมื่อเห็นใบหน้าหน้าที่เปลี่ยนไปของน้อง สายตาของหล่อนฉายแววความกังวลออกมาอย่างเห็นได้ชัด

“ไม่มีอะไร” ฮวีอินตอบสั้นๆ พร้อมกับส่ายหัวเบาๆ

คำตอบของฮวีอินไม่ได้คลายความสงสัยในใจยงซอนลงไปแม้แต่น้อย หล่อนยังคงยืนงงอยู่ที่เดิม จนฮเยจินซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้แต่งหน้าถัดจากฮวีอินและลอบสังเกตการณ์มาตั้งแต่ต้นถึงกับหลุดขำออกมาเสียงดัง

“ฮ่าๆๆๆ ”

“ฮเยจินขำอะไรเหรอ” ยงซอนละสายตาไปมองน้องเล็กสุดของวง

เมื่อเจอคำถามของพี่คนโต ฮเยจินก็ได้แต่พยายามปิดปากตัวเอง จนกระทั่งเธอกลั้นหัวเราะได้จึงค่อยตอบ

“เปล๊า~”

เสียงสูงและมุมปากที่ยกขึ้นแบบเห็นได้ชัดของหญิงสาวไม่ได้ทำให้คนที่ฟังเชื่อ

ยงซอนกำลังจะอ้าปากถามต่อ แต่แล้วทีมงานคนหนึ่งก็เรียกหล่อนให้ไปแต่งหน้า คนเป็นพี่จึงได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจและเดินไปยังเก้าอี้ประจำตำแหน่ง

หลังจากนั้นไม่นานเมมเบอร์คนสุดท้ายก็ตามมาถึง ทุกคนใช้เวลาแต่งหน้ากันอีกพักใหญ่จึงแล้วเสร็จ ก่อนทั้งหมดจะเคลื่อนพลไปยังจุดหมาย




งานของวันนี้คือการไปถ่ายวิดีโอ Choreography ร่วมกับลีอาคิมและมินนี่พัค เนื่องจากท่าเต้นและการแสดงทั้งหมดของเพลง Hip ได้คุณครูทั้งสองท่านมาช่วยเหลือในการออกแบบท่าตลอดจนช่วยสอน การมาถ่ายวิดีโอครั้งนี้จึงถือเป็นการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ยังเป็นการโปรโมทเพลงใหม่ไปในตัว

เมื่อไปถึงสมาชิกแต่ละคนก็เข้าไปพูดคุยกับคุณครูทั้งสองท่าน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เจอกันบ่อยเพราะทั้งลีอาคิมและมินนี่พัคต่างก็เข้ามาช่วยต่อท่าและเช็กความถูกต้องก่อนจะถ่ายเอ็มวีและเริ่มโปรโมท แต่พอเข้าสู่ช่วงโปรโมทก็ไม่ได้เจอกันเลย มีก่อนหน้านี้ที่ได้เจอกันครั้งหนึ่งเพราะต้องมาปรับท่าใหม่สำหรับการถ่ายวิดีโอพิเศษในวันนี้ แต่นั่นก็สักพักมาแล้ว

หลังคุยกันพักใหญ่ๆ ทั้ง 6 คนก็ซ้อมร่วมกัน แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยซ้อมรวม แต่ก็ต้องลองและทวนซ้ำให้แน่ใจอีกครั้ง

จากนั้นไม่นานทีมงานก็ส่งสัญญาณให้เตรียมพร้อม ทุกคนจึงเข้าประจำที่เพื่อเตรียมตัวสำหรับการจัดบล็อกกิ้งและดูมุมกล้องก่อนถ่ายจริง

“5… 4… 3… 2… 1… Action! ”

All I wanna be is 멋짐

내 마음대로 골라 Kick it



머리 어깨 무릎 HIP

HIP HIP HIP HIP 해 HIP

การถ่ายทำในรอบลองกล้องเป็นไปได้ด้วยดี ทุกคนได้ทวนท่าซ้ำอีกครั้งและได้รู้บล็อกกิ้งของตัวเอง

“พักสักครู่นะครับ เดี๋ยวจะเริ่มถ่ายจริงอีก 5 นาทีนะครับ” หนึ่งในทีมงานบอก

ฮวีอินกับฮเยจินเดินไปจิบน้ำ ส่วนบยอลอีเข้าไปคุยกับคุณครูทั้งสองคนหลังจากที่ตอนมาถึงยังคุยกันไม่หนำใจ ขณะที่ยงซอนเดินไปถอดแจ็กเกตตัวใหญ่ที่สวมทับไว้ตอนขึ้นรถออก เผยให้เห็นเสื้อตัวเล็กตัวเดิมที่ใส่มาเมื่อเช้านี้

“รบกวนเข้าประจำที่ด้วยครับ” ทีมงานตะโกนอีกครั้ง ทุกคนจึงกลับเข้าประจำตำแหน่ง

“5… 4… 3… 2… 1… Action! ”

All I wanna be is 멋짐

내 마음대로 골라 Kick it


머리 어깨 무릎 HIP

HIP HIP HIP HIP 해 HIP

การถ่ายทำในรอบแรกไม่มีปัญหาอะไร แม้จะมีผิดพลาดกันบ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็พอปล่อยผ่านไปได้โดยไม่ถูกสั่งคัต

สมาชิกทั้ง 4 คนพร้อมทั้งคุณครูอีก 2 ท่านเดินไปดูมอนิเตอร์เพื่อเช็กดูการถ่ายทำรอบแรก

“ชิบหาย! ” จู่ๆ น้องเล็กสุดของวงอย่างฮเยจินก็อุทานขึ้นกลางวง ทำเอาคนรอบๆ หันมามองเธอเป็นตาเดียว

“ขอโทษค่ะ” คนที่หลุดอุทานเอ่ยปากขอโทษ ทุกคนจึงกลับไปมองที่จอมอนิเตอร์ดังเดิม ยกเว้นเพียงแค่เธอคนเดียวที่หันไปมองหน้าเพื่อนรักที่ยืนขมวดคิ้วหน้าเครียดอยู่ข้างๆ

ดูท่า...การถ่ายทำครั้งนี้คงไม่จบลงง่ายๆ แน่




“รบกวนประจำที่ด้วยครับ” ทีมงานตะโกนเรียกให้ทุกคนกลับเข้าประจำที่อีกครั้ง

“5… 4… 3… 2… 1… Action! ”

All I wanna be is 멋짐

내 마음대로 골라 Kick it

머리 어깨 무릎 다 HIP 해



“คัต! ” เสียงของผู้กำกับดังขึ้นในระหว่างการถ่ายทำ อุปกรณ์ทั้งหมดถูกหยุดไปพร้อมๆ กับคนหน้าฉากที่หยุดการเต้น

“ขอโทษค่ะ” ฮวีอินก้มหัวพร้อมกับกล่าวคำขอโทษในทันที แม้จะไม่มีใครบอกแต่เธอก็รู้ตัวดีว่าการเต้นผิดของตัวเองเมื่อสักครู่เป็นสาเหตุของการหยุดถ่ายทำในรอบนี้

“กลับเข้าประจำที่ ถ่ายใหม่อีกครั้งนะครับ” ผู้กำกับกล่าว ทุกคนกลับเข้าประจำที่อีกครั้ง

“5… 4… 3… 2… 1… Action! ”

All I wanna be is 멋짐

내 마음대로 골라 Kick it

머리 어깨 무릎 다 HIP 해


“คัต! ”

“ขอโทษค่ะ”

“เอาใหม่อีกครั้งนะ…”

ภาพเหตุการณ์ซ้ำๆ เกิดขึ้นติดๆ กันหลายรอบ หลังเสียงสั่ง Action เพลงเปิดและเริ่มเต้นไปได้สักพักหนึ่งฮวีอินก็จะเต้นผิด แล้วผู้กำกับก็จะสั่งคัต ส่วนฮวีอินก็กล่าวคำขอโทษพร้อมๆ กับก้มหัว

“เดี๋ยวพักแป๊บนึงก่อนก็ได้” ผู้กำกับกล่าวหลังจากภาพเดิมเกิดขึ้นซ้ำเป็นรอบที่ 10

ทันทีที่สิ้นเสียงของผู้กำกับ ยงซอนก็เตรียมตัวเดินเข้าชาร์จน้องเพื่อถามไถ่สิ่งที่เกิดขึ้น มันค่อนข้างผิดวิสัยของฮวีอินเอามากๆ แม้ว่าความสามารถในการเต้นของพวกเธอทั้งหมดจะไม่ได้แตกต่างกันมากมาย แต่น้องก็เต้นเก่งและจำท่าได้แม่น การที่จะเต้นผิดติดๆ กันถึง 10 รอบมันแปลกจนเกินกว่าจะเชื่อว่าฮวีอินปกติดี

ยังไม่ทันที่ยงซอนจะเดินถึงตัวน้อง ฮเยจินก็คว้าแขนของฮวีอินและลากเจ้าตัวออกไปจากห้องทันที

ยงซอนเตรียมเดินตามออกไปแต่กลับถูกบยอลอีห้ามเอาไว้

“ให้ฮเยจินจัดการเถอะพี่”




“วันนี้แกเป็นอะไร” ฮเยจินถามทันทีที่พาฮวีอินเดินมาจนสุดทางเดินซึ่งอยู่ไกลจากห้องถ่ายพอสมควร

“เปล่านี่” ฮวีอินปฏิเสธ

“ใครเขาจะเชื่อแก เชื่อก็โง่เต็มทนแล้ว” ฮเยจินพูด “สรุปว่าเป็นอะไร”

ฮวีอินยังไหล่หนึ่งทีเพื่อเลี่ยงการตอบคำถาม

ฮเยจินถอนหายใจทันทีที่เห็นท่าทางของเพื่อนจนเธอจำเป็นต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปาก “เพราะเสื้อของพี่ยงซอนใช่มั้ย? ”

“แกรู้?”

“ฉันเห็น”

เมื่อโดนไล่ต้อน คนที่ถามคำตอบคำก็ได้แต่พยักหน้าเป็นคำตอบ “อืม”

“แกโกรธพี่ยงซอนรึเปล่า? ”

“เปล่า แค่เห็นแล้วฉันไม่สบายใจ”

“ฉันก็พอเข้าใจแกนะ แต่ตอนนี้พวกเราทำงานกันอยู่”

“ฉันก็พยายามอยู่นี่ไง” ฮวีอินถอนหายใจ เธอก็พยายามแล้วนะ แต่ความรู้สึกมันไปของมันเอง เธอก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงแล้ว

“แกตั้งสติก่อนนะ หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ แกจะมาเป็นแบบนี้ตอนนี้ไม่ได้”

“อือๆ ”

“ดีขึ้นบ้างมั้ย? ”

“ก็...ดีขึ้น”

“พร้อมกลับไปถ่ายต่อมั้ย? ”

“...คิดว่า”

“กลับเข้าไปแล้วก็อย่าลืมนะ พวกเรากำลัง ทำ-งาน”




ฮเยจินเปิดประตูกลับเข้ามายังห้องซ้อมซึ่งถูกเปลี่ยนให้เป็นสถานที่ถ่ายทำในวันนี้เป็นคนแรก ก่อนฮวีอินจะเดินตามเข้ามา

พี่สองคนพุ่งตัวเข้าหาคนที่เดินตามหลังในทันที

“ฮวีอินอา วันนี้เป็นอะไร” ยงซอนถามด้วยความเป็นห่วง

“ไม่สบายรึเปล่า” บยอลอีเองก็มีท่าทีกังวลใจไม่แพ้กัน

“ไม่เป็นไรแล้วค่ะ เมื่อกี้แค่สติหลุดไปนิดหน่อย” คนเป็นน้องตอบพร้อมกับพยายามฉีกยิ้มให้

“เริ่มถ่ายทำต่อได้เลยค่ะ หนูพร้อมแล้ว” หญิงสาวหันไปกล่าวกับทีมงาน เธอเองก็ไม่อยากจะเป็นตัวถ่วงไปมากกว่านี้

“โอเคแน่นะฮวีอินอา” ผู้กำกับถามซ้ำ

“ค่ะ” ฮวีอินพยักหน้าแรงๆ เพื่อเป็นการยืนยัน

“งั้นทุกคนเข้าประจำที่เตรียมตัวถ่ายต่อ”

“5… 4… 3… 2… 1… Action! ”

All I wanna be is 멋짐

내 마음대로 골라 Kick it



머리 어깨 무릎 HIP

HIP HIP HIP HIP 해 HIP

ในที่สุดก็สามารถถ่ายจนจบได้โดยไม่มีการสั่งคัต

การเต้นของฮวีอินดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าจะมีผิดพลาดบ้างแต่ก็ไม่ได้ดูชัดเจนเท่ารอบก่อนๆ และหลังจากถ่ายต่ออีก 5-6 รอบก็มีรอบที่ใช้ได้

“เลิกกอง” เสียงของผู้กำกับเป็นเหมือนเสียงสวรรค์ เพราะตามมาด้วยเสียงร้องดีใจของทีมงานอีกหลายชีวิต

เมมเบอร์มามามูกล่าวขอบคุณคุณครูทั้งสองคนและทีมงานทั้งหมดในวันนี้ก่อนที่จะออกจากโรงเรียนไปขึ้นรถตู้ประจำวง

“เก่งมากหมา” ฮเยจินพูดกับเพื่อนในระหว่างที่เดินลงจากตึกไปที่รถ




ผู้จัดการวนรถไปส่งบยอลอีกลับที่พักเป็นคนแรกก่อนจะตามมาด้วยฮวีอิน

เมื่อประตูรถตู้ปิดลง บรรยากาศภายในรถก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

“บอกพี่มานะว่าฮวีอินเป็นอะไร” คนเป็นลีดเดอร์เค้นเอาคำตอบจากมักเน่ของวง

ตลอดทางยงซอนไม่ได้พูดอะไรกับฮวีอินเพราะเกรงใจคนที่ดูเหมือนจะอารมณ์ไม่ดีอยู่ หล่อนก็เลยได้แต่พูดคุยกับน้องคนรองหรือน้องคนเล็กในประเด็นอื่นๆ บ้าง แต่ในเมื่อฮวีอินลงจากรถไปแล้วหล่อนก็อยากจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเลยต้องมาถามเอากับคนที่ดูเหมือนว่าจะรู้ทุกอย่างแต่เก็บไว้คนเดียว

“ไม่-บอก” ฮเยจินแอบปั่นประสาท ถึงจะรู้ว่ายงซอนกำลังจริงจังแต่ก็อดแกล้งพี่ผู้อยู่ล่างสุดของห่วงโซ่อาหารไม่ได้

“บอกพี่เถอะน่า”

“ไม่” ฮเยจินยิ้มชอบใจกับภาพที่เห็น นานๆ ทีถึงจะได้เห็นคนเป็นพี่ขอร้อง

“ฮเยจินอา” ยงซอนถึงกับร้องอ้อนวอน ถ้าหล่อนรู้สึกนิดก็คงไม่จำเป็นต้องมาถามเอากับฮเยจินอย่างนี้ แต่นี่มันก็เกินกว่าความสามารถที่หล่อนจะหยั่งรู้ได้ ฮวีอินเองก็เอาแต่เงียบไม่บอกอะไร ถึงได้ต้องมาถามเอากับเพื่อนสนิทของเจ้าตัว

เมื่อเห็นท่าทางจนปัญญาของคนเป็นพี่ หญิงสาวก็ใจอ่อน

“นี่พี่ไม่รู้จริงๆ เหรอ? ”

ยงซอนส่ายหน้า

“เมื่อเช้านี้ฮวีอินมองอะไร? ” ฮเยจินเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถาม

“ตอนไหน? ” ยงซอนถามกลับ

“ตอนที่กำลังแต่งหน้า ที่พี่เดินไปยืนข้างๆ ฮวีอินอ่ะ”

“เสื้อเหรอ? ”

ฮเยจินอยากจะกรี๊ดให้กับความเด๋อด๋าของพี่ แต่ก็ได้แค่คิดเท่านั้นแหละ “ก็ถ้าไม่ใช่เสื้อแล้วจะเป็นอะไรล่ะ หน้าฉันมั้งพี่”

“เสื้อตัวนี้อ่ะนะ เสื้อพี่มันทำไม” ยงซอนมองเสื้อตัวน้อยของตัวเอง

ฮเยจินถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมกับสายตาที่มองไปด้านบน “พี่คิดว่าฮวีอินมันจะมองเสื้อพี่ไปทำไมล่ะ”

“สั้นไป? แต่เมื่อเช้าฮวีอินก็ไม่ได้พูดอะไรนี่”

“โอ๊ยยยย ฉันอยากจะบ้าตาย” คนอายุน้อยถึงกับร้องเสียงดัง “โอปป้า จอดให้ฉันลงที ไม่งั้นก็เอาพี่ยงซอนไปไกลๆ ฉันหน่อย”

“ฮเยจินอา บอกพี่มาตรงๆ เถอะ พี่ไม่รู้จริงๆ ”

ฮเยจินถอนหายใจก่อนจะเริ่มต้นถามอีกครั้ง “พี่ไม่คิดว่าเสื้อพี่มันสั้นไปหน่อยเหรอ”

“แต่เสื้อฮเยจินก็โป๊นี่” ยงซอนถามกลับ

แต่ละคำที่หลุดออกมาจากปากยงซอนทำเอาฮเยจินอยากจะเอามือไปทึ้งหัวคนเป็นพี่ เธอก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมบางทีคนอายุมากกว่าถึงได้เข้าใจอะไรยากเย็นปานนี้

“ก็แล้วคนที่เป็นแฟนฮวีอินมันฉันหรือพี่กันล่ะ! ”

คำพูดของน้องทำให้ยงซอนต้องหยุดคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะถามอีกฝ่ายกลับ

“ก็คือวันนี้ฮวีอินโกรธพี่? ”

“ไม่ช่าย มันไม่ได้โกรธพี่นะ มันแค่ไม่ชอบ แต่ที่มันไม่โวยวายเพราะรู้ว่าทำงาน” ฮเยจินอธิบายให้ยงซอนฟัง

“อ๋อ” ในที่สุดยงซอนก็เข้าใจ ถ้าไม่ได้น้องช่วยไว้หล่อนก็คงไม่รู้สาเหตุที่ทำให้วันนี้ฮวีอินผิดแปลกไปจากปกติ

“แล้วพี่ควรจะทำยังไงอ่ะ” ถึงอย่างนั้นหล่อนก็ยังคงไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงในสถานการณ์แบบนี้

“โอปป้า จอดรถเดี๋ยวนี้เลย”

“ฮเยจินอา”

“ก็ถึงพี่จะไม่ได้ทำอะไรผิด...แต่พี่ก็น่าจะง้อมันหน่อยนะ”

“ง้อยังไงอ่ะ? ”

“ทำไมฉันถึงจะต้องมาช่วยคนสองคนนี้แก้ปัญหาด้วยเนี่ย แฟนฉันก็ไม่ใช่ โว๊ะ”

“ช่วยกันหน่อยสิ เดี๋ยวพาไปเลี้ยง”

ฮเยจินถึงกับถอนหายใจเป็นรอบที่ 28 ของวัน “พรุ่งนี้พวกเราก็ไม่มีงานนี่ ทำยังไงดีน้า…”

ยงซอนหยุดคิดอีกครั้งก่อนจะตะโกนขึ้นมา

“โอปป้า! กลับไปส่งฉันที่คอนโดฮวีอินให้หน่อยค่ะ”

“ให้มันได้อย่างนี้สิ! ” คนเป็นน้องพูดด้วยน้ำเสียงดีใจก่อนจะฉีกยิ้มชั่วร้าย “อย่าง้อกันรุนแรงมาล่ะ เดี๋ยวฮวีอินตื่นสาย พรุ่งนี้ฉันมีนัดไปช็อปปิ้งกับมัน”

“ที่ผ่านมาก็พี่ก็ไม่เคยรุนแรงนะ”

สิ่งที่หลุดออกมาจากปากของยงซอนทำเอาฮเยจินนิ่งไปครู่หนึ่งเพราะคาดไม่ถึง

“...พี่กับฮวีอิน...แล้วเหรอ”

และคำพูดของน้องก็ทำให้ยงซอนตกใจเช่นกัน

“...อ้าว ที่พูดมาคือไม่ได้รู้อยู่แล้วเหรอ”

“ฉันแค่พูดเล่น...ไม่คิดว่าจะจริง”

ยงซอนถึงกับยิ้มแหยทำตัวไม่ถูก ความรู้สึกผิดตีขึ้นมาจนเต็มอก “ฮวีอินอา พี่ขอโทษ พี่ไม่ได้ตั้งใจบอกฮเยจิน”

ฮเยจินถึงกับขำชอบใจที่เห็นคนเป็นพี่หน้าเสีย “ไม่ทันแล้วพี่ยงซอน แต่ว่าฉันจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น อย่าลืมละกันว่าพรุ่งนี้ฉันมีนัดกับฮวีอินตอน 11 โมง”

“จ้า แกก็อย่าไปบอกบยอลละกัน”

“ฉันไม่บอกหรอกน่า ห่วงตัวเองเถอะว่าจะไปเผลอโป๊ะใส่เขาน่ะ รายนั้นถ้ารู้ว่าพี่ทำมิดีมิร้ายลูกสาวสุดที่รักมีหวังพี่นั่นแหละจะโดนกินหัว” ฮเยจินรับปากก่อนที่รถจะจอดเพราะวนกลับมาถึงหน้าคอนโดของคนที่ลงไปก่อนแล้ว

“พี่ก็ไม่ได้ทำฝ่ายเดียวซะหน่อย พี่ก็ผู้เสียหายเหมือนกันนะ”

“พี่จะเสียหรือไม่เสียก็ไม่เกี่ยวกับฉัน แต่ตอนนี้พี่ก็รีบๆ ลงไปได้แล้ว ฉันอยากรีบกลับคอนโด เหนื่อย! แล้วก็พรุ่งนี้ถ้าฮวีอินมาสายฉันฟ้องพี่บยอลแน่”




ทั้งที่วันนี้มีงานแค่ถ่ายวิดีโอสั้นๆ แต่ฮวีอินกลับเหนื่อยอย่างบอกไม่ถูก ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเหนื่อยกายจากการที่ต้องเต้นซ้ำๆ อยู่หลายรอบ ซึ่งสาเหตุที่ต้องเต้นวนไปวนมาก็โทษใครไม่ได้เพราะเธอเองที่เป็นคนเต้นผิดอยู่ตลอด

แต่ที่มากกว่าเหนื่อยกายก็คือเหนื่อยใจนี่แหละ

ความหงุดหงิดของฮวีอินเริ่มต้นขึ้นนับตั้งแต่ที่ยงซอนเดินเข้ามาในห้องแต่งหน้าที่บริษัทพร้อมกับเสื้อครอปสีน้ำตาลตัวเล็กตัวนั้นแล้ว

ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยเห็นคนรักใส่เสื้อครอปตัวสั้นที่เผยให้เห็นหน้าท้องแบนราบและหุ่นได้รูป แต่เสื้อในวันนี้มันออกจะสั้นเกินเหตุไปกว่าทุกทีจนฮวีอินเห็นแล้วก็อดรู้สึกไม่พอใจไม่ได้

ในฐานะสมาชิกวงเธอเองก็รู้ดีที่สุดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของงาน และยงซอนเองก็มีอะไรดีให้โชว์ถึงได้ถูกจับแต่งตัวแบบนั้นอยู่บ่อยครั้ง รวมไปถึงภายใต้เสื้อตัวเล็กนั้นยังมีเสื้อชั้นในที่ช่วยปกปิดอยู่อีกชั้นหนึ่ง เธอจึงไม่ได้พูดอะไรออกไปในตอนที่ยังอยู่บริษัท มันก็แค่ทำให้รู้สึกขุ่นเคือง แต่เธอก็พอจะทนไม่ให้เสียงานเสียการได้

จนกระทั่งหลังจากเริ่มถ่ายทำรอบแรกและผู้กำกับเรียกทุกคนไปลองดูวิดีโอ หลังจากนั้นสติของฮวีอินก็ไม่อยู่กับตัวอีกเลย

จากที่คิดว่าเสื้อของยงซอนสั้นมากอยู่แล้ว พอได้ดูภาพเคลื่อนไหวฮวีอินก็พบว่าเสื้อของยงซอนเปิดหรือร่นขึ้นทุกครั้งที่ต้องยกแขน เผยให้เห็นเสื้อชั้นในตัวเล็กสีขาวที่ดูเหมือนจะปิดอะไรไม่ได้เลย โดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องขยับตัว

เพียงแค่นั้นอารมณ์ที่ถูกกดเอาไว้ก็ระเบิดขึ้นภายในตัวของเธอ แม้ว่าจะไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่เธอรู้ตัวเองดีว่ามันเกินกว่าที่ความรู้สึกของตนจะรับได้

และฮวีอินเองก็คิดว่าฮเยจินคงจะเข้าใจถึงได้อุทานออกมาในตอนที่ได้ดู

เธอพยายามแล้วที่จะทำงานต่อไปเหมือนกับว่าไม่ได้รู้สึกอะไร ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เมื่อในหัวยังมีแต่ความคิดว่าชุดของพี่มันโป๊เกินจำเป็น ความรู้สึกก็เลยถูกส่งออกมาผ่านการแสดงที่ผิดซ้ำไปซ้ำมา

ยังดีที่ได้เพื่อนรักช่วยเรียกสติ การถ่ายทำวันนี้ถึงผ่านพ้นไปได้ ไม่งั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่างานจะเสร็จกี่โมง จนถึงป่านนี้พวกเธอจะถ่ายกันเสร็จแล้วรึยัง

แต่ถึงงานจะจบไปแล้ว ความรู้สึกมันก็ยังไม่ได้หายไปทั้งหมด




สิ่งแรกที่ฮวีอินทำหลังกลับเข้ามาถึงห้องของตนเองคือการเดินเข้าห้องน้ำ เธอหวังว่าน้ำจะช่วยชำระล้างทั้งความเหนื่อยล้าและความรู้สึกออกไป ตราบใดที่ยังเป็นไอดอล ตราบใดที่ยังต้องทำการแสดง สิ่งเหล่านี้ก็ไม่มีวันหลีกเลี่ยงได้ เธอไม่ได้อยากให้ยงซอนเลิกแต่งตัวแบบนี้ แต่อยากให้ตัวเองเลิกรู้สึกแบบนี้สักที

เป็นเวลาเกือบๆ ชั่วโมงที่ฮวีอินหมดไปกับการอยู่ในห้องน้ำ ความเย็นทำให้หญิงสาวสงบลงได้บ้าง แม้จะคล้ายกับว่ายังมีถ่านแดงสุมอยู่ในใจ แต่ไฟก็ดับมอดแล้ว เธอถึงได้เลิกเปิดน้ำทิ้ง ลุกจากอ่าง และออกจากห้องน้ำ

ฮวีอินเดินออกมาจากห้องน้ำทั้งที่บนร่างมีแค่ผ้าเช็ดตัวสีขาวผืนใหญ่ปกปิดร่างกายกับบนศีรษะที่มีผ้าเช็ดผมผืนน้อยพันไว้ ในเมื่อนี่เป็นห้องส่วนตัวของเธอก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแต่งตัวให้เสร็จก่อน

“พี่ยงซอน! ” หญิงสาวร้องตะโกนเสียงดังในวินาทีเดียวกับที่ก้าวเข้าสู่บริเวณห้องนอนแล้วเงยหน้าขึ้นเห็นคนนั่งอยู่บนเตียง

ความสงสัยและความประหลาดใจระคนกันไปหมด การที่คนเป็นพี่มานั่งอยู่ในห้องเธอได้ไม่ได้เป็นเรื่องผิดแปลกเพราะอีกฝ่ายรู้รหัสและมีกุญแจห้อง แต่อีกฝ่ายไม่ได้ลงจากรถพร้อมเธอเพราะจะกลับห้องของตัวเอง เธอเห็นกับตาในตอนที่ผู้จัดการขับรถวนออกไป “พี่กลับคอนโดพี่ไม่ใช่เหรอ”

ยงซอนลุกขึ้นจากเตียงและเดินเข้าหาคนที่กำลังงงงวย หล่อนฉีกยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มสองจุดใต้ริมฝีปาก ก่อนจะก้มลงหอมแก้มคนที่เพิ่มอาบน้ำจนหอมฟอดใหญ่ “หอมจัง”

“พี่ตอบไม่ตรงคำถาม”

“ตอนแรกก็ว่าจะกลับ แต่พี่ต้องกลับมาง้อแฟน”

คำพูดของยงซอนยิ่งทำให้ฮวีอินสงสัยยิ่งไปกว่าเดิม

“ง้อ? ง้ออะไรฉัน ฉันไม่ได้งอนพี่นะ”

“ฮเยจินก็บอกอยู่ว่าฮวีอินไม่ได้งอนพี่...แต่พี่ก็ต้องมาง้ออยู่ดี”

คิ้วของฮวีอินย่นเข้าหากัน เพื่อนเธอก็พูดให้อีกฝ่ายฟังแล้วว่าตัวเธอเองไม่ได้งอน งั้นคนเป็นพี่จะมาง้อทำไมกัน

“ฮวีอินอา... ไม่ชอบชุดพี่วันนี้ใช่มั้ย”

“เปล่านะ” ฮวีอินโกหกคำโต เธอไม่อยากให้ความรู้สึกของเธอต้องมากระทบกับงาน ในฐานะคนรักสิ่งที่ควรทำคือสนับสนุนไม่ใช่ขัดขวางงานของอีกฝ่าย

“บอกพี่มาตรงๆ เถอะนะ ไม่ชอบใช่รึเปล่า”

“เปล่าซะหน่อย”

“ถึงฮเยจินจะบอกว่าไม่ได้งอน แต่บอกนะว่าฮวีอินไม่ชอบ...”

“...” ฮเยจินนะฮเยจิน... ทำไมถึงบอกเรื่องแบบนี้ เธออุตส่าห์ไม่พูดอะไรเพราะตั้งใจว่าจะหาทางจัดการกับความรู้สึกตัวเองให้ได้แท้ๆ

“ไม่ชอบใช่มั้ย”

“ก็...นิดนึง” คนเป็นน้องจำต้องยอมรับเมื่อเพื่อนเปิดการ์ดของเธอไปแล้ว

ยงซอนเห็นท่าทางของฮวีอินแล้วก็อมยิ้ม หล่อนก็ไม่รู้เหมือนกับว่าทำไมเวลาน้องพยายามที่จะปกปิดเรื่องอะไรบางอย่างถึงได้น่ารักขนาดนี้ น่ารักจนอยากจะเก็บไว้ดูคนเดียว “แต่พี่ว่า...ไม่น่าจะนิดนะ”

“...”

“บอกพี่หน่อยนะ บอกแฟนคนนี้สักหน่อย ไม่ชอบตรงไหนคะ”

ฮวีอินหยุดคิดอยู่คนเดียวไปพักใหญ่กว่าจะเปิดปากเล่า “ตอนแรกที่เห็นว่าเสื้อพี่สั้นฉันก็ไม่ค่อยชอบหรอก แต่ก็ยังพอทำใจ แต่พอเริ่มเต้นเสื้อพี่มันก็เปิด…”

พอกลับไปพูดถึงเรื่องเดิม ความรู้สึกในตอนนั้นก็กลับมาจนฮวีอินหยุดพูดไป แต่ยงซอนเห็นน้องเงียบก็ไม่ได้ขัดหรือเร่งเร้าให้อีกฝ่ายพูด หล่อนเพียงแต่ยืนเงียบๆ รอให้อีกฝ่ายพร้อมที่จะอธิบายต่อ

“ตอนที่พวกเรามุงดูภาพกันแล้วเห็นเสื้อพี่เปิดแล้วข้างใต้มีแค่บราตัวนั้นฉันก็ไม่ไหว รู้สึกว่ามันโป๊ไป… มันตัวเล็ก มันไม่ใช่สปอร์ตบรา คือ...ฉันเห็นแล้วรู้สึกว่ามันไม่เซฟ เห็นแล้วก็อดคิดในแง่ไม่ดีไม่ได้...”

ยงซอนยังคงยืนสงบเป็นผู้ฟังที่ดี

“ฉันก็รู้นะว่ามันเป็นงาน…พี่กับโค้ดดี้ก็คงคุยกันมาแล้ว แต่ฉันก็ยัง...รู้สึก”

“ฮวีอินอา...ขอโทษนะ”

“พี่ไม่ต้องขอโทษฉัน พี่ไม่ได้ผิดเลยด้วยซ้ำ… ถ้าจะมีใครผิดก็คือฉันที่จัดการความรู้สึกตัวเองไม่ได้”

พอได้ฟังสิ่งที่อยู่ในใจฮวีอิน ยงซอนก็รู้สึกเอ็นดู

ไม่ว่ายังไงฮวีอินก็ยังคงเป็นฮวีอินเสมอ น้องคนที่แบกรับความรู้สึกไว้กับตัวเองโดยไม่คิดที่จะแบ่งปันให้ใครฟังแม้แต่กับหล่อนที่เป็นแฟนกันก็ตาม ถ้าหากไม่ได้ฮเยจินช่วยบอก ถ้าหากหล่อนไม่มาถาม ก็คงจะไม่มีทางได้รู้ความคิดความรู้สึกของน้องแน่ๆ

หญิงสาวโอบกอดน้องด้วยความอ่อนโยนและอบอุ่น ถึงน้องจะบอกว่าตัวเองผิด แต่หล่อนก็ควรรับผิดชอบในฐานะคนที่ทำให้น้องรู้สึกแบบนี้เช่นกัน

ยงซอนค่อยๆ เคลื่อนริมฝีปากของตัวเองไปไว้ที่ข้างใบหูของฮวีอินก่อนจะกระซิบอย่างแผ่วเบา

“งั้นให้พี่ช่วยให้หนูรู้สึกดีขึ้นเถอะนะคะ”

คนเป็นพี่คลายแขนที่เคยโอบรอบลำตัวน้องออก หล่อนใช้มือเชยคางของน้องให้เอียงขึ้นในองศาที่เหมาะก่อนโน้มตัวลงสัมผัสริมฝีปากอวบอิ่มด้วยส่วนเดียวกันอย่างแผ่วเบา น้องเองก็ตอบรับสัมผัสด้วยความหวาน

กลีบปากของทั้งคู่เคลื่อนเข้าหากันอย่างอ่อนโยน แม้ว่ารสจูบจะกระตุ้นสัญชาตญาณที่อยู่ภายในของยงซอน แต่หล่อนก็ไม่ได้รีบร้อน เพราะรู้ว่ายังไม่ใช่เวลาในเมื่อคนเป็นน้องยังคงรู้สึกไม่ดี

ริมฝีปากทั้งสองผละออกจากกันครู่หนึ่งหลังจูบอันเนิ่นนานเพื่อพักหายใจ ลมหายใจอุ่นแทบจะเป็นหนึ่งเดียวกัน

ฮวีอินเงยหน้าเพื่อมองลึกเข้าไปในนัยน์ตาของคนเป็นพี่

“พี่น่ารักกับหนูตลอดเลย”

เสียงกระซิบแผ่วเบาและการขยับปากที่อยู่ห่างไปไม่ถึงครึ่งคืบทำให้หัวใจของยงซอนเต้นแรงขึ้น หล่อนยังคงเขินน้องอยู่ทุกครั้งแม้จะรู้จักกันมาหลายปี ทำไมแค่การพูดของคนตัวเล็กถึงได้ดูเซ็กซี่เหลือเกิน โดยเฉพาะเมื่อรวมกับสรรพนามแทนตัวเองที่อีกฝ่ายจงใจเปลี่ยน ซึ่งปกติน้องจะแทนตัวเองแบบนั้นก็เฉพาะเวลาต้องการอ้อนหล่อน แค่นี้ยงซอนก็ตัดสินใจแล้วว่าไม่จำเป็นต้องห้ามตัวเองอีกต่อไป

ยงซอนกดริมฝีปากของตัวเองทาบทับลงบนปากของอีกฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้หล่อนจงใจแทรกเรียวลิ้นเข้าไปในโพรงปากของน้อง ปลายลิ้นของทั้งคู่สัมผัสกัน ก่อนที่หล่อนจะไล่กวาดชิมความหวานจนทั่วจนฮวีอินถึงกับส่งเสียงร้องครางในลำคอ

มือเรียวที่เคยใช้เชยคางไล้ไปตามผิวเนียนที่เลยพ้นออกมาจากผ้าขนหนู จากปลายนิ้วเรียวมายังหลังมือ ไล่ไปตามลำแขน หัวไหล่ และโอบรอบลำคอของคนตัวเล็ก

ยงซอนถอนริมฝีปากออกอย่างช้าๆ เพื่อพูดอะไรบางอย่างที่ทำเอาคนเป็นน้องถึงกับอายม้วน

“หนูเองก็น่ารักมากจนพี่อดใจไม่ไหวแล้วล่ะค่ะ”




ยงซอนลืมตาตื่นเพราะแสงที่ลอดผ่านระหว่างหน้าต่างกับผ้าม่านสีทึบ หญิงสาวนอนมองคนในอ้อมกอดด้วยความเอ็นดูโดยไม่ได้ขยับตัวไปไหนเพราะเกรงว่าจะปลุกให้น้องที่กำลังหลับสบายตื่น

กริ๊ง… กริ๊ง…

เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์ของหล่อนที่วางอยู่ข้างหัวเตียงดังขึ้น คนที่ตื่นแล้วจึงเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มาหมายจะปิดเสียงเพื่อไม่ให้ดังรบกวน แต่เมื่อเห็นเวลาที่แสดงอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์หล่อนก็ต้องเปลี่ยนความคิดทันที

10.00 น.

ยงซอนวางโทรศัพท์ลงที่เดิมก่อนจะเขย่าตัวให้คนที่นอนกอดหล่อนลุกขึ้น

“หนู ตื่นได้แล้วนะ 10 โมงแล้ว”

“งือ…” คนเป็นน้องส่งเสียงร้อง แทนที่เธอจะตื่นกลับดึงคนที่พยายามปลุกเข้ามากอดแนบแน่นมากยิ่งขึ้น ใบหน้าเบียดซุกลงบนอกนิ่มของพี่จนคนที่กำลังตื่นอยู่ถึงกับหน้าขึ้นสี

“หนู ตื่นเถอะค่ะ” ยงซอนปลุกน้องซ้ำรอบที่สอง

“ไม่อาว พี่นั่นแหละค่ะนอนกับหนูต่อ” ฮวีอินเริ่มงอแง

อันที่จริงคำพูดและท่าทางของน้องทำเอายงซอนอยากจะล้มตัวลงนอนกกคนตัวเล็กต่อ ณ เดี๋ยวนั้น อยากจะอยู่กันสองคนทั้งวันในวันหยุดที่หาได้ยากยิ่ง ติดที่ว่าถ้าหล่อนทำจริงคงได้โดนมักเน่ของวงบ่นใส่จนหูชาในข้อหาที่ให้ช่วยแล้วยังทำอีกฝ่ายโดนเบี้ยวนัด

ยงซอนดึงตัวฮวีอินที่พร้อมจะลงไปกองกับเตียงตลอดเวลาให้ตั้งขึ้น “ลุกเถอะนะคะ พี่ยังไม่อยากโดนเพื่อนหนูสวด เดี๋ยวฮเยจินจะหาว่าพี่ทำรุนแรงกับหนู”

ฮวีอินตั้งตัวตรงเปลี่ยนสถานะกลับมาเป็นของแข็งทันทีที่ได้ยินคำพูดของยงซอน ตาดวงเล็กเบิกกว้างโตกว่าปกติไม่รู้กี่เท่า จากที่กำลังง่วงๆ ก็รู้สึกตื่นเพราะความตกใจ

“พี่บอกอะไรกับฮเยจินไป!”

ยงซอน...พลาดอีกแล้ว

“ก็...เมื่อวานฮเยจินแกล้งหลอกถาม พี่ก็เลยหลุดปากว่าพี่กับหนู...”

หน้าของฮวีอินมู่ทู่ในทันที อวัยวะบนใบหน้าย่นเข้าหากัน ถึงเธอจะไม่ได้มีความลับอะไรกับเพื่อนมากมาย แต่เรื่องบางเรื่องก็ไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นจะต้องบอกให้เพื่อนรู้

“พี่ขอโทษนะค้า แต่ไหนๆ ก็ลุกแล้ว หนูไปอาบน้ำเถอะน้า”

ฮวีอินยังคงนั่งนิ่งกอดอกอยู่บนเตียงจนยงซอนต้องเอียงคอลงไปจุ๊บปากอีกฝ่ายเบาๆ เพื่อเป็นการขอโทษ

“นะคะ พี่ก็อยากอยู่กับหนูนะ แต่พี่ยังไม่อยากโดนเพื่อนหนูฆ่าตาย เดี๋ยวพี่ไปเตรียมอะไรง่ายๆ ไว้ให้หนูทานรองท้อง แล้วพี่จะขับรถไปส่งหนูที่ห้างนะคะ”

แม้จะยังมีท่าทีง้องอน แต่ฮวีอินก็เดินลงจากเตียงเข้าห้องน้ำไปอย่างว่าง่าย

ยงซอนเองก็เตรียมลุกไปหาอะไรให้น้องทาน แต่ก็ต้องหยุดแผนการทุกอย่างเมื่อเสียงโทรศัพท์ของหล่อนดังขึ้นอีกครั้ง

ฮเยจิน

หญิงสาวกดรับในทันที

‘พี่ยงซอนนนนน’

“มีอะไรเหรอฮเยจินอา”

‘หวังว่าจะไม่ลืมนะว่าฉันมีนัดกับฮวีอินตอน 11 โมง’

“จำได้สิ ฮวีอินเพิ่งเข้าไปอาบน้ำ เดี๋ยวพี่จะไปส่งให้ถึงตรงหน้าฮเยจินเลย”

‘ดีมากค่ะ ว่าแต่เพื่อนฉันเด็ดมั้ย’

“เด็ด… เอ้ย ไม่ใช่ พี่ไม่ได้ทำอะไรเพื่อนแกทั้งนั้น แค่ง้ออย่างเดียว”

‘พี่หลุดปากมาแล้ว... รู้ว่าอยากต่อ แต่ว่าขอโทษนะที่พวกฉันนัดกันไว้แล้ว’

“...ต่ออะไร ไม่มีทั้งนั้นแหละ”

‘จริงเหรอ ว้า...ว่าจะแคนเซิลนัดสักหน่อย’

“ก็ดีนะ...”

‘ไหนบอกไม่มีอะไรไง!’

“...”

‘เอาเป็นว่าพวกพี่จะทำอะไรกันต่อก็แล้วแต่ แต่เพื่อนฉันต้องมาเจอฉันตอน 11 โมงนะ ถ้าเผลอทิ้งรอยอะไรไว้ก็อย่าลืมปิดให้เพื่อนฉันด้วยล่ะ ฉันยังไม่อยากให้วงเราดังเพราะเนติเซ่นสงสัยเรื่องฮวีอินกำลังเดทหรอกนะ’

End?

05/03/2563
SHARE

Comments