อันควรเชื่อได้ว่า...

ผมยังคงเชื่อว่าเราสามารถทำความเข้าใจกันได้โดยไม่ขัดแย้ง แม้จะไม่สามารถเห็นด้วยในเรื่องเดียวกันก็ตาม สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นคำถามคาใจมาตลอดคือ เราเห็นต่างเรื่องความยุติธรรมได้อย่างไร ?

ในความเข้าใจของผมความยุติธรรมเป็นสิ่งที่ไม่ขึ้นอยู่กับฝ่ายใด เป็นสถานะกึ่งกลางซึ่งไม่ว่าใคร
จะเลือกอย่างไรก็จะได้รับการปฏิบัติโดยเท่าเทียมกัน หากมีการพยายามดึงความยุติธรรมเข้าสู่
ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดความอยุติธรรมก็เกิดขึ้นกับฝ่ายโดยทันที ฉะนั้นแล้วพื้นที่ตรงกลาง ความยุติธรรม จึงเป็นสิ่งควรสงวนไว้ไม่ว่าในสถานการณ์ใดก็ตาม

ตาชั่งที่เอียงกะเท่เร่คือสิ่งที่เราต่างรับรู้โดยทั่วไปในสังคม เรารู้ว่าอำนาจทำสิ่งใดได้ เงินทำสิ่งใดได้ ผมไม่แน่ใจว่านี่คือความ ปกติ ของสังคมของเราหรือยัง มีคนที่จำยอมต่อเรื่องนี้เป็นส่วนใหญ่ของสังคมเราหรือยัง แต่ผมเชื่อว่ายังมีคนมากพอที่การยืนยันหลักการนี้ออกไปจะไม่สูญเปล่า
 
บทความนี้ผมตั้งใจจะชี้ให้เห็นภาพรวมของความยุติธรรมในไทยผ่านการพิจารณาคดีของ
ศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นทางกฎหมายนั้นผมไม่แตะต้อง(ด้วยไม่มีความรู้ความชำนาญเพียงพอ) ส่วนคำถามที่มีต่อการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่อาจหลีกเลี่ยง ผมเริ่มต้นจากการไล่เรียงไทม์ไลน์ของรัฐธรรมนูญ 2560(1) เพราะเป็นระยะที่ใกล้ที่สุดหากจะพิจารณาเรื่องนี้ตามเจตนา
ของบทความ ต่อด้วยที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ(2) ซึ่งจะสืบเนื่องไปถึงพฤติกรรมอันชวนให้สงสัยต่อความยุติธรรมในท้ายที่สุด(3)

ก่อนอื่นผมอยากเชิญชวนในทุกคนนึกย้อนถึงช่วงวัยเด็กและหนุ่มสาวของตนเอง วัยเด็กและหนุ่มสาวทุกวันนี้ วัยเด็กและหนุ่มสาวที่เราไม่มีโอกาสได้รู้เห็น ความปรารถนาของผมตั้งอยู่บน
พื้นฐานนั้น ชีวิตที่ดีของเราทุกคน


ความยุติธรรม มิได้หมายเพียง การตัดสิน การตรวจสอบความยุติธรรมจึงจำเป็นต้องตรวจสอบทั้งระบบ หากส่วนใดส่วนหนึ่งไม่เป็นธรรม ไม่เคารพสิทธิ หรือไม่เป็นไปตามปกติ ก็ยากจะเชื่อ
ได้ว่าคำตัดสินจากกระบวนการนั้น ยุติธรรม

(1) ที่มาของรัฐธรรมนูญ 2560 
22 พฤษภาคม 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐประหารมีคำสั่งยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 
22 กรกฎาคม 2557 ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) 2557 
5 ตุลาคม 2558 พลเอก ประยุทธ์ จันโอชา แต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) 
โดยมีมีชัย ฤชุพันธ์ เป็นประธาน
29 มกราคม 2559 กรธ.ได้เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้นผ่านทางเวปไซต์รัฐสภา
26 มีนาคม 2559 โฆษก กรธ.แถลงว่า กรธ. พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว
9 เมษายน พ.ศ. 2559 สนช. เห็นชอบเป็นเอกฉันท์ให้เพิ่มคำถามประชามติให้สมาชิกวุฒิสภา
ชุดแรกตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอำนาจลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่
7 สิงหาคม พ.ศ. 2559 วันออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
6 เมษายน พ.ศ. 2560 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย
ในร่างรัฐธรรมนูญ

นี่คือไทม์ไลน์คร่าว ๆ ของรัฐธรรมนูญ 2560 ในระยะเวลาร่วม 1 ปีนับจากวันแต่งตั้ง
คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจนถึงวันลงประชามติ ประชาชนได้มีส่วนร่วมโดยตรงเพียง
วันเดียวเท่านั้นและเป็นเพียงการโหวตรับหรือไม่รับ ทั้งผู้ที่เห็นความไม่ปกติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังถูกห้าม ขัดขวาง กลั่นแกล้ง ไม่สามารถเผยแพร่ข้อมูลได้โดยสะดวก แม้จะมีการพยายามอธิบายว่ามีคำสั่งห้ามเฉพาะการคัดค้านการลงประชามติ แต่นั่นก็ไม่เพียงพอจะเปลี่ยนแปลง
ความจริง กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศยังไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่มีแม้
สักคนในหมู่เราได้นั่งอยู่ในคณะรัฐบาล ไม่มีการตรวจสอบ ทั้งหมดถูกกำหนดภายใต้อำนาจ
ของ คสช.


(2) ที่มาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
2.1 คัดเลือกตามกระบวนการรัฐธรรมนูญ 2550 2 ท่าน (ก่อน คสช.)
2.2 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ซึ่งแต่ตั้งโดย คสช.เป็นผู้สรรหา 2 ท่าน ทั้งนี้แม้คำสั่งที่ 48/2557 จะระบุว่า “ ให้ดําเนินการสรรหาผู้ดํารงตําแหน่งดังกล่าวตามหลักเกณฑ์และวิธีการ
ที่เคยดําเนินการสรรหามาแล้วตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ” แต่เพราะช่วงเวลานั้นยังไม่มีสภาผู้แทนราษฎร จึงไม่มีทั้งประธานสภาฯและหัวหน้าฝ่ายค้านร่วมอยู่ในคณะกรรมการสรรหา และสนช.ซึ่งแต่งตั้งโดย คสช. ยังเป็นผู้พิจารณาเห็นชอบอีกด้วย 
2.3 ต่ออายุโดย คสช. 5 ท่าน ตามคำสั่งที่ 24/2560

จากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 ท่าน มีเพียง 2 ท่านที่มีที่มาโดยกระบวนการตามปกติ 
ส่วนรายละเอียดการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญต่อคดีต่าง ๆ ผมขอเปิดพื้นที่ให้ทุกท่าน
สามารถอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งที่ท่านเชื่อถือครับ เพราะข้อมูลที่ได้นั้นตรงกัน หากจะต่าง
ก็เป็นในส่วนของความคิดเห็น ซึ่งไม่มีผลต่อการทำความเข้าใจตามเจตนาของบทความ


(3) ข้อสังเกตต่อการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ
3.1 สิ่งหนึ่งที่ศาลตอบแต่ไม่เคยชี้แจงให้ชัดเจนคือกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐในคดี 
ผมมีตัวอย่างจากคดีหุ้นสื่อของคุณธนาธรมาให้อ่านกันครับ เป็นคำถามที่ผู้ถูกร้องถามต่อศาล
ถึงการทำงานของผู้ร้อง บางท่านอาจจะผ่านตามาบ้างแล้ว ผมอยากจะชวนให้อ่านไปพร้อม ๆ กัน
อีกครั้งหนึ่งครับ

หน้า ๔

๑. ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง เนื่องจากข้อบกพร่องทั้งรูปแบบและขั้นตอนในสาระสำคัญอย่างร้ายแรง กล่าวคือ ผู้ร้องมีอำนาจตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อก่อนวันเลือกตั้งเท่านั้นตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๖๑ ผู้ถูกร้องมีสถานะภาพเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ตั้งแต่วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๐ การมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๑ (๖) ประกอบมาตรา ๙๘ (๓) ต้องเป็นกรณีที่ปรากฏว่าผู้ถูกร้องเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ ตั้งแต่วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ เป็นต้นมา นอกจากนี้ผู้ร้องตั้งข้อกล่าวหาว่าผู้ถูกร้องเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตรา ๙๘ (๓) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๒ (๓) ซึ่งหากผู้ถูกร้องเป็นบุคคลต้องห้ามดังกล่าวจริง ผู้ร้องย่อมไม่ได้รับการประกาศรายชื่อเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งตามประราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตร ๖๑ แต่ในคดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าผู้ถูกร้องมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นเหตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๑ (๖) ประกอบมาตรา ๙๘ (๓) การยื่นคำร้องดังกล่าวจึงเป็นการเปลี่ยนข้อหาและไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งคดีนี้ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญทั้งที่การแสวงหาข้อเท็จจริงยังไม่แล้วเสร็จ โดยประธานกรรมการสืบสวนและไต่สวนของผู้ร้องได้มีหนังสือเรียกบุคคลไปให้ข้อเท็จจริงหลังจากที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว จึงเป็นการฟ้องคดีโดยไม่สุจริตแกลั่นแกล้งผู้ร้องทางการเมือง
 
ผมขออนุญาตสรุปใจความข้างต้นเพื่อลดความสับสนจากภาษากฎหมายนะครับ 

ผู้ถูกร้อง(คุณธนาธร)ถามว่า ด้วยอำนาจตามกฎหมายผู้ร้อง(กกต.)มีหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้รับสมัครรับเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งเท่านั้น โดยยกข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงถึงขอบเขต
การทำงานของ กกต. และหากคุณธนาธรขาดคุณสมบัติจริงก็จะไม่ได้รับกาศประกาศรายชื่อตั้งแต่ตอนนั้น ในกรณีนี้กกต.กลับบอกว่าคุณธนาธรขาดคุณสมบัติผู้สมัครหลังจากมีการเลือกตั้งไปแล้ว เป็นการใช้กฎหมายผิดฝาผิดตัวหรือไม่ ทั้ง กกต. ยังยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญก่อนที่การตรวจสอบข้อเท็จจริงจะแล้วเสร็จ โดยยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญก่อนแล้วมีหนังสือเรียกให้บุคคล
ไปให้ข้อเท็จจริงภายหลัง ซึ่งคุณธนาธรเห็นว่านี่เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง

และนี่คือคำตอบของศาลรัฐธรรมนูญครับ

หน้า ๑๘

ข้อที่ผู้ถูกร้องโต้แย้งประการแรกว่า กระบวนการไต่สวนและยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญของผู้ร้องไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย นั้น เห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๒ วรรคสี่ ได้บัญญัติให้คณะกรรมการการการเลือกตั้งมีหน้าที่และอำนาจในการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในกรณีที่เห็นว่าสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีเหตุสิ้นสุดลงตามมาตรา ๘๒ วรรคหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ได้มีมติในการประชุม ครั้งที่ ๖๓/๒๕๖๒ เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๒ และวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตร ๑๐๑ (๖) ประกอบมาตรา ๙๘ (3) และยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ การยื่นคำร้องของผู้ร้องจึงชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว 

รัฐธรรมนูญมาตรา 82 ระบุไว้ว่า สส. และ สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของแต่ละสภาสามารถยื่นเรื่องต่อประธานสภาหากพบว่าสมาชิกท่านใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ แล้วให้ประธานสภายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย ซึ่งในวรรค 4 ของมาตรานี้ได้ให้อำนาจแก่ กกต.ในการดำเนินการตามข้อกฎหมายนี้ด้วย การยื่นคำร้องของ กกต. จึงชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว

อย่าลืมนะครับว่ากระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นก่อนจะมีคำตัดสินว่าผู้ถูกร้องมีความผิดจริงหรือไม่ ผู้ถูกร้องจึงมีสิทธิเต็มที่ในการรักษาผลประโยชน์ของตน หากมีกระบวนการหนึ่งกระบวนการใดลดทอนสิทธิของผู้ถูกร้อง ควรหรือไม่ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินว่า เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐธรรมนูญกำหนดแล้ว

3.2 คลุมเครือและไม่ชัดเจน จะดีกว่าหรือไม่หากจะทำให้คำว่า ไม่เป็นไปตามปกติวิสัย พฤติกรรมอันเชื่อได้ว่า กลายเป็นข้อมูล หลักฐาน ที่หนักแน่นและปฏิเสธไม่ได้เมื่อทุกฝ่ายได้รับฟัง เรากำลังพูดถึงเสียงของคนหกล้านสามแสนคน การจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ควรหรือไม่ที่ต้องมีความโปร่งใสและชัดเจน ข้อมูลในอินเตอร์เน็ตให้คำตอบหลากความเห็นอยู่มากมาย (โปรดพิจารณาอย่างใส่ใจ) แต่ระหว่างทางกว่าจะถึงคำตอบนั่นเล่า เราสามารถเห็นความยุติธรรมที่ใดได้บ้าง?

จากข้อมูลซึ่งสามารถตรวจสอบได้ทั้งหมดนี้ ชี้ให้เห็นว่าทั้งที่มาของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และขั้นตอนการปฏิบัติ เหล่านี้ล้วนมีปัญหา ไม่เป็นไปตามปกติวิสัยน์ เป็นสิ่งอันเชื่อได้ว่าไม่ยุติธรรม เราสามารถใช้วิธีเดียวกันนี้(มองภาพรวมทั้งกระบวนการ)ตรวจสอบความยุติธรรมในเรื่องอื่น ๆ ไม่ว่าจะการเมืองหรือสิ่งประสบในชีวิตประจำวัน การทำซ้ำ ๆ ช่วยให้เราเห็นหน้าตาที่ชัดเจนของความยุติธรรม ซึ่งนั่นคือการนำหลักการกลับสู่ใจของเรา ความยุติธรรมเป็นสิ่งที่ไม่สามารถปรากฏขึ้นและดำรงอยู่ได้เอง หากเราไม่ใส่ใจดูแล ความยุติธรรม
จะจากเราไป

นี่เป็นเพียงการรวมรวบข้อมูลและการตั้งคำถามจากประชาชนคนหนึ่งครับ เป็นสิ่งที่ปุถุชนสามารถรับรู้ได้โดยตนเอง ไม่ใช่การเอาชนะกันเรื่องฝักฝ่ายทางการเมือง แต่เป็นการตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐอันเป็นสิทธิโดยชอบของพลเมืองผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในบ้านเมืองนี้
ทุกคน สังคมของเราไม่สามารถเดินไปถึงจุดที่เราคิดฝันโดยละทิ้งหลักการครับ เรามีบทเรียนมามากพอแล้ว สิ่งที่เราร่วมรับรู้ในปัจจุบันคือสิ่งยืนยันถึงสภาวะดังกล่าว และความยุติธรรมเป็นหลักการหนึ่งซึ่งจะยอมให้บิดพลิ้วไม่ได้


...เพราะไม่ว่าความอยุติธรรมจะเกิดขึ้นกับใคร หรือฝ่ายใด เราต่างก็ได้รับผลโดยทั่วกัน

SHARE

Comments