ข้อความซับซ้อนที่ส่งไปไม่ถึงปลายทาง 🌈
เขาไม่เลือกคุณ ในทางเดียวกัน คุณไม่เลือกเขา และในทางเดียวกันของเดียวกัน ทั้งคุณและเขาโหยหากันและกันตลอดเวลา
จากหนังสือ พัสดุตีกลับ ชำรุดง่าย และอาจสูญหายระหว่างทาง - ภวิล เฟย์

ฉันปิดหนังสือเล่มเก่าที่เคยอ่านเมื่อ 14 ปีที่แล้วลง หนังสือที่ฉันคิดว่ามันซับซ้อน ลื่นไหลทางเพศสภาพ และเหลือเชื่อว่าจะอยู่ในกองหนังสือโล๊ะทิ้งได้ไง เพราะวันนี้ฉันช่างเข้าใจความหมาย ความอ่อนไหวที่ผู้เขียนบรรจงเรียงร้อยไว้ประหนึ่งว่าฉันจรดปากกาเขียนด้วยตนเอง ฉันเตรียมตัวเตรียมคำพูดหลังจากนั้น สำหรับงานสำคัญช่วงเที่ยงนี้ เผื่อว่าพิธีกรจะยื่นไมค์ให้ฉันได้พูดความรู้สึกที่มีต่อ 'เธอ' บ้าง ในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมงานต่างแผนก 

หากใครเข้าทำงานก่อนหรือพร้อมฉัน จะทราบกันดีว่า ฉันเคยสนิทกับเธอช่วงขวบปีแรกของการทำงาน ความสัมพันธ์เหมือนเด็กที่วิ่งตามรถไอศกรีม (คุณคงนึกออกได้ไม่ยาก!) แล้วฉันก็ห่างหายไป ก่อนจะขอทุนไปเรียนต่อยาวนานกว่า 5 ปี เราก็ไม่ค่อยได้สนิทสนมกันอีกเลยนับจากนั้น โดยไม่มีใครทราบสาเหตุ 

ฉันก้าวขาเข้างานเลี้ยงเกษียณอายุของเธอด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวผ้าไหมลื่นสีชมพู พร้อมกระโปรงดำผ่าหลังระดับเข่า พร้อมรองเท้าคัทชูสีดำสูง2นิ้ว ประดับต่างหูเพชร สวมแหวนทองเกลี้ยงเล็กๆที่นิ้วนางข้างซ้าย พร้อมผมยาวดัดลอนใหญ่เบี่ยงข้างที่ตั้งใจทำให้เหมือน14ปีที่แล้ว ฉันในวัย 39 ปียิ้มชื่นมื่นให้กับผู้คนตามปกติมนุษย์สังคมที่วางตัวได้ค่อนข้างดี ฉันเลือกที่นั่งแถวกลางๆ มุมริมสุดที่เธอจะไม่สังเกตเห็นฉันได้ แต่ฉันจะสามารถมองรอยยิ้มของเธอได้อย่างชัดเจน

 .. 

เธอยังคงตัดผมสั้นย้อมสีน้ำตาลเหลือบส้มเหมือน 14 ปีที่แล้วเข้ากับผมหยักศกของเธอเป็นอย่างมาก ผิวขาวของสาวเชื้อสายจีนในวันนี้ยังคงสะท้อนเปล่งปลั่ง หากไม่มีงานในวันนี้ ใครๆคงเดาอายุเธอไม่เกินเลข40แน่นอน เธอมาในชุดเรียบง่ายเสื้อลินินสีเขียว กระโปรงดำสั้นเหนือเข่าเล็กน้อย สวมรองเท้ารัดส้นสูงประมาณ 2 นิ้ว ท่าทางการเดินกระโดกกระเดก ประดักประเดิด รอยยิ้มเขินในวันนี้เหมือนตอนนั้นไม่มีผิด ฉันจำได้ดี 


พิธีกรกล่าวอารัมภบทพอเป็นพิธี เชิญเจ้านาย แขกคนสำคัญกล่าวขอบคุณที่เธอสร้างประโยชน์คุณูปการให้กับที่ทำงานมากมาย ไล่เรียงมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เพื่อนรุ่นน้องเพศชายคนสนิทในแผนก ที่หากเป็นเมื่อ 14 ปีที่แล้วฉันอาจทนฟังเขารำพึงรำพันต่อกันไม่ได้เด็ดขาด มาจนถึงเพื่อนรุ่นน้องในกลุ่มเดียวกัน และไมค์ก็ยื่นมาถึงฉัน นาทีนั้นหัวใจฉันเต้นแรง มือสั่น เหงื่อเปียกชุ่มไปทุกที่ 

ฉับรวบรวมสติที่ยังพอมี สิ่งที่คิดว่าจะพูดเป็นทางการหายไปหมดสิ้น ฉันยิ้มให้เขาจากที่ไกลๆ แล้วลุกยืนขึ้น พิธีกรถามฉันอีกครั้งว่า 


'อยากจะบอกอะไรเธอบ้างไหมคะ' 
บรรยากาศเงียบสักพัก ได้ยินเพียงเสียงหายใจ 

ไม่นานนักก็มีเพื่อนในกลุ่มของเราทั้งสองตะโกนแทรกมาว่า 
'เคยสนิทกัน น่าจะมีอะไรบอกกันหน่อยไหม'  

ฉันพูดประโยคแรกอย่างอ้อมค้อมสั้นๆเหมือนที่เคยเขียนในการ์ดใบแรกให้เธอ 
'เธอทราบดีค่ะ ว่าเราอยากจะบอกอะไร' 

ฉันยิ้มให้ ไม่มีทางที่งานนี้จะได้เห็นน้ำตาของฉันแน่ ฉันวางตัวดี เก็บอารมณ์ได้มาเป็นสิบปี งานนี้แค่ไม่กี่ชม.คงไม่น่ายาก ความเป็นจริงบางอย่างพูดอ้อมๆพูดไม่หมดก็คงจะไม่ยากเกินความสามารถนัก 

เธอแปลกไปจากที่ฉันเคยรู้จักก็วันนี้ เธอพูดโดยไม่ใช้ไมค์ว่า 
'เราไม่รู้หรอกนะว่าเธอจะบอกอะไร จะบอกอะไรก็บอกมาเถอะ อย่าทำให้ซับซ้อน มาถึงวันนี้ยังจะเยอะอีกหรอ กี่ปีๆก็ไม่เปลี่ยนเลยนะ' 

สีหน้าฉันนิ่งลง มันควบคุมการวางตัวได้ยากเหลือเกิน รู้สึกกดดันไปหมด จิตใต้สำนึกกับสมองประมวลผลคัดค้านกันในบัดดล ฉันค่อยๆเดินบนส้นสูง 2 นิ้ว ตรงไปหาเธอ (เธอที่ชอบโมโหฉันเหมือนเมื่อ 14 ปีที่แล้ว ทำอะไรไปก็ไม่ถูกใจสักอย่าง) เสียงส้นสูงดัง ต้อกแต๊ก ต๊อกแต๊ก ๆ ๆ ๆ ตามจังหวะของปลายเท้าและส้นรองเท้า ซ้อนทับมากับเสียงในลำโพงของฉันที่ว่า 

'คุณจำได้ไหม เมื่อ 14ปีที่แล้ว เราเคยอวยพรคุณว่าขอให้คุณมีความสบายใจ สุขใจ เราก็ยังคงอวยพรแบบนี้ให้คุณในใจทุกปี เราอยากให้คุณสบายใจเสมอ ได้อยู่กับสิ่งที่สบายใจ' 

ฉันเดินไปยืนข้างๆเธอแต่หันหลังให้เพื่อนร่วมงานต่างจากเธอที่หันหน้า ฉันวางไมค์ลง มือด้านขวาของฉันจะคว้ามือด้านขวาของเธอ แต่เธอก็บ่ายเบี่ยงมือหลบ ฉันกุมมือตนเองที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ แต่ยังพูดกับเธอต่อ 

'ด้วยเหตุนี้ไง เราเลยไม่ค่อยมาใกล้คุณ เรารู้ว่าเราทำให้คุณหงุดหงิดใจ รำคาญใจ วุ่นวาย วอแว รบกวนอยู่เรื่อย  นี่คือสิ่งที่เราให้คุณได้ และให้มาตลอด 14 ปีที่ผ่านมา คืิอ ให้คุณได้อยู่กับคนที่ทำให้คุณสบายใจ อิสรภาพคือสิ่งที่คุณรัก เราให้คุณทั้งหมด และเรามีความสุขมากเมื่อเห็นคุณมีความสุข' น้ำตาฉันเริ่มคลอ หายใจเสียงดัง มือสั่น ทั้งงานเลี้ยงเงียบสนิท เหมือนที่แห่งนั้นมีเพียงเราสองคน

'คิดเองเออเองตลอด ไม่เคยถามเราเลยว่าเรารู้สึกยังไง เราจะมีคำถามในใจแค่ไหนว่าเธอเป็นอะไร เธอก็เหมือนตัวละครในหนังที่เราดูด้วยกันเมื่อ 14ปีที่แล้ว เห็นแก่ตัว เธอคิดว่าเธอทำแล้วเธอสบายใจ เราสบายใจ แล้วเราล่ะ เราต้องสบายใจใช่มั้ย' เธอสายตามุ่งมั่น เสียงสั่น

'ก็คุณอยู่กับเขาแล้วคุณยิ้มได้ คุณมีความสุข ไลน์ไปคุณก็ไม่ตอบ อะไรๆคุณก็ไม่เคยนึกถึงเรา แล้วเราจะอยู่ตรงนั้นทำไม ในเมื่อเราไม่เคยเป็นความสบายใจให้คุณได้เลย'

'ก็เคยคุยเรื่องนี้กันแล้วใช่มั้ย ถ้าเธออยากเชื่อแบบนั้นเราก็ไม่แย้ง พอกันที เรื่องไลน์ก็ด้วย ก็ไม่สะดวกจะตอบ ขี้เกียจตอบ มีธุระอื่นที่สำคัญกว่าก็พูดไม่ได้ไง เดี๋ยวเธอก็โกรธอีก' 
เธอน้ำตาคลอเหมือนที่เคยทะเลาะกันเรื่องนี้เมื่อ 14 ปีที่ผ่านมา

'ที่ทำทั้งหมดเพราะเรารักคุณมากนะ รักแบบที่โลกนี้ยังไม่มีคำนิยาม หรือคำจำกัดความ รักแบบที่สามารถสละไตอีกข้างให้ได้ รักมาตลอดทั้งๆที่รู้ว่าคุณไม่เคยรักเราเลย ไม่เคยแม้แต่จะอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ' เราร้องไห้โห หมดแล้วการวางตัวที่ผ่านมา สะอึกสะอื้นเหมือนเด็กน้อยคนนึง เพื่อนในงานเลี้ยงต่างกล่าวซุบซิบเมื่อเสียงสะอื้นของฉันดังขึ้น พิธีกรพยายามจะตัดบทเพื่อไม่ให้เกินเหตุไปมากกว่่านี้

'ถ้าเป็นอย่างนี้อย่ารักเราเลย เสียเวลา' เธอปาดน้ำตา

'แล้วคุณเคยรักเราบ้างไหม ถามจริงๆนะ' ฉันกลั้นใจถามทั้งๆที่หวั่นเกรงคำตอบที่สุด ฉันรู้สึกเลือดสูบฉีดไปทั่วทั้งร่าง หัวใจเต้นเหมือนจะหลุดออกมา 

ฉันหายใจเข้าออกเต็มเฮือกอย่างละครั้ง ในใจพลางคิดว่าเธอต้องตอบว่า อย่ารู้เลยเดี๋ยวเสียใจเปล่าๆ เหมือนเมื่อ 14ปีที่แล้วอีกแน่นอน ใจของฉันตอนนี้คงรับไม่ไหวแล้ว แหลกเหลว บิ่นสลาย มอดไหม้ ไม่มีชิ้นดี ฉันจึงยกไมค์ในท่าหันหลังเช่นเดิมขึ้นพูดว่า 

'ขอให้โชคดีนะคะ บางอย่างที่เราทำผิดพลาดผิดพลั้งผิดใจ เราขอโทษทั้งหมด คุณคือคนที่ไนซ์กับเราและน่ารักกับทุกคนเสมอ และเป็นไม่กี่คนที่กล้าพูดกับเราตรงๆในบางเรื่อง ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา อะไรที่เคยผ่านมาด้วยกัน เรายังคงเก็บไว้เหมือนเดิมนะ คุณจะเป็นความทรงจำที่ดีที่สุด และเป็นความทรงจำที่เรารักมากที่สุดเสมอและตลอดไป' 

ฉันหันมายิ้มทั้งคราบน้ำตา ส่งไมค์คืนพิธีกรและเดินก้มหน้ากลับมานั่งที่อย่างเงียบๆ และยิ้มให้เพื่อนที่นั่งข้างๆราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

งานยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เพื่อนร่วมงานหลายคนทยอยเดินเข้าไปอำลากับเธอ เธอกลับมามีอารมณ์ขันอย่างรวดเร็วได้เหมือนเคย ไม่มีใครรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ รวมถึงฉัน ในจังหวะที่เพื่อนๆและเธอร่ำลากัน ฉันค่อยๆเดินออกมาจากงานเลี้ยงเงียบๆ สูดอากาศบริสุทธิ์ หายใจเข้าออกลึกๆ เช็ดคราบน้ำตา และเดินกลับไปห้องทำงานเงียบๆ ระหว่างทาง มีเสียงนึงตะโกนมาจากข้างหลัง

'ขี้ขลาด จะไม่รอฟังคำตอบหน่อยหรอ'
..
'เราไม่อยากมีอะไรค้างคาต่อกันนะ' เสียงเธอลอยมาตามสายลมที่พัดเบาๆก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว


คุณคิดว่าฉันควรจะทำอย่างไร หันกลับไปฟัง แล้วคำตอบจะเป็นแบบไหนล่ะ หรือวิ่งหนีหายไปเลยตลอดกาล .. ปี 2577 คงจะได้รู้กัน ใช่แล้วล่ะ อีก 14ปีข้างหน้า นับจากวันนี้ 

ต้นไม้บนภาพหน้าปกที่เธอเคยให้ไว้ มันจะเจริญงอกงามถึงวันนั้นไหมนะ วันที่เรากล้ามากพอที่จะบอกเธอดัง dialog ข้างต้น ถ้าบอกไปอะไรจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง หรือทุกวันนี้ที่เป็นอยู่มันดีอยู่แล้วสำหรับเธอ และเรา

ดังประโยคที่ว่า

เป็นเพื่อนกันน่ะ ดีแล้ว




SHARE
Written in this book
แด่เธอ .. ที่ทำให้ฉันกลับมาเขียนเรื่องสั้นอีกครั้ง
' น่าแปลก และใจหายในเวลาเดียวกัน .. บุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องราวเหล่่านี้ หายจากชีวิตเธอไปทุกคน และน่าเสียดายที่เธอยังไม่มีโอกาสได้นับหนึ่งด้วยเลยสักคน ' .. ฉันกล่าว ' หรือพวกเธอทั้งหลายเข้ามาพบฉันเพื่อสร้างงานเขียนของเธอเท่านั้น ใครขีดเส้นกำหนดไว้นะ ' .. เธอกล่าว Ps. Based on my Friend's story ขอบคุณทุกเรื่องเล่าของทุกคนที่มีส่วนให้เกิดหนังสือเล่มนี้นะ :3 'แด่(เรื่องราวของ)เธอ .. ที่ทำให้ฉันกลับมาเขียนเรื่องสั้นอีกครั้ง'
Writer
Klinroong
An ordinary woman - Writer
ทุกสิ่งคือธรรมชาติ และงดงามในแบบของมัน ... ความรู้สึกก็เช่นกัน ... ..."กลิ่นรุ้ง"

Comments

Jellyfish_88
2 months ago
อ่านแล้วอยากกอดๆนะคะ 🥺❤
Reply
Klinroong
2 months ago
ขอบคุณนะคะ กอดค่ะกอด งื้อ 🥺
chame
2 months ago
, 🎈🎈🥰
Reply
Klinroong
2 months ago
ขอบคุณค่ะ 🥰
JD5555
2 months ago
ตามมาจาก FB จ้า อิอิ

เป็นกำลังใจให้นะครับ
Reply
Klinroong
2 months ago
ขอบคุณค่ะ 💕
brynacia
15 days ago
อ่านแล้วน้ำตาซึม เราเองก็เคยกลัวคำตอบ เลยเลือกที่จะไม่ถาม
Reply
Klinroong
12 days ago
เคยฟังเพลงซ่อนกลิ่นของคุณปาล์มมี่มั๊ยคะ .. อารมณ์นั้นเลยค่ะ ปล.เป็นกำลังใจให้นะคะ