A crush
- วันนี้ผมจัดห้องนอนของตัวเองใหม่ หลังจากกลับมาจากต่างประเทศผมรู้สึกว่าสมาธิของตัวเองสั้นลงอย่างเห็นได้ชัด ตอนอยู่ที่นั่นผมนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ทำงานได้ยาวนานสิบสองชั่วโมงต่อวัน แต่อยู่ที่นี่ผมกลับต้องเปิดเพลงฟังและพักอ่านนิยายเสมอเมื่อทำงานไปได้ไม่ถึงสองชั่วโมง ผมเคยคิดว่ามันเกี่ยวกับสภาพอากาศและผู้คน ที่นั่นอากาศจะหม่นมัวอยู่เสมอ ท้องฟ้าเป็นสีเทา บางสัปดาห์แทบไม่ได้เห็นแสงแดด
- ฟังดูมันเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีเท่าไร แต่มันตรงกับสภาวะจิตใจของผม ผมไม่ชอบความสุขและความสดใส ผมพยายามหลีกเลี่ยงมันในบางครั้ง ฟังดูแปลกแต่ความจริงผมมีเหตุผลของตัวเอง ดอสโตเยฟสกี้ผู้เขียนพี่น้องคารามาซอฟเคยบรรยายไว้ว่า เขาเองก็พยายามหลีกเลี่ยงความสุข เพราะความสุขจะทำลายความสงบในชีวิต ตอนอ่านประโยคนั้นครั้งแรกผมไม่ค่อยเข้าใจ แต่ตอนนี้เมื่อเติบโตและผ่านวันเวลามามากขึ้น ผมคิดว่าตัวเองเข้าใจมันแล้ว
- เมื่อมองย้อนกลับไปในชีวิตที่ผ่านมาสามสิบปี ผมถามว่าตัวเองชอบช่วงเวลาไหนมากที่สุด มันไม่ใช่ตอนสอบได้ที่หนึ่งของห้องและพ่อแม่ซื้อของเล่นราคาครึ่งแสนให้ ไม่ใช่ตอนเรียนจบได้เกียรตินิยมและคนรอบข้างชื่นชม ไม่ใช่ตอนคุยโวในวงสนทนากับเพื่อนฝูงว่าตัวเองได้เงินเดือนมากกว่าใคร ช่วงเวลาที่ผมชอบที่สุดคือตอนที่ตัวเองอยู่เพียงลำพังคนเดียวในบรรยากาศเงียบๆ โดยปราศจากกฎเกณฑ์ที่โลกสร้างขึ้นมาครอบคลุมชีวิตของผมไว้
- ผมคิดถึงเส้นทางเดินเท้าในอุทธยานแห่งชาติที่มีแต่ตัวผม ต้นไม้ และเสียงของป่า ผมคิดถึงการนั่งบนขอนไม้บนหาดกะรนและมองออกไปสู่ทะเลอันดามัน มองดูพระอาทิตย์ค่อยๆ จมดวงลับเส้นขอบฟ้า และท้องฟ้าที่เปลี่ยนเฉดสีไปทุกวินาที ผมคิดถึงตอนนั่งอยู่ริมระเบียง ณ บ้านพักตากอากาศของปู่ และมองดูนกฝูงใหญ่บินวนเป็นวงกลม
- นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามจะสื่อ ผมรักความสงบมากกว่าความสุข หลายคนต่างวิ่งไล่หาความสุขเข้าสู่ตัวเอง แต่ผมไม่ใช่ ผมต้องการจะอยู่นิ่งเฉยๆ ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และมองลงไปในใจของตัวเองอย่างสงบ
- นั่นเป็นเหตุผลที่ผมชอบอากาศหม่นมัวของยุโรปตอนเหนือมากกว่าอากาศที่สดใสจัดจ้านทุกวันในประเทศไทย นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมคิดว่ามันส่งผลให้ตัวเองมีสมาธิลดลงเมื่อกลับมาใช้ชีวิตที่นี่
- เหตุผลที่สองก็คือผู้คน ในเมืองที่ผมไปอยู่ที่นั่นมีประชากรแค่สามแสนคน ในขณะที่มหานครที่นี่มีประชากรเกือบสิบล้านคน มันทำให้ผมรู้สึกถึงความกดดันในการใช้ชีวิตมากกว่า การแข่งขันมันสูงกว่า ผู้คนเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นมากกว่า เปิดรับความแตกต่างน้อยกว่า
- ขณะอยู่ที่นั่นผมเดินไปขึ้นรถบัสตอนหกโมงเช้า ผมเป็นคนเดียวที่รออยู่ที่ป้ายหยุดรถนั้น และเมื่อขึ้นไปก็มีที่นั่งว่างให้ผมเสมอ ทว่าเมื่ออยู่ที่นี่ผมขึ้นรถเมล์ตอนหกโมงเช้า ผู้คนที่ต่อคิวมีร่วมยี่สิบ ไม่ต้องพูดถึงที่นั่ง แค่ไม่ต้องเบียดกันจนไม่มีพื้นที่หายใจผมก็ดีใจมากแล้ว
- นั่นเป็นคำอธิบายเรื่องผู้คนที่ทำให้ผมคิดว่าตัวเองมีสมาธิน้อยลง แต่ความจริงมันก็มีด้านดีอยู่ คือผมรู้สึกว่าตัวเองผูกพันกับคนที่นี่มากกว่า มองหน้ามองตาแล้วรู้สึกได้ว่าเราเติบโตมาแบบเดียวกัน เรากำลังฟันฝ่าอะไรคล้ายๆ กัน ผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของที่นั่น แม้จะพูดอย่างเหมารวมหยาบๆ ได้ว่าผู้คนที่นั่นดีกว่า แต่ผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา ผมไม่แน่ใจว่านี่เป็นเรื่องปกติไหม มันทำให้ผมนึกถึงประโยคที่ว่า คนเราไม่มีวันสลัดชาติกำเนิดของตัวเองพ้น มันเป็นแบบนั้นจริงหรือเปล่า หรือมันเกิดขึ้นกับผมเท่านั้น เพราะผมเป็นคนที่เกลียดการเปลี่ยนแปลงและผูกพันกับอะไรเดิมๆ อยู่เสมอ ผมรู้ตัวว่ามันไม่ใช่คุณสมบัติที่ดี แต่ผมเลือกที่จะยอมรับตัวเองในแง่นั้น และยอมอยู่กับผลลัพธ์ของมัน
- สภาพอากาศและผู้คนทำให้ผมมีสมาธิน้อยลง ผมคิดอย่างนั้นมาหลายเดือน จนมาถึงวันนี้ผมจัดห้องนอนของตัวเองใหม่ ทุกสิ่งทุกอย่างจึงเปลี่ยนไป
-  ผมไม่ได้เคลื่อนย้ายอะไรมากมายนัก เปียโนไฟฟ้าอยู่ที่เดิม เก้าอี้เอนอยู่ที่เดิม เตียงนอนอยู่ที่เดิม ผมแค่ย้ายโต๊ะทำงานที่หันหน้าเข้าหาผนังสีขาวไร้ลวดลาย ย้ายมันให้หันออกไปสู่หน้าต่างบานกว้างที่มองออกไปเห็นต้นหลิวที่โบกโบยตามลม และผืนฟ้ากว้าง ความจริงก็ไม่ได้กว้างเท่าไร มีบ้านข้างๆ บังอยู่พอสมควร แต่อย่างน้อยผมก็เห็นสีของท้องฟ้าที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปในช่วงเวลาสนธยา
- แล้วผมก็กลับมามีสมาธิเหมือนเดิม ผมกลับมานั่งหน้าคอมพิวเตอร์ พรั่งพรูเรื่องสั้นออกมาได้ยาวนาน 12 ชั่วโมงเหมือนเดิม วัตถุดิบยังมีอยู่ในตัวผมและผมก็กลั่นมันออกมาได้แบบหมดจด แค่เพราะผมได้เห็นต้นหลิวและท้องฟ้าเมื่อเงยหน้ามองออกไป สถานที่อยู่อาศัยและการจัดวางสิ่งของในชีวิตประจำวัน มีผลกับความคิดของเรา ผมเคยได้ยินชาวญี่ปุ่นหลายคนบอกแบบนั้น วันนี้ผมถึงเข้าใจแจ่มแจ้งเมื่อประสบกับมันด้วยตัวเอง ต่อจากนี้เป็นเรื่องสั้นของผม

ผมพบเธอครั้งแรกในเวลาเกือบบ่ายสอง ณ ชั้นห้าของอาคารเรียนรวม มันเป็นวันแรกของชั้นเรียน เธอมายืนรออยู่หน้าห้องคนเดียว ผมทักเธอโดยใช้คำถามสิ้นคิดตามมารยาท 'รอเรียนใช่ไหมครับ' เธอไม่ตอบแต่พยักหน้า ผมคิดว่าประตูคงปิดอยู่ห้องยังไม่เปิด ไม่งั้นเธอคงเดินเข้าไปแล้ว อย่างไรก็ตามผมก็เดินไปบิดลูกบิดประตูเพื่อความแน่ใจ แน่นอนว่ามันยังคงปิดอยู่ อาจารย์ยังไม่มา แม่บ้านยังไม่มาเปิดห้อง ผมมองหน้าเธออีกครั้ง เธอใส่แว่นกลมกรอบใส มัดผมที่ย้อมสีทองไว้ตรงกลางกระหม่อม และเป็นผู้หญิงที่ตัวเล็ก นั่นเป็นรายละเอียดที่ผมจำได้เมื่อเจอเธอครั้งแรก     ผมเดินไปอีกมุมหนึ่งนั่งรอตรงโซฟา เธอเดินตามห่างๆ เหลียวมองมาแล้วก็กลับไปยืนรอหน้าห้องเหมือนเดิม ผมมองนาฬิกาข้อมือ อีกห้านาที ผมหยิบนิยายเรื่อง To kill the mocking bird ออกมาอ่านรอเวลา
     มันเป็นคลาสเรียนสั้นๆ ที่กินระยะเวลาราวเดือนเศษ ผมไม่อยากพูดว่ามันเป็นวิชาอะไร เพราะผมเกลียดสิ่งที่ตัวเองเรียน การศึกษาเปลี่ยนสิ่งที่เราชอบให้เป็นสิ่งที่เราเกลียดได้เสมอ ผมไม่อยากเอ่ยถึงมัน
     มันเป็นคลาสเรียนเล็กๆ ที่มีคนเพียงแค่แปดคน ผมไม่มีความทรงจำอะไรมากมายนักในช่วงแรก เพราะมันเป็นแค่การนั่งเรียนทฤษฎีภายในห้อง ผมนั่งเรียนไปและมองเวลาไปรอคอยให้เวลาสามชั่วโมงจบลง เพื่อจะออกไปหาอะไรกินเป็นมื้อเย็นก่อนกลับบ้าน ชีวิตของผมแยกออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน การเรียนการทำงานคือส่วนแรก การเสพศิลปะและปรัชญาคือส่วนสอง ชีวิตของผมชัดเจนว่าผมทำส่วนแรกไปอย่างส่งๆ ทำให้มันผ่านไป เพื่อจะใช้เวลาในส่วนที่สอง
     แต่ในอีกแง่หนึ่งทั้งสองส่วนมันก็ผสานกันอยู่ การทนทำสิ่งที่เราเกลียดก็มีแง่ดีของมัน มันทำให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรารักมากยิ่งขึ้น ถ้าชีวิตผมเป็นอมตะและได้อยู่กับคนที่เรารักตลอดเวลาทุกวินาที ผมไม่แน่ใจว่านั่นจะเป็นชีวิตที่ดี มันอาจกลายเป็นคำสาปก็ได้ การได้รับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไปจะทำให้เราเลิกเห็นคุณค่าของมันและเฉยชากับมัน เพราะฉะนั้นในมุมหนึ่งการทนทำสิ่งที่ตัวผมเกลียดคือการเพิ่มคุณค่าให้กับสิ่งที่ผมรัก
     พาร์ทหลังของคลาสเรียนเราถูกแบ่งกลุ่มกัน กลุ่มสี่คนบ้าง กลุ่มสองคนบ้าง นั่นเองเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้คุยกับเธอมากยิ่งขึ้น มีคลาสหนึ่งที่ผมบังเอิญได้จับคู่กับเธอ
     "มีคู่รึยังครับ"
     เธอส่ายหน้า
     "คู่กันมั้ย"
     เธอพยักหน้า
     นั่นเป็นจุดเริ่มต้น ผมกับเธอนั่นลงด้วยกัน รับโจทย์มาจากอาจารย์ ผมจำไม่ได้แล้วว่าคำถามคืออะไร เพราะอย่างที่ได้บอกไป ผมเรียนให้มันจบๆ ให้มันผ่านๆ ไปเท่านั้น อันที่จริงผมจำบทสนทนาและการแลกเปลี่ยนคำพูดของเราในวันนั้นไม่ได้เหมือนกัน แต่ผมจำความรู้สึกของตัวเองได้
     ผมปลื้มเธอทันทีหลังจากคลาสเรียนวันนั้นสิ้นสุดลง ผมพยายามทบทวนตัวเองว่ามันเป็นเพราะอะไร ผมพยายามหาเหตุผลมาอธิบายความรู้สึกของตัวเอง รอยยิ้มแสดงความเป็นมิตรของเธอ การสบตาและรอยยิ้มเล็กๆ ที่เธอมอบให้หลังจากผมพยายามพูดอะไรสักอย่างที่อยากให้มันฟังดูตลกและเป็นกันเอง แต่ความจริงมันไม่ได้ตลก น้ำเสียงเล็กๆ หวานๆ ของเธอที่ให้ความรู้สึกของความเป็นเด็กสาวมากกว่าผู้หญิงคนอื่น การมัดผมรวบไว้ข้างหลังเปิดให้เห็นหน้าผากแบบที่ผมชอบ ผมพยายามครุ่นคิดอย่างหนักแต่สุดท้ายผมก็ล้มเหลว คิดไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา สรุปแล้วก็คือผมปลื้มเธอหลังจากวันนั้น
     หลังจากคลาสนั้นแล้วเราก็ไม่ได้คุยอะไรกันเป็นเรื่องเป็นราวอีก ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกลับไปเป็นเด็กมัธยมปลายอีกครั้ง ผมอยากแสดงออกแต่ก็ไม่กล้าแสดงออก ตอนเห็นเธอเดินเข้าห้องมาผมอยากเงยหน้าขึ้นทัก แต่สิ่งที่ผมทำก็คือเงยหน้ามองแล้วก้มหน้าลงแกล้งทำเป็นขีดเขียนบางอย่างในสมุดบันทึก เหตุการณ์เล็กๆ แค่นี้ทำให้ผมเกลียดตัวเองมากกว่าที่เคย ผมคิดว่าตัวเองก้าวผ่านจุดนั้นมาแล้ว แต่ความจริงก็คือผมยังติดอยู่ตรงนั้นเหมือนเดิม มันน่าตลกสิ้นดีที่คุณกำลังเฝ้าคิดถึงคนๆ หนึ่งมาตลอดวัน แต่เมื่อคุณพบเขาคุณกลับทำเป็นมองไม่เห็น
     ผู้หญิงที่ผมเคยคบในอดีต ผมไม่เคยไปตามจีบพวกเธอ ความสัมพันธ์จะเริ่มต้นด้วยตัวมันเอง ใช้เวลาร่วมกัน พูดคุยถูกคอกัน และสุดท้ายไม่ต้องมีคำพูดอะไรมากพิธี เราก็จะเริ่มคบหากัน ผมคิดว่าถ้าคนสองคนจะเริ่มชอบพอกัน มันควรจะเริ่มต้นจากทั้งสองฝ่าย ผมไม่อยากเริ่มต้นความรักจากความเพียรพยายามของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง สำหรับผมแล้วแบบนั้นมันดูฝืนเกินไป เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองมากเกินไปเพื่ออีกฝ่ายหนึ่ง และบางครั้งเมื่อเวลาผ่านไปการเปลี่ยนแปลงก็มากเกินทนรับ แล้วจุดแตกหักก็มาถึง และหลายครั้งผมก็เกลียดการไล่ตามของอีกฝ่ายด้วย แม้ผมจะไม่ใช่คนหน้าตาดีและมีสถานะทางสังคมอะไร หากก็มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมบอกผู้หญิงคนหนึ่งไปตรงๆ ว่าพอเถอะ เราไม่อยากคุยด้วย ยังไงความรู้สึกของเราก็ไม่เปลี่ยนหรอก
     แต่ครั้งนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ความอึดอัดและเกลียดตัวเองข้างในมันจางลงไปบ้าง ผมทักเธอหลังจากเลิกคลาสเรียน เดินคุยกันไปจนถึงจุดที่เธอจอดรถของตัวเองเอาไว้ เธอน่ารักเหมือนเดิมและยิ้มหลังจากพูดจบทุกประโยค ให้ตายเถอะ นี่แหละมั้งเหตุผลที่ทำให้ผมหลงใหลเธอ เธอยิ้มหวานหลังจากพูดจบทุกประโยค สายตาเป็นประกายหลังจากพูดจบทุกประโยค
     ผมทักไลน์เธอไปเพื่อถามคำถามในคลาสเรียนที่ตัวเองรู้่อยู่แล้ว เราคุยกันสั้นๆ ผมรู้สึกว่าผมหลงใหลการใช้ภาษาการพิมพ์ของเธอในไลน์เสียอย่างนั้น บางทีมันอาจเป็นภาษาพิมพ์ของวัยรุ่นหนุ่มสาวทั่วไป แต่ให้ตายเถอะ นี่ผมกำลังหลงใหลทุกอย่างที่เธอทำเลยใช่ไหม
     ผมพยายามเตือนสติตัวเองด้วยเพลงสากลรุ่นเก่าที่ผมชอบ 'When your heart's on fire, you must realize, smoke gets in your eyes' เมื่อหัวใจของคุณกำลังถูกแผดเผาด้วยเปลวไฟความรู้สึกอย่างแรงกล้า คุณต้องตระหนักไว้ว่าม่านควันจะบดบังสิ่งที่คุณเห็น ผมคิดว่ามันใกล้เคียงกับสำนวนที่ว่าความรักทำให้คนตาบอด และในกรณีของผมมันก็คือผมกำลังหลงใหลเธอในทุกแง่มุม ผมมองไม่เห็นอะไรเลยที่เลวร้ายในตัวเธอ ผมมองเห็นแต่รอยยิ้มของเธอ ดวงตาที่เป็นประกาย และน้ำเสียงแสนหวาน ผมมองเห็นแค่นั้นจริงๆ ทุกอย่างไม่ได้สวยงามขนาดนั้น มนุษย์ทุกคนมีจุดบกพร่อง ทว่าตอนนี้ไม่ว่าจะทำยังไง ผมก็ไม่สามารถรับรู้สิ่งเหล่านั้นได้
     คลาสเรียนสุดท้ายเป็นการสอบ เป็นวันสุดท้ายที่จะได้พบกัน ผมนั่งอยู่หลังสุดของห้อง นั่งทำข้อสอบไปพลางคิดไปว่าหลังจากสอบเสร็จควรใช้คำพูดแบบไหนเพื่อจะทำให้เราได้เจอกันอีกหลังจากวิชานี้สิ้นสุดลง ผมคิดว่าสามชั่วโมงนั้นผมหันไปมองเธอและคิดถึงบทสนทนาที่ควรจะเกิดขึ้น มากกว่าใช้เวลาทำข้อสอบจริงๆ เสียอีก กระทั่งนาฬิกาส่งสัญญาณเตือนหมดเวลา ทุกคนในห้องใช้เวลาเต็มสามชั่วโมงหมด ไม่มีใครออกห้องก่อนหน้านั้น ผมเก็บของและเก็บประเป๋า ใจผมตอนนั้นยังคิดอะไรดีๆ ไม่ออก ผมคงทำได้แค่ใช้ประโยคเชยๆ ว่า 'ไปกินหนมกันมั้ย' อะไรประมาณนั้น
     ทว่าเมื่อออกมาจากห้อง เธอก็เดินไปไกลจนลับสายตาแล้ว ผมรู้สึกหน่วงอย่างบอกไม่ถูก ผมใช้เวลาสามชั่วโมงควานหาคำพูดที่เหมาะสม สุดท้ายผมก็คิดอะไรดีๆ ไม่ออก และที่แย่กว่านั้นก็คือผมไม่ได้มีโอกาสพูดอะไรกับเธอเลยในวันนั้น ให้ตายเถอะ

     ผมใช้เวลาอีกสัปดาห์หลังจากนั้นจมดิ่งอยู่ในความคิดของตัวเอง โต้เถียงกับตัวเอง ความสัมพันธ์ของเราก็คงเป็นอีกความสัมพันธ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ แล้วก็ผ่านไปอย่างไม่ถูกจดจำ ผมคิดว่าสำหรับเธอมันเป็นแบบนั้น แต่สำหรับผม ผมไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้น     ผมตัดสินใจไลน์หาเธอเพื่อชวนไปเดท เวลาหนึ่งสัปดาห์ผ่านไปผมก็ยังคิดอะไรดีๆ ไม่ออก ผมใช้ประโยคเก่าๆ ว่า 'อาทิตย์หน้าว่างเปล่า ชวนไปเลี้ยงหนมหน่อยได้มั้ย'
     ผมไม่ได้รอคำตอบนานนัก ไม่กี่นาทีเธอก็ตอบกลับมา เธอปฏิเสธคำชวนของผม ผมถามอีกครั้งบอกว่าเป็นอาทิตย์อื่นก็ได้ เธอปฏิเสธเป็นครั้งที่สอง
     ผมคิดว่านั่นเป็นจุดจบของความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับผม เราอาจบังเอิญเดินสวนกันในวันหนึ่งแล้วก็ส่งยิ้มให้กันเป็นมารยาท มันคงกลายเป็นแบบนั้น

- มีคนเคยบอกไว้ว่าวรรณกรรมที่ดีควรให้ความหวังแก่คนอื่น วรรณกรรมกระแสหลักตัวเอกต้องผ่านชีวิตที่ยากลำบากสู่เบื้องล่าง และตรงดิ่งขึ้นมาด้วยความเพียรพยายาม ความซื่อตรง ความถูกต้อง ความอะไรก็แล้วแต่ และท้ายที่สุดเขาก็จะกลับมาสู่จุดสูงสุด จุดที่เหมาะสม จุดที่ควรค่าแก่ความพยายาม
- แต่ผมคิดว่านั่นไม่ได้สะท้อนความจริงเสมอไป ชีวิตมีปัจจัยมากมายที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ เสรีนิยมสอนให้เราคิดว่าความพยายามเพียงพอแล้วสำหรับทุกอย่าง แต่ความจริงปัจจัยรอบตัวเราหลายอย่างนั่นต่างหากที่กำหนดว่าชีวิตเราจะกลายเป็นยังไง ใช่แล้วมันน่าเศร้า ชีวิตไม่ได้เป็นเหมือนที่เราหวังเสมอไป ชีวิตไม่ได้ให้ทุกอย่างที่เราต้องการ มันไม่เคยให้ทุกอย่างที่เราต้องการ
- บางทีเรื่องสั้นของผมอาจไม่ได้นำไปสู่อะไร ไม่ได้ช่วยเหลือให้อะไรๆ ดีขึ้น แต่มันเป็นสิ่งที่ผมอยากสื่อออกไป มันทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดน้อยลงเมื่อได้เขียนมันออกไป
- และมันทำให้ผมฝังเธอไว้ในความทรงจำได้นานขึ้นอีกนิดหนึ่ง ผมไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานแล้ว ผมอยากจดจำเธอไว้ให้นานที่สุด นานเท่าที่ผมจะจำได้

SHARE
Writer
Stardust1723
Learner and Dreamer
เราเขียนเพื่อเติมเต็มตัวเองและแบ่งปันกับใครสักคน

Comments

stp
7 months ago
ชอบมากเลยครับ
Reply