การจากลาที่อยู่ในวังวน
หลังจากที่ผมปรับตัวเข้ากับสังคมในโรงเรียนใหม่ได้ มีเพื่อนร่วมเรียน ช่วยกันทำงานกลุ่ม บางครั้งผมกับเธอก็ได้อยู่กลุ่มเดียวกัน ในตอนแรกที่ผมรู้จักเธอ ยอมรับว่าใจของผมมันรู้สึกหวั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก ด้วยความเป็นเด็กผมไม่รู้ว่าอาการนี้มันเรียกว่าอะไร มันรู้สึกมีความสุขเวลาอยู่กับเธอ ในวัยนั้นผมคิดว่ามันคือความสุขที่ผมมีเพื่อนในโรงเรียนใหม่ซะมากกว่าที่จะเรียกมันว่าการชอบเธอ

การเป็นเพื่อนกับเธอมันดำเนินมาเรื่อยๆรู้ตัวอีกทีเวลามันก็ผ่านมาปีกว่าๆแล้ว แต่ะจะเรียกว่าสนิทมันก็เรียกได้ไม่เต็มปาก ด้วยความที่ผมอยู่กับเธอมากจนเพื่อนๆเริ่มถามถึงความสัมพันธ์ว่า "ผม" กับ "เธอ" กำลังคบกันอยู่รึเปล่า มันก็คงจะเป็นเรื่องปกติสำหรับวัยเด็กที่จะตอบปฏิเสธไปว่าเราไม่ได้เป็นแฟนกัน และเมื่อนานวันเข้าผมเริ่มทนคำหยอกล้อ การแซวเล่นว่า "ผมเป็นแฟนกับเธอ" ไม่ไหวอีกต่อไป ทำให้ผมตัดสินใจออกห่างจากเธอ เพื่อไม่ให้คำพูดเหล่านั้นทำให้เธอลำบากใจในการอยู่ใกล้กับผม
หลังจากที่ผมเริ่มสนิทกับเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆที่มีอะไรคล้ายๆกันมากขึ้นทำให้ผมเริ่มแยกกลุ่มและออกห่างจากเธอมาไกลขึ้นทุกวัน รู้ตัวอีกทีผมกับเธอก็เป็นเพียงแค่เพื่อนที่นั่งรถกลับบ้านด้วยกันในบางวันไปซะแล้ว การจะกลับมาทักทายเธออีกครั้งมันจึงเป็นเรื่องยากที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง หากย้อนเวลากลับไปได้ผมโคตรอยากจะทำให้คำๆนั้นไม่ได้เป็นเพียงคำหยอกล้อของเพื่อนร่วมชั้นเลยด้วยนิสัยในตอนนั้นที่เป็นผมคนค่อนข้างติดเกม ผมกับเพื่อนๆก็เริ่มเข้าร้านเกมมากขึ้นหลังจากเลิกเรียน และไม่ได้กลับบ้านพร้อมกับเธออีกเลย วันหนึ่ง เพื่อน 2 คนในกลุ่มผมโดดเรียนไปเล่นเกมและขาดเรียนไปถึง 3 วันติด (กลุ่มของผมมีกันอยู่แค่ 3 คน) ทำให้โดนอาจารย์หลายๆคนเหมารวมและตีตราว่าพวกผมเป็นเด็กไม่เอาไหน ไม่มีอนาคต แค่เรื่องเรียนยังเลือกที่จะทิ้งแล้วไปเล่นเกมมากกว่า แม้ว่าความจริงแล้วผมจะไม่ได้ไปร่วมด้วยกับเพื่อนก็ตาม และนั่นก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกละอายใจมากขึ้นที่จะคุยกับเธอ

หลังจากเหตุการณ์ที่ถูกเหมารวมในช่วงม.ต้น ผมกลายเป็นคนเก็บตัวไม่กล้าแสดงออก เรียนทิ้งเรียนขว้างขอให้ผ่านๆไปในแต่ละวัน จนผลการเรียนเริ่มตก เพื่อนๆร่วมชั้นเริ่มไม่ไว้ใจในการทำงานร่วมกลุ่ม ทำให้งานกลุ่มส่วนใหญ่จะมีแค่ผมและเพื่อนร่วมแก๊งเพียง 3 คนที่ช่วยกันทำงาน (เว้นแต่อาจารย์บางท่านจะไม่ยินยอมให้พวกผมทำงานกันแค่นี้ ก็จะพยายามปัดเศษให้ไปอยู่กับกลุ่มอื่นๆ) .... จริงๆแล้วผมก็ไม่ต้องแคร์อะไรก็ได้ถ้าจะปล่อยให้มันผ่านๆไปจนจบม.3 แล้วค่อยออกไปหาโรงเรียนอื่นเพื่อเริ่มต้นสังคมใหม่ก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกเสียใจในความผิดพลาด และการไม่ยอมผลักดันตัวเองออกจากคำสบประมาทของอาจารย์และเพื่อนๆร่วมชั้นคนอื่นๆ คือ คำพูดของเพื่อนเธอ ที่ว่า "เลิกติดเกมและกลับมาตั้งใจเรียนให้เหมือนเดิมให้ได้ก่อน ถึงจะยอมให้คุยกับ...'เธอ'....ด้วย" และสายตาของ "เธอ" ที่มองผมด้วยความเย็นชาเหมือนคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ..... มันรู้สึกเสียใจอย่างบอกไม่ถูกนะ เวลาคนที่คุณรู้สึกดีด้วยมองเราด้วยสีหน้าเหมือนเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน อาจเป็นเพราะการตีตัวออกห่างจากเธอในครั้งนั้น ที่ทำให้เราค่อยๆหายไปจากการเป็นเพื่อนกัน กว่าจะคิดได้และปรับปรุงตัวเอง ผมก็เหลือเวลาอีกแค่ 1 เทอมที่จะจบจากชั้นเรียน ม.3 และไม่ได้วางแผนการเรียนต่อในอนาคตของตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว

อย่างที่ผมเคยบอกเอาไว้ ผมคิดแค่ว่าจบ ม.ต้น จากโรงเรียนแห่งนี้ไป ผมก็คงจะออกไปหาสังคมใหม่ๆ จากโรงเรียนอื่น ที่ไม่รู้ว่าจะต่อสายอาชีพ หรือจะเข้าไปโรงเรียนสายสามัญที่ไหนเลย วันสุดท้ายหลังจากสอบปลายภาค เพื่อนร่วมชั้นต่างหยิบยื่นสมุดเฟรนชิป และผลัดกันกันเขียนเสื้อนักเรียนเพื่อใช้เป็นของที่ระลึกในฐานะคนรู้จักกัน ....."ผม" ไม่ได้เตรียมอะไรมาทั้งนั้น และไม่คิดจะให้เฟรนชิปกับใคร หากเป็นการเขียนเสื้อก็คงมีไม่กี่คนที่อยากจะมาลงลายปากกา

ในระหว่างที่ผมนอนฟุบอยู่ที่โต๊ะหลังจากเขียนเสื้อให้เพื่อนๆตัวแสบ 2 คนที่ก่อเรื่องโดดเรียนเอาไว้ อยู่ๆหลังของผมก็รู้สึกถึงปากกาที่มาเขียนตัวอักษรที่หลังของผม ผมไม่ได้สนใจอะไรและนอนต่อไปอย่างงั้น เพราะคิดว่าคงเป็นเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆที่ผมไปผูกมิตรเอาไว้ระหว่างการปรับปรุงตัว หลังจากที่ปากกาหยุดเขียนที่หลังของผม ก็มีมือเข้ามาตบหลังและบอกว่า 
ตื่นได้แล้วขี้เซา วันนี้เป็นวันที่เราจะเจอกันวันสุดท้ายนะ จะไม่ไปคุยกับเพื่อนๆคนอื่นหน่อยเหรอใช่ครับ....เจ้าของเสียงนั้นเป็นเสียงของ "เธอ" เองที่มาปลุกผมจากการนอนกลางวันอันแสนสบาย ผม - "อืม เดี๋ยวค่อยไปละกันนะ พอดีอ่านการ์ตูนจบแล้วมันง่วงพอดี ฮ่าฮ่า"เธอ - "เออ แลัวจะไปกินหมูกระทะกับเพื่อนๆในห้องป่ะเนี่ย เขาอยากให้มาครบๆทุกคนนะ"
ผม - "เดี๋ยวดูที่บ้านก่อนละกัน ช่วงนี้ลูกค้าเยอะเขาอยากให้ไปช่วยงานหน่อยน่ะ"
เธอ - "อืมมมม โอเค ....... เราเขียนเสื้อให้แล้วอ่ะ เขียนให้เราบ่้างสิ"
ผม - "โอเค เอาดิ" ยินดีด้วย แล้วก็โชคดีนะ :)หลังจากกินเลี้ยงหมูกระทะกับเพื่อนๆในชั้นเรียนแล้ว คืนนั้นผมตัดสินใจแชทเฟสบุ๊คไปบอกความในใจที่ผมมีทั้งหมดกับเธอทันที เพราะคิดว่ายังไงแล้วเราก็คงไม่ได้เจอกันอีก ผมจะแยกออกไปเรียนสายอาชีพจบออกมาก็ช่วยกิจการที่บ้าน ส่วนเธอก็เรียนต่อสายสามัญโรงเรียนเดิมและเข้ามหาวิทยาลัยต่อไป ยังไงซะ "ผม" กับ "เธอ" ก็คนละสถาบันอยู่แล้ว ผลตอบรับทุกคนก็คงเดาได้ไม่ยาก "เธอ" ขอบคุณที่มีผมมีความรู้สึกดีๆให้ และบอกให้่เธอรู้ในวันสุดท้ายของชีวิต ม.ต้น แต่ "เธอ" ก็มอง "ผม" ไม่ต่างจาก เพื่อน คนหนี่งที่รู้จักกันมากกว่า และเธอสะดวกใจที่เราจะเป็นเพื่อนกันมากกว่าการเปฺ็นคู่รัก .... "แบบนี้มันก็คงจะดีแล้วล่ะ" ผมคิดกับตัวเองหลังจากรู้คำตอบจากเธอ และปิดคอมเข้านอนด้วยความรู้สึกกึ่งเสียใจและโล่งใจที่ได้บอกให้เธอรู้

หากนี่เป็นหนังสั้น หรือเรื่องดราม่าอื่นๆทั่วไป มันก็คงจะจบแค่นี้ใช่ไหมครับ ต่างคนต่างมีเส้นทางเปฺ็นของตัวเองต่อไป แต่ไม่รู้ว่าโชคชะตาหรืออะไรมันแกล้งผม สาขาที่ผมอยากจะเข้าเรียนมันปิดตัวลงหลังจากที่ผมเรียนจบมัธยม และจะให้ไปเตรียมตัวที่อื่นก็คงไม่ทันแล้ว "แม่" ของผมก็เลยตัดสินใจให้ผมเข้าไปเรียนต่อ ม.ปลาย ในโรงเรียนเดิม เพราะมีโควต้าศิษย์เก่าอยู่แล้ว และแน่นอนครับ ผมได้เรียนต่อโรงเรียนเดิม....... 
(จบพาร์ท 2 )
SHARE
Writer
Error_Exe
Story teller
This is my another channel to write about my feeling that I have with my friend(zoned) for 10 years and always.

Comments