รักในเดือนกุมภา
เราสองคนเจอกันที่สวนรถไฟ, สวนสาธารณะใหญ่ใจกลางกรุงเทพมหานครนี่แหละ เราเจอกันเพราะเราวิ่งด้วยกัน ไม่สิ,จริงๆ แล้วฉันกำลังนั่งอินดี้เหม่อมองไปยังบ่อน้ำเล็กๆ ที่มีสิ่งมีชีวิต สปีชีส์‎ ‎V. bengalensis ไฟลัม Chordata อาศัยอยู่ ในตอนนั้นดูเหมือนชีวิตจะตกอยู่ในหลุมชมพูที่ค่อนข้างลึกจนเมื่อแหงนคอตั้งบ่าก็จะมองเห็นเพียงความมืดสนิท ชีวิตขณะตะกายจากหลุมรักที่เหมือนอยู่ในหลุมดำนั่นน่ะมันโคตรจะรวดร้าวและเหน็ดเหนื่อย

“คุณ...เหี้ยยยย” ประโยคแรกที่ถูกทัก มันช่างน่าตกใจนัก นอกจากรักจะไม่สมหวังแล้วยังมีคนบอกว่าเหี้ยอีก หันไปมองตามเสียงที่ดังทะลุหูฟังขณะกำลังเล่นเพลง “บอกตัวเอง” ของ room39 ฟีดเจอริ่งกับโป่ง ปฐมพงษ์, แค่เพลงก็บาดใจมากพออยู่แล้ว ยังมีใครก็ไม่รู้ตะโกนใส่หูว่าเหี้ยอีก ชีวิตมันช่างโหดร้ายสิ้นดี

หันมองตามเสียง แทบจะกระโดดลงน้ำเสียเดี๋ยวนั้น เหี้ยตัวใหญ่ราวน้องๆ จระเข้ คลานต้วมเตี้ยมอย่าง ใจเย็นค่อยๆ คืบคลานอย่างเงียบกริบมาใกล้กับถุงของกินที่วางอยู่ ก็แหมนะ ถึงจะเศร้าเพราะรักก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องพักการกินเสียเมื่อไร ดังนั้น ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน ของกินต้องพร้อมเป็นธรรมดา, ชายหนุ่มหยิบกิ่งไม้ใกล้มือ เดินปรี่เข้ามาใกล้ทำท่าไล่เจ้าสี่ขาหางยาวนั่นออกไป ตัวเหี้ยค่อยๆ เดินอ้อยอิ่งลงน้ำอย่างไม่รู้สึกสะทกสะท้าน ถ้ามันพูดได้คงพูดใส่หน้าเบาๆ ว่า “ไม่ให้กินก็อย่าเอามาวางอ่อยกันตรงนี้สิ”

“ขอบคุณนะที่ช่วยไล่เหี้ย” ค่อนข้างมั่นใจว่าไม่ได้ลงน้ำหนักในเสียงสุดท้าย

“ถิ่นเค้า ได้กลิ่นของกินไม่ได้หรอก มาไวมาก โดยเฉพาะไก่ นี่อย่าบอกว่าไก่ย่างข้าวเหนียวเชียว”

“อือ ทำไมอ่ะ ก็หิวนิ่”

“ไปวิ่งดีกว่าเหอะ ไปมะ ไปด้วยกัน” ผู้ชายอะไรชวนกันง่ายๆ งี้เลย

“ไม่ได้เอารองเท้าวิ่งมา ไว้วันหลังนะ” อกหักเบอร์นี้คงมีอารมณ์จะวิ่งหรอกจ้าพ่อ

นั่นแหละเรื่องราวระหว่างเรา อันที่จริงพอถูกถามว่ารู้จักกันได้ยังไง จะตอบว่ารู้จักกันเพราะเหี้ยก็กระไร อยู่เลยต้องตอบให้สุภาพและดูดีว่ารู้จักเพราะวิ่งด้วยกัน

และหลังจากวันนั้นเราก็เจอกันบ่อยขึ้น หรือจริงๆ แล้วเราอาจจะเคยเจอกันมาก่อน แต่เพราะเราไม่รู้จักกัน เราจึงไม่รู้ว่าคนที่เราเจอในวันนี้คือคนที่เราเคยเจอมาก่อน เราอาจจะเดินผ่านกัน ยืนข้างกัน แต่เพราะเราไม่รู้จักกัน เราจึงต่างเป็นคนอื่นระหว่างกัน

“ทำไมถึงชอบมาวิ่งที่นี่ล่ะ”

“มันใกล้ที่ทำงานผม ขับรถมาประมาณสิบนาทีก็ถึงแล้ว และที่นี่ก็อากาศดีต้นไม้เยอะ หายใจสะดวก”

“ไม่เข้ายิมเหรอ”

“ผมเล่นเวทที่บ้าน” ระหว่างที่ฉันวิ่งเหมือนหอยทากเป็นไข้ อืดเอื่อยราวกับเรือเกลือน้ำหนักเกิน เขาวิ่งน็อค รอบไปสองรอบ... ก็นะ ตัวก็เตี้ย ขาก็สั้น ต้องวิ่งช้าเป็นธรรมดา จะไปให้ไวเหมือนชายหนุ่มร่างสูงราวร้อยแปดสิบห้า และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอได้อย่างไรเล่า

เราคุยกันทั่วไป, แต่ส่วนใหญ่ เราไม่ค่อยคุย – เราแค่วิ่งที่เดียวกัน ซึ่งจะเจอกันก็ต่อเมื่อเขาวิ่งผ่านไป บางครั้งเขาก็ทักทาย แต่ส่วนใหญ่จะไม่... ก็นั่นแหละ, เพราะเราเป็นแค่คนรู้จักกัน ไม่มีอะไรที่มากไปกว่าการเจอกันที่สวนรถไฟในขณะที่ต่างคนก็ต่างวิ่ง เป็นแบบนี้ราวสามเดือนจึงได้ทักทายกันเป็นเรื่องเป็นราว

“อ้าว เจอกันอีกละ บังเอิญจัง”

“พี่อ่ะ บังเอิญ แต่ผมอ่ะตั้งใจ”

“ตั้งใจมาเจอ?”

“เปล่า ตั้งใจมาวิ่ง”

“งื้อ...ใจร้าย” ฉันไม่เคยถามชื่อเขา และเขาก็ไม่เคยรู้ว่าฉันชื่ออะไร เขาเรียกฉันว่า “พี่” หรือถ้าไม่ได้ยิน เขาก็จะเรียกซ้ำๆ ว่า “พี่พี่” เพราะถ้าดูจากใบหน้าและรอยตีนกาที่บ่งบอกแล้วสามารถประเมินได้ว่าใครน่าจะพี่และใครน่าจะน้อง เมื่อเจอกันบ่อยๆ เข้าเราจึงมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนเรื่องราวในชีวิตระหว่างกัน ความค่อยเป็นค่อยไปในความสัมพันธ์เป็นไปตามเงื่อนไขของวันเวลา

“อ้าวพี่, เจอกันอีกแล้ว วันนี้ไม่วิ่งเหรอ พี่ปั่นจักรยานด้วยเหรอ ผมมีจักรยาน วันหลังมาปั่นด้วยกันนะ”

“เราปั่นตามใครไม่ทันหรอก วิ่งก็ไม่ทัน”

“ผมรอ”

“อือ แล้วเป็นไงบ้างเรื่องราวความรัก อัพเดทจากครั้งก่อนมั้ย”

“โห พี่ยังอุตส่าห์จำได้, ความรู้สึกตอนนี้อ่ะเหรอ... ผมกลัวเขาติดต่อกลับมาว่ะพี่”

“ไม่ดีเหรอ อย่างน้อยก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่”

“ไม่ดีหรอก เพราะมันทำให้สิ่งที่พยายามมาทั้งหมดพังทลายลงไปเลย ตอนนี้พยายามบันทึกความทรงจำใหม่ให้กับชีวิต ไปเที่ยวบ้าง มีเพื่อนใหม่ๆ บ้าง เรื่องราวเก่าๆ มันจะได้จางลง”

“ไม่ง่ายเลยนะ”

“ถ้าไม่คิดก็ไม่เป็นไรหรอก แค่บางครั้งมีเรื่องราวมากระทบใจ ก็จะดิ่งๆ หน่อย แต่ก็ยังยืนยันเหมือนเดิมแหละว่าสิ่งที่เกิดขึ้นน่ะดีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพราะบังเอิญ ตั้งใจ โชคชะตา หรือเวรกรรม แต่มันก็คือเรื่องที่ถูกกำหนดมาแล้วทั้งนั้นให้มันเป็นแบบนี้ ไม่เห็นว่าจะมีใครเปลี่ยนโชคชะตาได้เลยสักคน, ถ้าจะบอกว่าเพราะเราเลือกเอง ที่จะกระโดดลงไปในหลุมนั้น คือเอาเข้าจริงถ้าเราไม่บังเอิญเจอกัน มันก็ไม่เกิดเรื่องพวกนี้ขึ้นป่าววะ แล้วความบังเอิญที่ว่า... ใครกำหนดมา โลกนี้มันไม่ได้ยุติธรรมสักเท่าไหร่หรอก”

“โทษทีไม่คิดว่ายังแย่อยู่” ยังไปขยี้ซ้ำอีกแน่ะ

“ก็ไม่แย่เท่าไหร่นะพี่, ยอมรับได้ แต่ยังทำใจไม่ได้เท่านั้นเอง แล้วพี่ล่ะเป็นยังไงบ้าง”

“เราว่าเขาคงลืมเราแล้ว”

“ผมว่าไม่หรอก, คนเรามันไม่ได้ลืมกันง่ายๆ นะ ยิ่งคนที่เคยมีใจให้กันมาก่อนด้วยแล้วยิ่งลืมยาก”

“เขาก็แค่ขับรถหลงทาง จอดชมนกชมไม้ แล้วตอนนี้เขาก็กลับเข้าสู่เส้นทางปกติของชีวิตไปแล้ว สำหรับเขามันจบแล้ว ที่จริงสำหรับเรามันก็จบแล้วเหมือนกัน จะว่าไปเรื่องราวระหว่างเราคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้น เราไม่เสียใจเลยที่เป็นแบบนี้ แต่ก็ทำให้รู้สึกโกรธโชคชะตาเป็นบ้าเป็นหลัง สงสัยในความยุติธรรมของพระเจ้า และเกลียดชังตัวเองในบางครั้งคราว แต่ท้ายสุดก็ต้องบอกกับตัวเองว่ามันดีแล้วล่ะที่เป็นแบบนี้ อะไรที่ไม่ใช่ของเราสุดท้ายก็ไม่ใช่ของเราอยู่ดี ไม่วันนี้หรือวันหน้า ไม่ช้าก็เร็ว... แต่อย่างน้อยเขาก็เป็นความทรงจำที่ดี เพราะมันคือความทรงจำที่คุ้มค่าให้จดจำ”

“เรามาพยายามกันเถอะพี่, มูฟออนให้ได้ เดินออกจากวังวนความหม่นโศกบ้าบอนี่กันดีกว่า”

“นั่นน่ะสินะ”

“โอเค ผมไปวิ่งล่ะพี่ พี่จะปั่นจักรยานต่อมั้ยอ่ะ”

“ไม่ดีกว่า, นั่งดูเหี้ยละ”

“แล้วเจอกันพี่” ฉันมองตามหลัง เสียบหูฟังเปิดเพลง ดังๆ นั่งดูเหี้ย ดำผุดดำว่ายไปมา...

ชีวิตก็แบบนี้แหละ ไม่มีหรอกคำว่าสมบูรณ์แบบ ไม่อะไรขาดไปก็มีสักอย่างที่เกินมาเสมอ ความรักก็เหมือนกัน สำหรับบางคนที่สมหวังในความรักก็ใช่ว่าระหว่างทางจะไม่พบเจอกับเรื่องราวให้ต้องฟันฝ่าเสียเมื่อไหร่ อยู่ที่ว่าใครจะแข็งแกร่งมากพอในการรับมือและประคับประคองกันไปจนถึงปลายทางต่างหาก

ฉันหวังให้เขาผ่านพ้นเรื่องราวความรักครึ่งๆ กลางๆ นี้ไปให้ได้ เหมือนตัวฉันเองก็ต้องพยายามไม่น้อยไปกว่ากัน การเยียวยาหัวใจอาจต้องใช้เวลาเป็นเครื่องมือหลัก ยิ่งรักมากอาจจะยิ่งต้องใช้เวลามาก แต่ก็ไม่น่าจะยากเกินกว่าจะทำได้ – ฉันมั่นใจอย่างนั้น อันที่จริงจะว่าไปฉันก็ทำใจได้บ้างแล้วเล็กน้อย คงคล้ายๆ เพลง ‘แอบดี’ ที่กำลังฟังอยู่นี่ล่ะมั้ง
....

“เรามาพยายามกันเถอะ”
ประโยคธรรมดาที่รู้สึกดีเกินธรรมดา /

SHARE
Written in this book
รักในฤดูร้อน
เรื่องสั้นธรรมดา, เรื่องราวความรักธรรมดา -- 
Writer
blue0416
etc.
"หมาขี้เหงา วิ่งไล่งับเงาในแดดบ่าย"

Comments