การเปลี่ยนแปลง กับการทำงานเดือนแรก
เริ่มต้นเดินทาง

หลังจากที่เคี้ยวเข็นกับงานวิจัยมาเกือบ 1 ปีเต็ม จนในที่สุด ก็สามารถผ่านมันไปได้สำเร็จ
จนวันหนึ่งในขณะที่ผมไปช่วยรุ่นพี่จัดกิจกรรม อาจารย์อุ๋ยก็ถามผมว่า สนใจทำงานประจำหรือเปล่า ผมจึงตอบตกลงไปว่า “สนใจครับ” ซึ่งตอนที่ตอบนั้นก็มีความคิด 2 ความคิดคือ ความคิดแรก อยากจะให้ตัวเองใช้ชีวิตแบบอิสระอีกสักปี ออกไปพบปะผู้คนและแสวงหาครูบาอาจารย์ แต่อีกความคิดหนึ่งคือ ผมมักถามตัวเองเสมอว่า “ผมสามารถทำงานประจำได้ไหม” และอีกคำถามคือ “ผมจะสามารถเอาความรู้ความสามารถของตัวเองไปใช้ในงานประจำได้อย่างไร” “มีงานประเภทนี้อยู่ไหม” ซึ่งคำตอบนี้ก็เป็นคำตอบที่ยากที่ตอบอยู่เหมือนกัน พอมีคนถามว่า จบอะไรมา ผมก็จะตอบว่า ป.ตรีจบศาสนศึกษา ปโท.จิตตปัญญาศึกษา ซึ่งแค่ฟังดูก็เห็นภาพพระบิณฑบาตมาแต่ไกล แต่ก็มีคำหนึ่งขึ้นมาว่า “ถ้าเราไม่รู้ว่าเราทำอะไรได้หรือไม่ได้ ให้ลองทำสิ่งนั้นดู แล้วตัดช้อยส์” แต่ผมก็มีความทรนงตัวระดับหนึ่งว่า “ผมจะทำงานที่ผมอยากทำเท่านั้น” 

จนผมตัดสินใจว่า งั้นมาตัดช้อยส์กัน ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่างานที่อาจารย์แนะนำมาคืออะไร ทำอะไรบ้าง ที่ไหนอย่างไร แต่ใจของผมตัดสินใจไปแล้วว่าจะทำ ก่อนที่เขาจะรับผมเสียอีก 

หลังจากที่ได้ตัดสินใจ ผมก็ติดต่อพี่หมอเส ซึ่งความประทับใจแรกคือพี่หมอบอกให้ผมไปดูหนังมาแล้วเขียนให้หน่อยว่า ได้อะไรจากหนังเรื่องนั้นมา5 เรื่อง คือ -the founder -The Pursuit of Happyness -intern  -​sushi jiro

 ผมรู้สึกเลยว่า “เฮ้ยยเจ๋งอะ” เพราะมันเป็นการง่ายที่จะรู้ว่า ระบบความคิดของผมเป็นอย่างไร และสามารถเห็น mindsets ผมได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งมันก็สะท้อนให้เห็นว่า คนที่ถามเราว่า เขามี mindset แบบไหนเช่นกัน และมันทำให้ผมรู้สึกประทับใจในตัวของพี่หมอเส เป็นครั้งแรก


การเปลี่ยนแปลงของการแต่งตัว
เมื่อตัดสินใจมาทำงานที่MTP เหมือนกับว่าผมจะต้องเข้ามาเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้กับองค์กร และการเข้ามาในองค์กรถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับผมเช่นกัน เมื่อข้างในสั่นไหว เพราะไม่รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลต่อผมอย่างไร ผมจึงเริ่มการเปลี่ยนแปลงกับตัวเองเสียก่อน โดยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผมเป็นอันดับแรกคือ เรื่องการแต่งตัว ผมเปลี่ยนกางเกงใหม่ โดยผมเลือกกางเกงที่เหมาะสมและแสดงความเป็นตัวเอง โดยคิดไว้เพียงว่า จะต้องเป็นกางเกงที่สลิมฟิตหน่อย คือรัดรูป ไม่เทอะทะ หรือหลวมๆ กระซับ และมีสไตล์ ส่วนเสื้อ ในตอนแรกผมมองหาผ้าที่ไม่ต้องรีด และดูเรียบร้อย ผมจึงตัดสินใจซื้อเสื้อเชิ้ตคอจีน ที่เนื้อผ้านุ่มดูเป็นมิตร และรองเท้าสีขาว พูดได้ว่าเปลี่ยนการแต่งตัวของผมแทบทั้งหมดเลยก็ว่าได้
“ทำไมถึงต้องสนใจการแต่งตัวเป็นอันดับแรก’’

  การแต่งตัวภายนอกนั้นสะท้อนถึงข้างในของเราได้อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่นเมื่อเราเห็นชุดทหาร เราจะเชื่อและเชื่อมโยงถึงความปลอดภัยหรือการปกป้อง ความแข็งแกร่ง หรือถ้าเราเห็นการแต่งตัวของพยาบาล เราก็จะเชื่อและเชื่อมโยงถึงการรักษา หรือแม้กระทั่งหากเราเห็นจีวรพระ เราก็จะเชื่อและเชื่อมโยงถึงความเคารพบูชาบางอย่าง ข้อสังเกตอย่างหนึ่งของผมคือ “แค่เราเห็นเสื้อผ้าหรือเครื่องแบบภายนอกก็ทำให้เรากลับไปเชื่อมโยงกับความเชื่อบางอย่างของเราแล้ว”

 ผมมองว่าการแต่งตัวที่ดูอ่อนนุ่ม ความกระฉับกระเฉง​ ของกางเกงที่ไม่เทอะทะ ทำให้ดูเป็นคนที่กระตือรือร้น และความนุ่มของเนื้อผ้าก็ดูให้เป็นคนที่น่าเข้าหา เสื้อเชิ้ตคอจีน ทำให้ดูเป็นคนสบายๆ จากเนื้อผ้าที่นุ่มนวน ทำให้คนที่มองรู้สึกสบายตา และการไม่มีปกเสื้อ ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกว่า เปิดเผยแต่เข้าถึงง่าย และสุดท้ายรองเท้า ผมสังเกตว่า “แค่ใส่รองเท้าสีขาว ก็ดูสะอาดแล้ว” การใส่รองเท้าสีขาว นอกจากแลดูเป็นคนที่สะอาดเป็นกันเองแล้วทำให้ ขับราศีของผู้สวมใสออกมา โดยเฉพาะผู้ชายที่ใส่รองเท้าสีขาว เรียบๆ ไม่ใหญ่หรือเทอะทะมากเกินไปทำให้คนๆนั้นดูโดดเด่นและทำให้การก้าวเดิน ดูสง่า และน่ามองมากขึ้น ทั้งหมดนี้ เป็นความคิดหรือการมองมันผ่านการกลับมานั่งทบทวนของผมเอง ไม่ได้มีงานวิจัยอะไรมาพูดเรื่องนี้ 

 ทำไมผมถึงพูดเรื่องนี้หรือให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นอันดับแรก หรือจะพูดว่า เป็นเรื่องแรกที่ผมอยากรู้มากกว่าสวัสดิการพื้นฐานด้านอื่นเสียอีก ผมจำได้ว่าคำถามแรกที่ผมถามคือ “ที่นี้เอาเสื้อออกนอกกางเกงได้ไหม” “ใส่ชุดแบบไหนได้บ้าง” พอเมื่อรับฟังและรู้แล้วว่าที่นี้ มีสไตล์การแต่งตัวแบบเดียวกับผม “ผมจึงตัดสินใจทำงานที่นี้อีกครั้ง” 

การเปลี่ยนแปลงการแต่งตัวนั้น สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ “เราเกิดความรู้สึกมั่นใจ” ในความเป็นตัวเอง สำหรับคนที่ไม่ได้มีความมั่นใจในการแต่งตัวหรือหน้าตาของตัวเองมากนัก บางครั้งการสร้างความมั่นใจภายนอกมาเสริม ความมั่นใจภายในจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการแต่งตัวของผม กับการแต่งตัวของโรงพยาบาล MTP คือ เราแต่งตัวเหมือนกัน และมันทำให้ผมค่อนข้างเกิดความรู้สึกร่วมกับองค์ในระดับหนึ่ง

และอีกหนึ่งสิ่งที่ผมลงทุนในการเปลี่ยแปลงคือ การซื้อ IPAD เป็นการลงทุนที่สูงมาก แต่มันก็ทำให้ผมรู้สึกว่า มันเป็นการลงทุนที่คุ้มเหมือนกัน เพราะผมทำให้ผมรู้สึกสนุกกับการเรียนรู้และ การทำงาน สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ ผมเริ่มหาแอฟหรือการเรียนรู้มากขึ้น นั่นหมายถึง ผมกำลังจัดสภาพแวดล้อมของตัวผมเองให้เหมาะสมกับการเรียนรู้และการทำงาน เมื่อสภาพแวดล้อมนั้นเหมาะต่อการเรียนรู้ มันจึงเป็นการง่าย ในเรื่องของการเข้าสู่พื้นที่การเรียนรู้ใหม่ของตัวเอง

การดีท๊อก
หลังจากที่มาทำงานวันแรก ผมเริ่มมีอาการคั้นเนื้อคั้นตัวแปลกๆ ท้องของผมสั่นโครมคราม เหมือนกับมีพลังงานหมุนวนอยู่ในท้องของตัวเอง และช่วงเย็นของวันผมเริ่มเกิดอาการเหมือนลมที่ร้องโครมครามในท้องจะออกมา ผมเริ่มเรอ ออกมา เป็นช่วง การเรอของผมนั้นเหมือนกับเป็นพลังงานบางอย่างที่ตกค้างถ่ายออกมา ซึ่งผมมีความเชื่อในเรื่องของพลังงาน ผมรับรู้ได้บางอย่างว่าสิ่งที่เรอออกมาจากผมนั้นไม่ใช่ของผม ผมจะมีอาการแบบนี้ในช่วงที่ทำการักษาเรกิเท่านั้น จากนั้นการเรอก็หนักขึ้นถึงขนาดว่าคล้ายจะอาเจียน ซึ่งนอกจากอาการนี้ ร่างกายผมไม่มีอาการอื่นเลย ผมเรอจนรู้สึกว่ามันเริ่มเบาลง จนกระทั่งในคืนนั้นผมมีอาการท้องเสียน่าจะเรียกได้ว่า ท้องเสียแบบรุนแรงอยู่เหมือนกัน เพราะตั้งแต่เที่ยงคืน ถือ ตี 5 ผมมีการท้องเสียมาโดยตลอด แต่ที่แปลกคือ ผมไม่มีอาการอ่อนเพลียเลย วันรุ่งขึ้นผมมาทำงานด้วยอาการปกติ


ผมคือใคร ในองค์กร

เมื่อเริ่มมาทำงานวันแรก ผมได้ทำงานร่วมกับพี่หนุ่มเป็นหัวหน้าเก่าและเป็นรุ่นพี่จิตตปัญญาศึกษา มหิดล และพี่เพนกวิน เป็นรุ่นพี่รุ่น 1 ที่จิตตปัญญาศึกษา เมื่อเจอกันครั้งแรกก็รู้สึกสนิทและไม่แปลกแยกกันเลย เหมือนกับว่า คนที่เรียนจิตตปัญญาศึกษา แม้จะยังไม่รู้จักกัน แต่ก็เชื่อมโยงกันอย่างไม่ต้องมีข้อสงสัย
เมื่อเข้ามาแล้วพวกเราก็ได้พูดคุยกันและเป็นอันรับทราบกันว่า ผมกับพี่หนุ่มอยู่แผนก OD หรือ Organization Development คำถามแรกคือ “มันคืออะไร” ผมไม่เคยทำงานในองค์กรมาก่อนดังนั้นสิ่งที่ผมรู้เกี่ยวกับระบบองค์กรนั้นมีน้อยมาก เวลาเจอศัพท์อะไรที่ยาก ๆ ผมก็จะต้องสกิดพี่หนุ่มว่า มันแปลว่าอะไร ความสนุกของงานนี้คือ มันเป็นงานที่เหมือนว่า ความสามารถหรือทักษะการเป็นกระบวนกรสามารถนำมาประยุกต์หรือพัฒนาในองค์กรนี้ได้ ผมไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องของหน้าที่ของตัวเองสักเท่าไหร่ เพราะแผนกนี้ก็ยังไม่เคยมีในองค์กร โดยพี่หนุ่มนิยามว่า หน้าที่ของเราเหมือนกับหมอจีน ที่ต้องเข้าไปตรวจโรคหรือแมะคนในองค์กรว่าป่วยไหม หรือต้องการการักษาอย่างไร ผมจึงเข้าใจและเป็นเหมือนกับการตั้งเป้าหมายของตัวเองว่า “เราจะทำให้คนในองค์กรนี้ทำงานด้วยความสุขได้อย่างไร” ซึ่งโคตรจะอุดมคติเลย แค่ทำงานก็เหนื่อยแล้ว เพราะกระบวนการเกิดความสุขนั้น มันต้องฝึกฝนและเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างอยู่ดังนั้น คนในองค์กรอาจจะรู้สึกความสุขอยู่แล้ว หรือรู้สึกว่า โอเค พอใจที่จะสุขแค่นี้ แต่เป้าหมายนี้มันกลับหล่อเลี้ยงคุณค่าภายในบางอย่างของตัวผมเอง
มันเป็นเรื่องน่าแปลกมากว่า ในช่วงแรกๆของงาน จนกระทั่งตอนนี้ ผมก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร เพราะแม้จะเริ่มงานเพียง หนึ่งเดือนแต่งานที่ทำก็แทบไม่เห็นวันว่างเลย แต่ผมกลับสนุกและรู้สึกได้เรียนรู้กับมัน แน่นอนว่า อาจเป็น เพราะหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดความรู้สึกนี้เช่น ภาระงานใหม่ หรือความใหม่ในสิ่งต่างๆ ที่ได้เจอ หรือแม้กระทั่งยังไม่ได้เจอปัญหาที่มันบั่นทอนจิตใจมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การได้ตระหนักในความรู้สึกนี้นั้น ถือเป็นความสำคัญอย่างหนึ่งเหมือนกัน เพราะความรู้สึกในด้านบวกนั้น มักจะไม่เป็นที่ถูกจดจำ ทำให้ในความทรงจำของใครหลายๆคน เป็นความรู้สึกด้านลบ เพราะ เรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญ เราจึงจดจำมัน

ตัวอย่างเช่น หากถามความทุกข์หรืออุปสรรคในการทำงาน มันก็เป็นการง่ายที่จะนึกถึง การงานที่หนักหน่วง เพื่อนร่วมงานที่แย่ หัวหน้าที่แย่ หรือการกระทำที่ส่งผลต่อความรู้สึกในด้านลบของเรา แต่หากถามว่า แล้วอะไรคือความสุขในการทำงานของเรา หลายคนก็ใช้เวลาคิดหรือบางคนก็โพกัสเฉพาะกับสิ่งที่ได้รับเช่น มิตรภาพของเพื่อนในทีมไม่กี่คน เงินเดือน หรือการใช้เงิน ต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่า เป็นเรื่องปกติที่มันจะมีน้อย
เพราะความสุขที่เกิดขึ้นบ่อยๆ จะกลายเป็นความปกติ และความปกติไม่ทำให้เรารู้สึกว่า มันคือความสุข
ยกตัวอย่างเช่น การได้เม้าส์กับเพื่อนร่วมงาน การได้หัวเราะ การได้สนุกสนาน ชั่วขณะเล็กๆ เหล่านั้น เราไม่ได้ให้ความสำคัญจนมันกลายเป็นความทรงจำแห่งความสุขของเรา ซึ่งบางคน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นตลอดกับตัวเองแต่เพียง ไม่ได้ให้คำนิยามชั่วขณะเหล่านั้นว่าเป็นความสุขเท่านั้นเอง


OD Organization Development

          การเริ่มต้นทำงานใน แผนก OD ของผม เป็นไปด้วยความงุนงง ดีที่พี่หนุ่มคอยสนับสนุนและร่วมวางแผนด้วยกัน ซึ่งเป้าหมายของการพัฒนาองค์กรนั้น เรามีแผนงานกันหลากหลาย ซึ่งในตอนแรกเราวางแผนงานโดยพยายามที่จะเข้าใจองค์กรและรูปแบบการทำงานของที่นี้ เราคิดว่าสิ่งที่นี้ขาดคือ คือการสื่อสารด้วยความเข้าใจ หรือการสื่อสารด้วยความกรุณา ซึ่งเป็นปัญหาพื้นฐานสำหรับสังคมหรือองค์กรอยู่แล้ว จึง มีโปรเจ็คหลายๆอย่างที่เราเรียนมาเพื่อที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาเหล่านี้ แต่เมื่อลงไปทำงานจริงกลับพบข้อจำกัดมากมาก เช่น เวลาที่ทุกคนต้องทำงาน การให้คุณค่ากับเวลาเป็นมูลค่าทำให้ คุณค่าบางอย่างหายไป 

หลังจากที่ได้พูดคุยและพบปะกับหลายๆคนในองค์กร ทุกคนรู้ว่าปัญหามันคืออะไร “การสื่อสารไม่เข้าใจกัน” แต่ทุกคนกลับสามารถอยู่กับปัญหานี้ได้อย่างไม่พึงพอใจ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่มีการแก้ไขร่วมกัน ทุกคนต่างพยายามปรับของตัวเองเพื่อให้อยู่กับปัญหานี้ได้ แต่ไม่ได้พยายามแก้ปัญหานี้ร่วมกัน เพื่อทำให้ปัญหานี้หายไป เป็นเรื่องที่น่าแปลก ทุกคนอยากเห็นความ

เปลี่ยนแปลง แต่ทุกคนกลับยังทำสิ่งเดิม ๆ อยู่ ผมจึงมองว่า “การหยุด” เพื่อหันกลับมาทบทวนและค่อยๆมองปัญหาร่วมกันเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่บางครั้ง มันจะต้องแลกมาด้วย “การเผชิญหน้ากับความกลัว” จริงอยู่เราไม่อาจรับรองได้อย่าง ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า การเปลี่ยนแปลงจะทำให้ทุกสิ่งอย่างดีขึ้น แต่เรารับรองได้ว่า การเปลี่ยนแปลง ย่อมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างแน่นอนแต่มันมีทางเลือกมากขึ้นว่า จะดีขึ้น หรือแย่ลง แต่มันย่อมดีกว่า การทนอยู่กับปัญหาเดิมๆ มิใช่หรือ ผมซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานองค์กร ย่อมไม่รู้ว่าเงื่อนไขต่างๆ นั้นมันสำคัญแค่ไหน แต่สิ่งที่ทำได้คือ การค่อยๆ คืนความเป็นมนุษย์ให้กับคนในองค์กร มนุษย์ที่มีความสุขและร่วมเผชิญกับความทุกข์ร่วมกัน อันที่จริงคนในองค์กรก็คงมีสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ผมคิดว่า องค์กร หรือหมอเส นำพาพวกผมมา ก็เพื่อทำให้มันชัดเจนมากขึ้น


ได้เรียนรู้อะไรบ้าง หลังจากผ่านงานมา 1 เดือน

          เราจะตระหนักถึงคุณค่าในการมีชีวิต ก็ต่อเมื่อเราใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าต่อตนเองและผู้อื่น 

ทุกๆวันที่ผ่านตัวผมไป ไม่มีวันไหนที่ผมรู้สึกว่าผมไม่พัฒนา แม้จะมีบางช่วงเวลาที่รู้สึกว่างเปล่า ปล่อยให้ตัวเองไหลไปกับเวลาอย่างสูญเปล่า แต่หากมองย้อนกลับไปผมกลับเห็นว่าในวันๆ หนึ่งผมมีการเติบโตขึ้นอย่างเล็กๆ น้อยๆ เช่นการได้เรียนรู้หรือฟังสิ่งที่เป็นประโยชน์มากขึ้น ผมเริ่มฟังพอดแคสต์ทั้งเกี่ยวกับธุรกิจ หรือมุมมองชีวิตต่างๆ วันละเล็กวันละน้อย มันทำให้ผมเข้าใจคำว่า ธุรกิจ กลยุทธ์ หรือเรื่องอื่นๆ มากขึ้น มันเป็นการปรับตัวของตัวเองมากเลยทีเดียว 

       ผมมักจะเรียกตัวเองว่า พวกสายจิตวิญญาณ คือสนใจแค่พัฒนาเรื่องด้านใน แต่เมื่อเข้ามาทำงานกับรู้สึกได้เลยว่า เรื่องจิตวิญญาณนั้นสำคัญต่อแวดวงธุรกิจหรือการทำงานมากขึ้น เพราะการทำธุรกิจส่งเสริมให้คนทำงานเป็นหุ่นยนต์ แต่การเรียนรู้ด้านจิตวิญญาณจะทำให้เขากลับมาสัมผัสกับความเป็นมนุษย์อีกครั้ง แม้จะมีช่วงเวลาที่ยากลำบากในการทำงาน แต่ก็มีช่วงเวลาที่มีความสุขเหมือนกัน 

ตอนนี้ผมกำลังถามตัวเองอยู่ว่า ผมจะช่วยคนที่อยู่ที่นี้ให้มีความสุขได้อย่างไร มันอาจฟังดูทะนงตัว อันที่จริงความสุขอาจเป็นเรื่องที่เราช่วยเหลือหรือหยิบยื้นให้กันไม่ได้ ผมจึงตั้งคำถามใหม่ว่า ผมจะทำอย่างไรเพื่อทำให้คนที่นี้เข้าถึงความสุขด้วยตัวของเขาเองได้ 

ส่ิงสำคัญอีกคำที่ทำให้ผมได้เรียนรู้ คำสองคำ “เหนื่อยคุ้ม” กับ “เหนื่อยเปล่า” ผมได้ยินคำนี้มาจากหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งปกติผมจะมีช่วงเวลาที่ “เหนือยคุ้ม” เฉพาะทำงานหรือทำกระบวนการ โดยส่วนใหญ่ในแต่ละวันของผมช่วงหนึ่งรู้สึก “เหนื่อยเปล่า” คือช่วงระยะเวลาที่ผมว่าง หรือไม่อยากทำอะไร ส่ิงสำคัญของการทำงานให้รู้สึก เหนื่อยคุ้ม คือเราตระหนักในคุณค่าของตัวเองกับตัวเอง และคุณค่าระหว่างตัวเองกับโลกนั่นเอง

สิ่งที่ต้องการพัฒนา
  
                   ความกล้าหาญ มันเกิดจากความกลัวที่ค่อยๆ ถูกก้าวข้าม  

ผมนึกย้อนไปถึงการที่ค่อยๆ พัฒนาตัวเองจากเด็กที่กลัวไมค์ จับไมค์ใจสั่นละหน้ามืด จนมาถึงตอนนี้หน้ามืดเพราะเขาปิดไฟให้เลิกถือไมค์ ความกล้าพูดกล้าแสดงออกของผมค่อยๆ พัฒนาจากการก้าวข้ามความกลัวของตัวเอง อย่างต่อเนื่อง อันที่จริงความกลัวไม่มีวันสิ้นสุดลงหรอก มันเป็นเหมือนสัญชาตญาณของมนุษย์ เพื่อที่จะปกป้องเราไม่ให้เราทำสิ่งที่เสี่ยงหรืออันตราย

 แต่การที่มนุษย์พัฒนามาจนถึงปัจจุบันคือ มนุษย์ค่อยๆ ก้าวข้ามความกลัวของตัวเองมาโดยตลอด ผมก็เหมือนกัน การที่ผมจะกล้าได้คือ ผมต้องก้าวข้ามความกลัวในจิตใจของผมเช่น กลัวผิดพลาด กลัวไม่เป็นที่ยอมรับ หรือกลัวทำไม่ได้ สิ่งเหล่านี้คือเสียงของสัญชาตญาณของตัวเอง ซึ่งสิ่งที่จะทำให้ผมก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้ไปได้คือ “การเดินไปพร้อมๆ กับความกลัว” การก้าวผ่านความกลัวเล็กๆน้อยๆ ของตัวเองไป เป็นการเพิ่มอาณาเขตความกล้าให้ขยายใหญ่มากขึ้น 

ในช่วงเดือนที่ผ่านมานี้ ผมได้สัมผัสการสูญเสียคนที่อยู่ใกล้ตัว คือน้องเณรที่ผมรู้จักไป การสูญเสียของน้องเณรตั้ม ทำให้ผมเห็นความสำคัญของคนใกล้ตัวมากขึ้น มันทำให้ผมตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่า “มีสิ่งไหนที่ผมอยากทำแล้วยังไม่ได้ทำอีกไหม” ทั้งกับคนอื่นหรือกับตัวเอง 

ส่วนในเรื่องของทักษะนั้น มีมากมากที่อยากเรียนรู้เช่น การโค้ช การจัดกระบวนการบริหารธุรกิจ การสื่อสารโดยเฉพาะภาษา ทั้งหมดนี้ เป้าหมายไม่ใช้เพียงว่าเรียนเพื่อความอยู่รอดของตัวเองหรือองค์กรเท่านั้น แต่ผมได้ตระหนักว่า การศึกษาทั้งหมดของผม “เป้าหมายคือ การพ้นทุกข์ และช่วยผู้อื่น พ้นทุกข์” ดังนั้นไม่ว่าจะเรียนอะไร ทุกส่ิงล้วนมุ้งไปที่เป้าหมายเดียวกัน




จิปาถะระหว่างเดือน

ห้องเรียนรถเมล์      

            ผมอยู่ที่ศาลายา และต้องมาทำงานที่ แถวสวนสุนันทา ทุกๆวันผมจะต้องนั่งรถเมล์สาย 515 ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ในทุกๆ ครั้งที่ผมนั่งรถเมล์ผมจะนั่งฟัง พอดแคสต์ และนั่งจดสิ่งที่ได้ฟังหากมีได้นั่ง ผมรู้สึกว่าตัวเองได้เรียนรู้หรือเหมือนอ่านหนังสืออยู่ตลอดเวลาบนรถ ซึ่งมันทำให้การเดินทางของผมเต็มไปด้วยคุณค่าบางอย่าง แม้จะ เพียงไม่นานผมก็รู้สึกว่า การได้ฟังคลิปหนึ่งคลิปนั้น ทำให้เราได้เข้าใจและเติบโตขึ้นอีก หนึ่งจุด และก็แปลกตรงที่ถ้าอยู่ที่อื่นเช่นในห้อง ผมไม่ค่อยฟังทั้งๆที่น่าจะสะดวกในการจดมากกว่า แต่เมื่อขึ้นรถแล้วได้ฟังจะรู้สึกว่า ‘’ได้เวลาเรียนแล้ว’’|. พอถึงปลายทาง คือหมดเวลาเรียน ได้เวลาเปลี่ยนห้อง 

ผมสังเกตตัวเองว่า ห้องนอนผมจะใช้เวลาไปกับการเล่นโทรศัพท์ ดูหนัง ถ้าเป็นในร้านกาแฟ ผมจะอ่านหนังสือ และถ้าเป็นบนรถเมล์ผมจะฟังเพื่อหาความรู้ มันเหมือนเป็นพิธีกรรมบางอย่าง ที่เมื่อได้ทำอย่างถูกที่ ถูกทาง มันก็จะรู้สึกว่า ศักดิ์สิทธิ และชีวิตวันนั้นก็จะศักดิ์สิทธิเช่นกัน 

การอ่านหนังสือ
ในช่วงนี้ผมสนใจการอ่านวรรณกรรม เล่มที่เพิ่งอ่านจบไปคือ โลกของโซฟีและเล่มที่กำลังจะจบไปคือมูซาซิ การอ่านวรรณกรรมทำให้ผมมองเห็นการดำเนินชีวิตของใครสักคน และการตกผลึกบางอย่าง ซึ่งทำให้สอดคล้องกับตัวเองในชีวิตจริงมากขึ้น 

การภาวนา
     หลังจากที่กลับมาจากวัดป่าคำอุดม ที่ได้มีโอกาสปลีกตัวเองไปกับภาวนา แม้เพียงไม่กี่วัน ทำให้ผมกลับมาทำภาวนาอีกครั้ง ผมพยายามจะทำให้ต่อเนื่องคือวันละ 15 นาที   การภาวนาเป็นการเพิ่มกำลังของสติ หากละทิ้งการภาวนาไป สติของผมก็จะอ่อนกำลัง และเมื่อสติอ่อนกำลังลง การกลับมาเท่าทันหรือตระหนักรู้ในตัวเองก็จะช้าและจับไม่ทัน และในกระแสโลกในปัจจุบัน กระแสน้ำนั้นรุนแรงและรุมเร้ามากเหลือเกิน หากไม่ทันระวัง อาจไม่สามารถจับกระแสนั้นทันได้ และหลายๆครั้ง ผมก็ไหลไปตามกระแสนั้นเช่นกัน. แต่การภาวนาทำให้ผมมีกำลังในการจับยึดให้พ้นกระแสได้บ้าง เป็นครั้งคราว










SHARE
Written in this book
My time my life
Writer
time007
Facilitor
The being

Comments