ผมเคยพักอยู่ที่กระท่อมหลังสวนเพียงลำพัง  ในช่วงปีการศึกษาหนึ่ง
ใช่แล้วครับอ่านไม่ผิดหรอก เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อครั้งหนึ่งผมอายุสิบแปดขวบ ผมมาเรียนหนังสือที่ต่างจังหวัด เป็นวิทยาลัยอยู่ในตัวเมืองจังหวัดหนึ่งในภาคเหนือ

ด้วยว่าผมเป็นเด็กต่่างจังหวัด และความรู้เกี่ยวกับหอพักยังไม่ดีมาก สถานที่ที่จะใช้เป็นที่พักพิงในยามแรกนั่นก็คือบ้านของเพื่อนที่ชักชวนกันมา แต่ด้วยว่าพออยู่ไปสักระยะก็รู้สึกว่า ความเกรงใจมันก็เข้ามาก่อกวน ด้วยเหตุผลต่าง ๆซึ่งผมจะไม่ฟาดพิงให้เสียน้ำใจกัน มันถูกต้องแล้วที่ผมจะไม่ควรอยู่ฟรี ๆ

นั่นทำให้ผมต้องไปหาที่อยู่ใหม่ผมจึงไปติดต่อเพื่อนร่วมชั้นอีกคนหนึ่งให้ช่วยหาห้องให้ มีคอนเซ็ปคืออยู่คนเดียว ราคาถูก แล้วโชคก็เข้าข้างผม เมื่อคนข้างบ้านของเพื่อนมีบ้านสวนเก่า ๆอยู่หลังหนึ่ง ที่สวนนั่นเองเขาเลี้ยงหมูไว้หลายสิบตัว เขาต้องการหาเด็กไว้รุ่นที่ไว้ใจได้อยู่เฝ้าหมูในช่วงเวลากลางคืน

ข้อตกลงก็คือ ผมไม่ต้องเลี้ยงหมูให้เขา เพียงแต่กลับมานอนเฝ้าที่บ้านหรือจะเรียกว่ากระท่อมทุกคืนแค่นั้นพอ โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาท
ผมได้ที่ซุกหัวนอน ส่วนพี่เขามีคนเฝ้าหมูให้
ปัญหาอีกข้อหนึ่งก็คือ ผมไม่มีรถรับส่ง ระยะทางจากวิทยาลัยกับกระท่อมหลังนั้นประมาณเจ็ดกิโล ผมไม่สามารถเดินได้ โชคดีที่มีรถรับส่งรายเดือนที่แม้ไม่ได้วิ่งผ่านหน้ากระท่อม แต่ผมก็แค่เดินไปอีกนิดหน่อย 
ปัญหาอีกข้อนึงคือที่นั่นไม่มีไฟฟ้าใช้มันก็ไม่ใช่ปัญหานัก ผมใช้เทียนในการจุดส่องในเวลาที่ต้องการแสงสว่าง แม้ว่าการบ้านที่ผมทำคือการเขียนแบบที่ผมไม่สามารถเขียนมันบนแสงสลัวของเปลวเทียนได้ ผมจำต้องเร่งทำให้เสร็จก่อนตะวันจะตกดิน หรือไม่อย่างนั้น ก็ต้องทำให้เสร็จตั้งแต่อยู่ที่วิทยาลัย เพียงแค่นี้ผมก็ตัดปัญหาการใช้แสงสว่างได้ ส่วนนอกจากนั้นก็ใช้แสงจากเปลวเทียนก็ไม่น่าติดอะไร 
เพียงแต่ว่าเปลวเทียนส่องสลัวในมุ้งเพียงคนเดียวนี่มันเหงาดีจริง ๆส่วนเรื่องอาหารการกินไม่ต้องเป็นห่วง ผมมีมาม่า และไข่ตุนไว้ ส่วนข้าวตัดไปได้เลย ไม่มีปัญญาหุงไม่ใช่ว่าทำไม่เป็นแต่ด้วยไม่มีอุปกรณ์ที่ครบและค่อนข้างยุ่งยากเสียเวลา ต้มมาม่าง่ายและเร็วกว่าเยอะ ที่สวนมีบ่อปลาอยู่สองบ่อ เป็นบ่อปลาที่ปล่อยร้างธรรมชาติ พอได้หางมเอามาย่างกินได้บ้าง มีผักบุ้ง กับผักตำลึงที่เอามาต้มกับมาม่าตอกไข่ใส่คน ๆให้ฟู รสชาติก็ไม่เลวนัก
ด้วยเหตุนี้เวลาผมอยู่ที่วิทยาลัย โรงอาหารจึงเป็นสวรรค์สำหรับผมที่ได้ลิ้มรสข้าวสวยที่เป็นเม็ด ๆไม่ใช่เส้น ๆ
เรื่องความรักตัดไปได้เลย ผมไม่กล้ามีแฟน ความจริงผมก็หน้าตาดีนะ แต่ว่ากลัวว่าการมีแฟนจะทำให้เป้าหมายของผมพลาด
การมีแฟนสำหรับผมมันคือสิ่งฟุ่มเฟือยความเหงาของผมถูกขจัดด้วยการมีเพื่อน ทั้งที่วิทยาลัย และที่มาเยี่ยมเยียนหากันบ้าง หรือไม่ก็เล่นกีตาร์ อ้อผมมีกีตาร์เก่า ๆอยู่ตัวนึง มันพอเล่นได้แหละ เอ้อใช่แล้วก็มีขลุ่ยอยู่อีกเลานึง พอได้เป่าคลายเหงา เป่าขลุ่ยตอนกลางคืนนี่เสียงมันหวานเจี๊ยบเลยนะ แต่ว่าเวลาเป่าทีไรหมามันชอบครางหอนรับ เวลาอยู่คนเดียวเปลี่ยว ๆ บางทีก็เสียว ๆ เหมือนกัน

แต่กระนั้นผมก็ยังมีโมเมนต์ความรักอยู่เหมือนกันนะ
มันคือการหวนคิดถึงเพื่อนสมัยมัธยมคนที่ผมแอบรัก บางทีเธอก็คงไม่รู้หรอกว่าผมรักเธอมากแค่ไหน ยิ่งไกลกันอย่างนี้บวกกับความยากลำบากที่ผมเจอ มันทำให้ผมคิดถึงเธอและอดที่จะคิดถึงเธอแบบใจจะขาดไม่ได้ ทั้งที่เธอก็ไม่ได้เป็นอะไรกับผมแท้ ๆ 
สถานะเดียวที่เธอมอบให้กับผมอย่างเป็นทางการที่เรารับรู้ร่วมกันก็คือเธอเป็นเพื่อนกับผมและตอนนี้เหมือนจะเป็นเพื่อนที่ห่าง ๆกันเสียด้วยซ้ำเพราะเราแทบไม่ได้เจอกันเลย เราอยู่คนละจังหวัด เพื่อนห่าง ๆคงเป็นสถานะที่เธอมอบให้กับผมในตอนนี้
แต่สำหรับผม ผมได้มอบสถานะคนรักให้ไปหมดแล้ว ทั้งที่สมัยตอนที่เรียนด้วยกันผมเอาแต่วางฟอร์ม ดอกพิกุลจะร่วงไม่ยอมจีบเธอ โธ่ก็จะจีบได้ยังไงวัยของเราคือวัยเรียนไม่ใช่เหรอ ผมมันก็ดันเชื่อผู้ใหญ่เสียด้วย
ผมคบกับเธอในความฝันตลอดก่อนนอน เธอคือแฟนที่ผมกอดนอนแล้วผล็อยหลับไป แม้ว่าสิ่งที่ผมกอดก็คือผ้าห่มที่เอามารวบเป็นร่างของเธอก็ตาม
เหมือนพวกโรคจิตเลยว่ะ ปิดเทอมผมถึงได้กลับบ้านทีนึง และไม่ได้เจอกับเธออีก แม่ของเธอบอกว่าเธอไปเรียนที่เชียงใหม่ มาไม่ตรงกันกับผม คลาดกันทุกที สมัยนั้นไม่มีหรอก ไลน์ เฟส หรือโทรศัพท์ เรามีแต่จดหมาย 
ผมจึงเขียนจดหมายถึงเธอหลายสิบฉบับเลย แต่ก็ไม่ได้ส่งผมเรียนจบชั้นปวส. คณะสถาปัตยกรรม แล้วไปทำงานต่อที่กรุงเทพเป็นดาร์ฟแมน สมัยนี้คงไม่มีแล้วเพราะใช้ออโต้แคดกันหมดแล้ว
เมื่ออยู่ที่กรุงเทพผมไม่ต้องอยู่กระท่อมอีกแล้ว ผมเช่าห้องหลักร้อยอยู่ มันคือสลัมนั่นแหละ ที่นั่นทำให้ผมเจออบายมุขหลากหลาย แต่ผมก็ใจแข็งพอที่จะไม่อ่อนไหวต่อมัน ผมเริ่มเก็บเงินเพื่อหาที่อยู่ใหม่ และเริ่มขยับขยายเรียนต่อเพื่อให้ได้ใบประกาศเหมือนเพื่อนๆ เขา ให้แม่
แล้วผมก็ทำสำเร็จผมได้งานดี มีคอนโดที่มีสาธารนูปโภคที่ดีอยู่ แม่ไม่ให้ซื้อบ้านแกต้องการให้ผมกลับไปอยู่ที่เชียงราย ผมต่อสู้กับชีวิตอย่างโดดเดี่ยวมาหลายปี จนแม่เห็นว่าผมน่าจะหาเมียและหาหลานให้แกได้แล้ว
ไม่ใช่ว่าผมจะเป็นพระอิฐพระปูนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ผมมีผู้หญิงผ่านเข้ามาในชีวิตเหมือนกัน แต่ทว่าก็เป็นเพียงเพื่อนร่วมงาน หรือคนรู้จักเท่านั้น ก็อย่างที่ผมตั้งใจบอกตัวเองไว้ ว่ามันคือสิ่งฟุ่มเฟือย
และเมื่อถึงตอนนี้แล้ว ผมคิดว่าผมน่าจะพอมีพอกิน ไม่ต้องจำกัดตัวเองเพราะคำนิยามแบบนั้นก็ได้ ควรจะปล่อยคำนิยามนี้ได้แล้ว
มันทำให้ผมนึกถึงเธอ เธอคือคำนิยามที่ผมแยกไว้ต่างหากจากคำว่าผู้หญิงนิยามแรกที่ผมกั้นตัวเองไว้
เธอคือผู้หญิงที่เป็นสิ่งจรรโลงหล่อเลี้ยงใจผมมาตลอดชีวิตหลายปีที่ผมต่อสู้กับความยากลำบาก
นั่นทำให้ผมนึกถึงเธอเป็นคนแรกที่หากจะหาแม่ของลูก คงจะเป็นใครไม่ได้เพราะเราแทบไม่ได้
ผมกับเธอห่างเหินกันเกินไป จริงอยู่แม้ว่าเราจะเผอิญเจอกันบ้างในวันสงกรานต์ปีที่แล้ว แต่ก็แค่ไม่นานแล้วเราก็คลาดกันเพราะผมต้องรีบมาทำงาน ส่วนเธอก็มากับกลุ่มเพื่อน
แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้ออ้าง ถึงแม้ว่าเธอจะทำงานอยู่เชียงใหม่ ผมอยู่กรุงเทพ ถ้าผมจริงจังทำไมผมจะไปหาเธอไม่ได้ อย่างน้อยก็ไปจีบเธอโต้ง ๆก็ได้ หรืออะไรสักอย่าง ....ทำสักอย่างสิ

"อารีย์จะแต่งงานแล้วเน้อ ไอ้หล้าจะมาก่อ" แม่โทรมาบอกปลายสาย เป็นน้ำเสียงที่คุ้นเคยเพียงแต่ว่าประโยคที่แม่บอก ผมแทบหูตึงเหมือนฟังไม่รู้เรื่อง
"แม่ว่าอะหยังเกาะ"
"อารีย์นะกา เพื่อนเฮาสมัยเรียนจะแต่งงานแล้ว วันเสาร์นี้ก้าหา" ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากแล้วทำเสียงเหมือนปกติถามแม่ต่อ
"แต่กับไผแม่"
"บ่าวละปูน ที่ทำงานโตยกั๋นนะก้า" แล้วผมก็ไม่อาจพูดอะไรได้อีก คุยสารทุกข์สุขดิบกับแม่สองสามคำแล้ววางสายไป

การอกหักทั้งที่ยังไม่ได้รักกัน มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ผมซมอยู่หลายวัน เหมือนน้ำผึ้งชโลมใจมันเหือดแห้ง แล้วผมก็คิดได้ว่า

ผมควรจะยินดีกับเธอ และควรจะทิ้งความทรงจำที่มีต่อเธอไปเสียก่อนที่จะถลำลึก
นั่นคือผมต้องไปงานแต่งของเธอ เพื่อยินดีกับเธอ ในฐานะเพื่อนเก่าแก่ที่เรียนมาด้วยกัน

ไม่ใช่อดีตคนรักที่ผมแอบรักข้างเดียวมาตลอดสิบปี


SHARE

Comments