(132) The difference - NCT [OS]
“ไม่ใช่แบบนั้น” คนตัวเล็กทักขึ้นเมื่อมองผ่านกระจกเห็นคนที่ยืนเต้นอยู่ด้านหลังเต้นแปลกไปจากที่ควรจะเป็น ร่างบางทำท่าที่ถูกต้องให้ดูก่อนจะพูดขึ้น “เต้นแบบนี้ต่างหาก

“ผิดที่ไหนล่ะ ถูกแล้ว” คนที่ถูกพูดถึงเถียงกลับในทันที

“จะถูกได้ยังไง กูเมนเต้นนะ” คนด้านหน้าเริ่มขึ้นเสียง ทั้งที่อุตส่าห์หวังดีช่วยเตือนจะได้ไม่จำผิดๆ กลับได้รับค่าตอบแทนเป็นการเถียงกลับซะได้

“เป็นเมนเต้นก็ไม่ได้แปลว่ามึงจะถูก”

“ใจเย็นๆ ก่อนทั้งสองคน เราซ้อมกันอยู่นะ” เมื่อเห็นว่าการปะทะดูรุนแรงขึ้นคนเป็นพี่ก็เริ่มยื่นมือเข้ามาห้าม แม้ว่าการถกเถียงและทะเลาะกันระหว่างน้องทั้งสองคนจะเกิดขึ้นจนชินตา แต่เมื่ออยู่ระหว่างการซ้อมเพลงใหม่ก็ไม่ควรปล่อยให้ทะเลาะจนเสียงานเสียการ

“งั้นฮยองก็บอกมาว่าใครถูก” คนตัวสูงกว่าถามพี่ ถึงอย่างไรเขาก็ยังคงไม่ยอมง่ายๆ

“อันนี้ที่เตนล์บอกมึงอ่ะถูก เมื่อกี้หักแค่ข้อมือไม่ใช่ทั้งแขน” แทยงขำต้องรับหน้าที่ตัดสินอย่างเลี่ยงไม่ได้

“เห็นมั้ยล่ะ กูถูก มึงอ่ะจำผิด” คนตัวเล็กพูดย้ำเมื่อได้รับการยืนยันจากพี่ว่าตนเองเป็นฝ่ายถูก “ไม่ยอมเชื่อกูแต่แรก มึงอ่ะหยิ่งเกินเหตุ”

“เอาล่ะพอก่อน มาซ้อมต่อกันได้แล้วจะได้แม่นๆ วันนี้จะได้รีบๆ แยกย้าย” คนเป็นพี่ห้ามอีกครั้งก่อนที่ศึกระหว่างคนทั้งคู่จะทวีความรุนแรงไปมากกว่านี้ ทุกคนต่างกลับเข้าประจำที่โดยไม่มีใครสังเกตเลยว่าคนที่เมื่อสักครู่ยังต่อปากต่อคำอยู่เงียบเสียงไป

หลังซ้อมกันต่ออีกพักใหญ่ๆ เมมเบอร์ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันกลับหอ คนตัวเล็กขึ้นรถของยูนิต WayV ที่เมเนเจอร์มารออยู่ก่อนแล้วไป ส่วนคนตัวสูงก็แยกไปขึ้นรถของยูนิต 127 เพื่อกลับไปพักผ่อน

ตลอดทางคนที่ซึมไปเอาแต่นั่งเงียบหลับตา ไม่สนทนาพาที

ทันทีที่มาถึงหอ โดยองก็เดินตรงเข้าห้องส่วนตัวโดยไม่คิดจะรอใคร เขาไม่ได้กล่าวลาพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ เมื่อเข้าไปในห้องแล้วก็สลัดของทุกอย่างลงจากตัวกองไว้บนเก้าอี้และเตียง ก่อนเดินตรงเข้าห้องน้ำเพื่อทำธุระส่วนตัวโดยไม่แม้แต่จะเช็กโทรศัพท์ด้วยซ้ำ

“พูดกันดีๆ ก็ได้ป่าววะ!” ชายหนุ่มทุบกำแพงด้วยความโมโห

เขาใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำนานกว่าปกติ โดยองเปิดน้ำและปล่อยให้มันไหลผ่านร่างกายของตัวเองทิ้งไปอย่างไม่เสียดาย ให้น้ำเย็นช่วยชโลมจิตใจที่รุ่มร้อนจากการถูกว่ากล่าว


 
กว่าจะออกมาจากห้องน้ำ นิ้วมือและเท่าของร่างสูงก็เริ่มเปื่อย เขาจัดการแต่งตัวใส่ชุดนอนก่อนจะเดินไปเปิดโคมไฟและปิดไฟกลางห้อง จากนั้นจึงเดินกลับมาทิ้งตัวลงบนเตียงนิ่ม

หลังของเขาพิงเข้ากับหัวเตียง มือของโดยองหยิบเอาหนังสือที่ถูกอ่านค้างไว้เมื่อหลายคืนก่อนขึ้นมาเปิดอ่าน นานๆ ทีเขาถึงจะอ่านหนังสือ และทุกๆ ครั้งก็ทำเฉพาะตอนที่กำลังว้าวุ่น...หวังว่าการอ่านหนังสือจะทำให้จิตใจของตนเย็นลงบ้าง

ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...

จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากหน้าห้อง แต่ชายหนุ่มที่กำลังติดลมอยู่กับการอ่านหนังสือก็ยุ่งเกินกว่าจะใส่ใจคนที่มาหา เขาเพียงแต่ขานรับขณะที่สายตายังคงมองสิ่งที่อยู่ในมือ “เชิญครับ”

โดยองจดจ่ออยู่กับหนังสือโดยไม่ทันสังเกตคนที่เดินเข้ามาภายในห้อง

ผู้มาเยือนปิดประตูอย่างเบามือก่อนจะกดล็อกประตู แล้วจึงค่อยก้าวเท้าอย่างช้าๆ ไปยังกลางห้องและนั่งลงที่ข้างเตียง

“งอนเหรอ” อีกฝ่ายโน้มตัวลงกระซิบที่ข้างหูซ้าย เสียงที่ได้ยินทำให้โดยองเงยหน้าขึ้นมองโดยอัตโนมัติ ก่อนจะตามมาด้วยท่าทีตกใจ

“เห้ยเตนล์!” ดวงตาของเขาเบิกกว้าง เสียงของชายหนุ่มดังลั่นห้องจนคนที่นั่งอยู่ข้างเตียงยกมือขึ้นมาปิดปากเพื่อห้ามเสียงแทบไม่ทัน

“เบาๆ สิ เดี๋ยวคนอื่นก็ได้ยินหรอก อุตส่าห์แอบเข้ามา” เตนล์กระซิบ

โดยองวางหนังสือในมือกลับคืนไว้ข้างเตียง แล้วจึงใช้มือของตนแกะมือเรียวที่ปิดปากของเขาไว้ออกก่อนจะเอ่ยปากถาม “มาได้ไง?”

“ก็ไลน์ไปแล้วไม่เห็นตอบ ก็เลยต้องนั่งแท็กซี่มาง้อ ‘แฟน’” คนตัวเล็กตอบ

พอได้ยินคำพูดสุดท้ายในประโยคคนบนเตียงก็ทำหน้ามุ่ยทันที

“นี่ยังเห็นว่าเป็นแฟนกันอยู่เหรอ?”

“เป็นสิ” เตนล์ตอบกลับทันทีโดยไม่คิด

“แล้วทำไมต้องพูดไม่ดีอ่ะ?”เจ้าของห้องพูดอย่างงอนๆ สายตาของโดยองมองไปที่ใบหน้าของอีกฝ่ายเพื่อถามหาคำตอบ

คนตัวเล็กขยับเลื่อนใบหน้าของตัวเองเข้าไปใกล้หน้าของอีกฝ่าย มือเรียวคว้าเอามือของคนตรงหน้ามาจับประคองไว้ก่อนจะกล่าวคำขอโทษ “ขอโทษนะคุณต่าย เมื่อกี้ตอนอยู่ที่ห้องซ้อมคุณเหมียวลืมตัว”

“ทำไมเวลาอยู่กับคนอื่นคุณเหมียวถึงชอบพูดไม่ดีแบบนั้นอ่ะ” โดยองยังคงถามต่อ ถึงแม้ว่าการเถียงกันจะเกิดขึ้นเป็นประจำตั้งแต่ตอนที่เพิ่งเริ่มสนิทกัน จนมาถึงเป็นเพื่อนรัก และแม้จะข้ามจากเพื่อนเป็นอะไรที่มากกว่านั้นทั้งคู่ก็ยังคงถกเถียงกันเป็นนิตย์ แต่การถูกแฟนพูดไม่ดีใส่โดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น แม้ว่าคนอื่นเหล่านั้นจะเป็นเพื่อนพี่น้องที่สนิทกัน ก็ยังคงทำให้ชายหนุ่มรู้สึกแย่อยู่ดี

“คุณต่ายตอนอยู่ต่อหน้าคนอื่นก็พูดไม่ดีกับคุณเหมียวเหมือนกันแหละ” เตนล์เริ่มว่ากลับ ถึงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเองพูดไม่ดีใส่ แต่แฟนเขาก็พูดไม่ค่อยดีเหมือนกันแหละ

“แต่คุณเหมียวพูดแรงกว่า...” โดยองพูดเสียงอ่อนลง ชายหนุ่มทำหน้ามู่ทู่ก่อนจะก้มหน้าลงมองต่ำ

เขาไม่ปฏิเสธหรอกนะว่าตัวเองรู้สึกโกรธ แต่ที่มากกว่าก็คือเสียใจ ในฐานะคนรักก็อยากได้ยินอะไรดีๆ บ้างเหมือนกัน ไม่ใช่มีแต่การทะเลาะถกเถียงกันทุกวัน ยิ่งเจอคำพูดที่เหมือนเอามีดมาปัก...ก็ต้องมีอารมณ์เป็นธรรมดา

“ขอโทษนะ” เตนล์พูดเบาๆ ที่ข้างหูของอีกฝ่าย

“ยังไม่หาย” คนที่ถูกว่ายังคงงอนอยู่ โดยองยังก้มหน้าไม่สบตา

พอได้ยินคำพูดและเห็นท่าทางของอีกฝ่ายหลังจากที่ตนขอโทษไปแล้วเตนล์ก็รู้สึกจนปัญญา ไม่รู้ว่าควรจะต้องทำยังไงอีก เขาถึงขนาดนั่งรถแท็กซี่กลับมาง้อ แต่อีกฝ่ายก็ยังคงไม่หายงอน

ร่างบางนั่งนิ่งใช้ความคิดอยู่พักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้

เตนล์ถอนหายใจก่อนจะขยับร่างกายในชั่วเสี้ยววินาที ไม่ทันได้คนตัวเล็กก็ขึ้นมาอยู่บนเตียงแถมยังไม่ได้อยู่บนเตียงธรรมดา เพราะตอนนี้ร่างของเขาขึ้นคร่อมคนที่เอาแต่งอนอยู่เสียแล้ว

“หายเถอะ...ก็มาให้ลงโทษถึงนี่แล้วไง” พูดจบคนด้านบนก็ประกบริมฝีปากเข้ากับส่วนเดียวกันของคนรักในทันที

แม้ว่าโดยองจะไม่ทันตั้งตัว แต่เมื่อเจออีกฝ่ายเข้าหาเขาก็ตอบรับสัมผัสที่คุ้นเคยได้อย่างคล่องแคล่ว ริมฝีปากขยับสอดรับกับจังหวะของอีกคนได้เป็นอย่างดี เขาทำอยู่เช่นนั้นครู่หนึ่งก่อนจะอาศัยช่วงเวลาสั้นๆ ที่ใบหน้าผละออกจากกันเพื่อหายใจในการพลิกตัวกลับขึ้นมาอยู่ด้านบน

ชายหนุ่มยังคงชิมรสสัมผัสจากปากของคนที่มาหาอีกพักใหญ่จนพอใจ แล้วจึงถอยใบหน้าออกห่างเพื่อพูดในสิ่งที่คิด

“รู้ใช่มั้ยว่าจะเจออะไร?”

คนที่นอนราบลงไปกับเตียงอมยิ้มทันทีที่ถูกถาม ร่างบางขำในลำคอก่อนจะพูดขึ้น “รู้สิ มาหาขนาดนี้แล้วใครจะไม่รู้... แต่อย่าใจร้ายมากล่ะ บ่ายพรุ่งนี้มีซ้อม”

“คุณต่ายไม่ทำให้คุณเหมียวเจ็บหรอกนะ”



...




 
ไฟห้องที่ถูกเปิดอย่างจงใจปลุกให้คนตัวเล็กที่กำลังหลับสบายตื่นขึ้น

“ทำไมปลุกเร็วจัง?”

“คุณต่ายเลือกเสื้อผ้าไว้ให้วางอยู่ปลายเตียง คุณเหมียวใส่ชุดของคุณต่ายไปก่อนนะ”

“ยังไม่อยากลุกเลย...”

“จะไม่ลุกจริงๆ เหรอ?”

“ม่ายลุก”

“ถ้ายังไม่ลุก...จะรุกต่อแล้วนะ”

#ยังไม่ได้รีไรท์ค่ะ

26/02/2563
SHARE

Comments