เมื่อฉันเป็นครูสอนพิเศษ: ความเหลื่อมล้ำที่ประจักษ์ชัดบนสถาบันกวดวิชา
ฉันเริ่มงานเป็นผู้ช่วยสอนพิเศษในช่วงปีสี่เทอมสองของชีวิตมหาวิทยาลัย ช่วงนั้นฉันกำลังทำสารนิพนธ์ และค่าใช้จ่ายก็ไม่น้อยเลย การได้รับการชักชวนจากคนที่รู้จักมาเป็นผู้ช่วยสอนพิเศษจึงเป็นหนทางหารายได้และผ่อนเพลาภาระของครอบครัวอีกทางหนึ่ง 

หน้าที่แรกๆ ของฉันคือช่วยจัดเตรียมอุปกรณ์การเรียนการสอน และดูแลเด็กๆ ตัวน้อยที่อยู่ในวัยกำลังซน ฉันเรียนภาษาอังกฤษมาตลอดชีวิต แต่ไม่มีโอกาสได้พูดนัก การเรียนการสอนที่นี่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก และแทบไม่อนุญาตให้ฉันใช้ภาษาไทย เพียงเวลาไม่นาน ฉันก็พอปรับตัวได้ เเล้วใช้ภาษาอังกฤษได้คล่อง เพราะสมองพยายามหาทางเอาชีวิตรอด และเรียนรู้ที่จะดึงคลังศัพท์ในสมองมาใช้มากขึ้น

เด็กๆ ที่มาเรียนส่วนมากมาจากครอบครัวมีฐานะ สังเกตได้จากเสื้อผ้าเนื้อดีราคาแพง เนื้อตัวสะอาดสะอ้าน วิธีการพูด ยานพาหนะของผู้ปกครองที่มารับ ผู้ปกครองส่วนมากอายุไม่มากนัก แต่มองจากภาพลักษณ์ภายนอกก็พอรู้ว่า ต้องมาจากครอบครัวที่มีฐานะระดับหนึ่ง 

เด็กๆ ทุกคนได้เรียนภาษาอังกฤษจากสื่อการสอนหลากหลาย ขณะที่ผู้ปกครองก็ใช้เวลาไปกับการจัดหาค่ายพัฒนาความรู้และทักษะให้กับลูก และช่วงปิดเทอมคือการพักผ่อนท่องเที่ยวในต่างประเทศ 

ฉันไม่ได้มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน ส่วนพ่อแม่ก็สนับสนุนคอร์สเรียนเสริมต่างๆ ให้ตามกำลัง แต่เมื่อเห็นภาพตรงหน้าก็อดเปรียบเทียบไม่ได้กับอีกชุมชนหนึ่งที่เคยไปเยือน ชุมชนแออัดที่เป็นห้องแถวไม้เรียงราย เด็กน้อยสวมใส่เสื้อผ้าเก่าๆ แล้ววิ่งไปตามตรอกซอกซอยที่บางครั้งมีน้ำเน่าขัง หรืออันตรายขึ้นมาอีกระดับก็คือ วิ่งไปตามถนนที่มีรถวิ่งพลุกพล่าน

วันคืนของผู้ปกครองหมดไปกับการหาเช้ากินค่ำ และไม่ได้มีทุนรอนมากนักในการสนับสนุนการศึกษาของลูก นอกจากส่งเรียนตามมีตามเกิดให้จบการศึกษาภาคบังคับ

เด็กที่โชคร้าย ชีวิตก็หยุดอยู่ที่พ่อแม่วัยใส ฉันยังจำสัมผัสที่ได้อุ้มลูกของเด็กสาวที่มีอายุน้อยกว่าฉันเสียอีกได้อย่างแม่นยำ

บางคนโชคดี ก็ได้ร่ำเรียนในระดับมหาวิทยาลัย หากสุดท้ายก็อาจเป็นได้แค่มนุษย์เงินเดือนที่ดิ้นรนในเมืองใหญ่ด้วยค่าครองชีพสูงลิ่ว และตลาดแรงงานที่ผู้คนมีจุดเริ่มต้นไม่เท่ากัน

บางคนโชคดีสอบติดมหาวิทยาลัยระดับแนวหน้า แต่ลงท้ายด้วยมหาวิทยาลัยที่มีค่าเทอมในราคาที่ผู้ปกครองพอชำระและพ่วงด้วยการที่เด็กเหล่านั้นต้องแบ่งเวลาทำงานพิเศษส่งตัวเองเรียน และบางครั้งแหล่งงานที่ได้เงินมากที่สุดพอจุนเจือค่าเทอมคืองานในโลกสีเทา

ชีวิตของคนเหล่านี้ราวขับรถไปบนถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ผ่านความเสี่ยงและหลุมพรางมากมายคณานับ

ขณะชีวิตของคนอีกกลุ่มราวกับขับรถไปบนถนนราบเรียบ สองข้างทางประดับด้วยไม้ยืนต้นร่มรื่น และทุ่งหญ้าเลี้ยงแกะเขียวขจี

โลกอีกใบสว่างไสวราวกับฤดูร้อนในกรุงเอเธนส์ ขณะโลกอีกใบมืดสลัวราวกับยามค่ำคืนในตรอกเก่าๆ ของกรุงมะนิลา 

โลกสองใบนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และราวกับโลกคู่ขนานที่ไม่มีวันมาบรรจบกัน

ฉันนึกอย่างเศร้าใจ และไม่รู้ว่า ในภายภาคหน้า ช่องว่างระหว่างโลกทั้งสองจะถ่างออกไปมากเพียงใด
SHARE
Writer
set-weret
Anthropologist
เป็นทั้งนักเขียน, นักมานุษยวิทยา และเด็กลูกครึ่งจีนโพ้นทะเลที่หลงใหลในวัฒนธรรมอินเดีย เลยตัดสินใจเรียนวิชาโทภาษาฮินดี และขอบุพการีไปเรียนภาษาที่อินเดียเป็นเวลาหนึ่งเดือน ใช้ชีวิตไปกับการอ่านการขีดเขียน และตะลอนกินอาหารไปทั่ว

Comments

Artlale
5 months ago
มันก็นะ แต่ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว
Reply
Hellofrom_2409
5 months ago
เห็นด้วยค่ะ จากใจเด็กสลัม
Reply
JomPiya
5 months ago
เขียนดีมากเลยอันนี้
Reply
set-weret
5 months ago
ขอบคุณค่ะพี่