จมอยู่กับความไม่รู้
1

ฉันไม่รู้ว่าฉันต้องการอะไร

ฉันไม่รู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้

ฉันไม่รู้ว่าจะไปถึงจุดที่ฉันอยากจะเป็นได้ยังไง

ฉันไม่รู้จะเริ่มตรงไหน

ไม่รู้จะเริ่มยังไง

ไม่รู้

ไม่รู้

ไม่รู้



ตอนเรายังเล็ก เราคิดว่าพอโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เราคงมีคำตอบให้กับทุกอย่าง

เราจะรู้ว่าวิธีบริหารประเทศที่ดีต้องเป็นยังไง เป็นผู้นำที่ดีต้องเป็นแบบไหน เราจะสามารถบอกชื่อดาวบริวารของดาวพฤหัสได้ครบทุกดวง และถ้าร่างกายเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา เราจะรู้วิธีดูแลตัวเองเพื่อไม่ให้กลับมาเจ็บป่วยอีกได้

โอ้... เด็กน้อยเอ๋ย

พอโตเป็นผู้ใหญ่ถึงได้รู้ว่า ไม่หรอก. ผู้ใหญ่ไม่ได้มีคำตอบให้กับทุกเรื่อง

จริงอยู่ว่าเรื่องส่วนใหญ่ แค่ค้นหาในกูเกิลก็ได้คำตอบแล้ว

แต่กับเรื่องบางเรื่อง ถึงเป็นผู้ใหญ่ก็ใช่ว่าจะมีคำตอบให้ได้ คำตอบของคำถามบางคำถามก็ทำได้แต่เพียงให้คำแนะนำเท่านั้น ส่วนการจะได้คำตอบมา ก็มีแต่คนตั้งคำถามเท่านั่นที่จะลงมือทำ เริ่มต้นแสวงหา และค้นหาคำตอบของตนเอง



2

คงดีนะถ้าไม่ได้เป็นคนคิดมาก

...มองดูผลงานชิ้นใหม่ของคนที่เราชื่นชม เค้าออกผลงานชิ้นใหม่อีกแล้ว แต่เรายังไม่ไปถึงไหนเลย
...ถ้าทำไปแล้วไม่มีใครสนใจเราเลยล่ะ?
...ถ้าเงินที่ลงไปมันหมดไปเลยเปล่าๆ ล่ะ?
...ถ้าคนมองว่าเราเห็นแก่เงิน มองเราเป็นคนไม่ดีล่ะ?
...ถ้าเราเจอคนวิจารณ์ไม่ดีล่ะ?

ตอบตัวเองไม่ได้เลยสักข้อ ยิ่งนานวันก็ยิ่งมีแต่จะจมอยู่กับความไม่รู้อยู่ต่อไป แล้วก็ไม่ได้เริ่มลงมือทำอะไรสักที



ในหนังสือเต๋า ของ OSHO ได้เขียนไว้ว่า 
“เต๋ากล่าวว่า แม้ท่านจะไม่รู้ แต่ถ้าการไม่รู้นี้เป็นของท่าน มันก็ยังจะดีเสียกว่า เพราะอย่างน้อย มันก็เป็นของท่าน และมันมีความบริสุทธิ์” 


ที่จริง เราไม่จำเป็นต้องเจ็บปวดเพราะความไม่รู้เลย เพราะความไม่รู้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานสร้างสรรค์อยู่แล้ว
 
เวลาเริ่มต้นโปรเจ็คใหม่ เราก็เพียงแต่รู้คร่าวๆ เท่านั้น มันยังไม่มีใครต่อจิ๊กซอว์เสร็จสมบูรณ์ได้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มต้นโครงการหรอก คนที่สามารถบอกได้ว่าต้องทำอะไรอย่างไรบ้าง แสดงว่าเขาเคยทำงานทำนองนี้มาก่อน โครงการนี้จึงไม่ได้ใหม่ถอดด้ามสำหรับเขา แต่กับเราที่ยังเป็น “หน้าใหม่” ยังไม่เคยทำอะไรพวกนี้ ย่อมต้องมีสิ่งที่ไม่รู้มากมายอยู่แล้วเป็นธรรมดา

เรื่องงาน เรามีสิ่งที่เราไม่รู้ เรายังดั้นด้นหาคำตอบเพื่อทำงานนั้นให้สำเร็จลุล่วงจนได้ นั่นเพราะคนเรามีความรับผิดชอบ ในเมื่อรับปากเจ้านาย รับปากลูกค้าไปแล้วว่าจะทำ เราก็ต้องรับผิดชอบขจัดความไม่รู้ออกไปจนได้งานดีๆ สำเร็จออกมา

แล้วนับประสาอะไรกับเรื่องชีวิต 
ยังจะมีงานอะไรที่สร้างสรรค์ไปกว่าการสร้างชีวิตตัวเองอีกเหรอ? 


ชีวิตของตัวเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่น โปรเจ็คของใครก็มีเพียงแต่คนๆ นั้นที่จะเข็นมันออกมาให้ได้

ชีวิตของเราเอง โปรเจ็คของเราเอง ไม่ว่าจะร้านของตัวเอง ผลิตภัณฑ์ของตัวเอง บริษัทของเราเอง แอพที่เราอยากทำ หนังสือที่เราอยากเขียน ชีวิตที่เราอยากมี ความฝันยิ่งใหญ่ หรือแม้แต่ความฝันเล็กๆ

โปรเจ็คพวกนี้มันไม่ได้เป็นเรื่องของใคร มันเป็นเรื่องของเราแค่คนเดียว

แล้วทำไมพอมันเป็นเรื่องของเราคนเดียว ในสมองมันถึงได้มีแต่เสียงพูดว่า “แต่ฉันไม่รู้ว่าต้องทำยังไง” “ฉันไม่รู้ว่าต้องเริ่มตรงไหนนี่”



ตกลงมันใช่ความไม่รู้จริงไหม? 
หรือมันคือความกลัว ไม่กล้าลงมือทำ?





4

ความจริงแล้ว ถึงเราไม่รู้ ก็ไม่เป็นไรเลย

แค่อย่าให้ความไม่รู้มาหยุดเราไว้อยู่กับที่ หยุดจนเราไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง

หลังจากจมกับความไม่รู้อยู่หลายปี เราก็ค้นพบวิธีจัดการกับความไม่รู้ของตัวเอง ทันทีที่เสียงในหัวเริ่มจะพร่ำบ่นว่า “ไม่รู้ ไม่รู้ ไม่รู้” ก็ให้เริ่มต้นจาก

1) เขียนใส่กระดาษออกมาว่ารู้อะไรบ้าง ไม่รู้อะไรบ้าง

2) สิ่งไหนที่รู้ ให้ลงมือทำเลย “ทันที” สิ่งไหนที่ไม่รู้ ต้องแยกว่า จำเป็นต้องรู้ตอนนี้ไหม? ถ้าอีก 1 ปีข้างหน้าเรายังไม่รู้เรื่องนี้อยู่ ตอนนั้นเราจะโอเคกับตัวเองรึเปล่า? ถ้าคำตอบคือไม่โอเค ก็เริ่มศึกษาเรื่องนั้น “ทันที”

3) มี Mindset แบบผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการจะมีปัญหาใหม่ๆ มาให้แก้อยู่ตลอดเวลา เขาไม่ได้รู้วิธีแก้ปัญหาทุกเรื่องในโลกหรอก แต่เขาจะเสาะหาวิธีการมาเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้นให้ได้ ไม่ว่าจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน คุยกับคนในแวดวงเดียวกัน ฟังไอเดียจากเด็กรุ่นใหม่ คุยกับคนนอกวงการ ใช้วิธีประยุกต์จากสิ่งที่ตัวเองรู้อยู่ก่อนแล้ว ผู้ประกอบการคือมนุษย์ประเภทที่ทุกอย่างจัดการได้ แทนที่ความคิด “ก็ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าต้องทำยังไง” ด้วยทัศนคติว่า “ไม่เป็นไร ทุกอย่างมีทางออกเสมอ”

4) มี Mindset แบบนักวิทยาศาสตร์ คือมี Mindset แบบเด็กขี้สงสัย ตั้งสมมติฐาน แล้วลองทำดู ต้องจัดการความคาดหวังของตัวเอง บอกตัวเองว่าเราแค่ลองทำดู เราสงสัย เราอยากรู้ เราก็เลยแค่อยากลองทำดูเท่านั้นเอง ถ้าผลลัพธ์ออกมาดีก็ดี แต่ถ้าผลออกมาไม่ดี อย่างน้อยเราก็ได้รู้

5) ปิดสวิตช์ความเป็นเพอเฟคชันนิสท์ เพราะเราคาดหวังว่าต้องได้ผลลัพธ์ออกมาดีเลิศ ก็เลยกลัวจนไม่กล้าทำอะไรสักอย่าง มันไม่ได้อยู่ที่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเพอร์เฟคหรือไม่เพอร์เฟค แต่มันอยู่ที่ว่าเราได้ลองทำดูจริงๆ หรือยัง เราได้ “ผลิตผลงาน” ออกมาแล้วหรือยัง ผลิตผลงานออกมาให้ได้ก่อน ที่เหลือค่อยว่ากันต่อหลังจากนั้น

6) ถ้าคุณมีแนวโน้มที่จะบอกว่า “เงินก้อนนี้ที่ลงไป ห้ามเสียเปล่าเด็ดขาด!” คุณควรกลับไปดูแลกระแสเงินสดของตัวเองให้แข็งแรงก่อนจะดีกว่า อย่าคาดคั้นตัวเองโดยการเอาโปรเจ็คที่ตัวเองรู้สึกพิเศษมาแขวนไว้บนกระแสเงินสดที่เปราะบาง มันไม่มีอะไรการันตีได้หรอกว่าสิ่งที่คุณลองทำจะประสบความสำเร็จ เพราะคุณก็แค่ลองทำดูเท่านั้น

ตอนเราเรียนชั้นอนุบาล เวลาคุณครูยื่นสีไม้สีเทียนให้ เรายังกล้าหยิบสีมาระบายเป็นรูปวาดหน้าตาประหลาดๆ ทั้งที่ไม่รู้ว่าต้องวาดยังไงเลย ความรู้สึก “ไม่รู้” ในการเริ่มต้นโปรเจ็คใหม่ก็เป็นแบบเดียวกัน

หยิบสีขึ้นมา แล้วลองระบายดู
หยิบอุปกรณ์ที่ต้องใช้ขึ้นมา แล้วลองทำดู



6

เวลาเริ่มศึกษาเรื่องที่เราไม่เชี่ยวชาญ ถ้าเป็นเรื่องงาน จริงอยู่ว่าเราเริ่มต้นจากการหาอ่านข้อมูลบนอินเตอร์เน็ทได้ แต่จากการไล่อ่านคอนเทนต์ฟรีบนอินเตอร์เน็ทมานานปี เราค้นพบว่าคอนเทนต์ฟรี ไม่ว่าจะบล็อกหรือยูทูป มันมีปัญหาสำคัญอยู่ 4 ประเด็นที่คนค่อยไม่พูดถึง คือ

1. ข้อมูลบนโลกออนไลน์มีมากเกินไป มันจะทำให้เราเกิดอาการ information overload ถ้าเลือกจะศึกษาด้วยวิธีนี้แต่เพียงวิธีเดียวจริงๆ แนะนำให้ Focus หัวข้อที่จะศึกษา เลือกศึกษาเฉพาะหัวข้อที่ควรต้องรู้และต้องใช้งานภายใน 6 เดือน – 1 ปี หลีกเลี่ยงเรื่องที่ “ถ้ารู้ก็ดี” แต่ไม่ได้ช่วยคุณในตอนนี้ไปก่อน

2. ข้อมูลขาดความเชื่อมโยง นี่เป็นข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดของการเสพย์ข้อมูลเป็นชิ้นๆ อ่านโพสต์เป็นเรื่องๆ ไม่ใช่การเสพย์ข้อมูลแบบองค์รวม ไม่ได้อธิบายจากภาพกว้าง แล้วค่อยลงลึกมาที่เสาหลักของโครงสร้างของเนื้อหา แล้วไล่เรียงลำดับมาทีละขั้น ไม่ใช่ว่าข้อมูลบนอินเตอร์เน็ทไม่ดี เพราะการอ่านคอนเทนต์ออนไลน์ช่วยให้เราคุ้นชินกับเนื้อหา ไม่ตกใจเวลาเจอศัพท์เฉพาะ เพียงแต่ว่า เราจับเอาทั้งหมดมารวมร่างกันไม่ได้ หรือถ้าทำได้ ก็ใช้เวลานานมาก อาจกินเวลาเป็นปีหรือหลายปี

3. มันใช้เวลานานจริงๆ กว่าจะเข้าใจทุกอย่างแบบทะลุปรุโปร่งได้ ถ้าคุณมีเวลามากพอ การอ่านคอนเทนต์ฟรีบนโลกออนไลน์ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ถ้าไม่มีเวลามาปะติดปะต่อทุกอย่างเอง เราไม่แนะนำให้ตะบี้ตะบันอ่านหรือตะบี้ตะบันดูคลิปแน่นอน เพราะเวลาบนโลกนี้มีจำกัดและเวลาเป็นสิ่งมีค่า ให้หาหาหนังสือในหัวข้อนั้นมาอ่านก่อนเพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างใหญ่ในเบื้องต้น แล้วใช้ข้อมูลที่อยู่บนโลกออนไลน์สำหรับการอัพเดทสถานการณ์ปัจจุบันจะดีกว่า (ยกเว้นเรื่องการเขียนโปรแกรม การใช้โปรแกรมและเทคโนโลยี เพราะ 3 หัวข้อนี้ข้อมูลเปลี่ยนเร็วเป็นรายเดือน กว่าหนังสือจะออกแผง ข้อมูลก็เก่าเกินไปแล้ว)

4. ไม่มีการถามตอบ เวลาเกิดปัญหา เราถามใครไม่ได้ พอเรารับข้อมูลแบบ passive และเป็นการรับข้อมูลทางเดียว เวลาเราอ่านเนื้อหาในบล็อกจนจบหรือดูคลิปจบแล้ว แต่ไม่เกิดคำถามอะไรเลย แสดงว่าเราไม่ได้ลงมือทำ เพราะถ้าได้ลองลงมือทำ จะอย่างไรมันก็ต้องมีฟีดแบ็ค เช่น ลองทำดูแล้วได้ผลดีมากเลย หรือเกิดคำถามตามมาอีกหลายข้อ เวลาที่ลองทำจริงแล้วติดขัด การเขียนคำถามส่งถึงคนที่ผลิตคอนเทนต์นั้นๆ ก็ไม่รู้ว่าเขาจะตอบไหม นั่นแปลว่าเราต้องไปตามหาข้อมูลส่วนที่เราสงสัยเพิ่มเติมต่อเอง

ทั้งหมดที่ว่ามา มันจะไม่เป็นไรเลยถ้าเราทำเป็นงานอดิเรก 
แต่ถ้านี่เป็นเรื่องงาน ตั้งใจว่าจะเปลี่ยนสายงานหรือทำธุรกิจของตัวเอง 
คำแนะนำของเราคือ ลงเรียนเป็นคอร์สและคุยกับผู้เชี่ยวชาญโดยตรงดีกว่า 
ประหยัดเวลาและเราจะได้เรียนรู้จากภาพใหญ่แบบลงรายละเอียดทีละขั้นตอน 

สองวิธีนี้ให้สิ่งที่การอ่านคอนเทนต์ฟรีบนโลกออนไลน์ให้ไม่ได้ เพราะทันทีที่เราลงมือปฏิบัติจริง เราจะเจอปัญหาแน่นอน ซึ่งเราสามารถกลับมาสอบถามอาจารย์หรือผู้เชี่ยวชาญได้โดยตรง และคำตอบที่เราได้รับก็เป็นคำตอบที่มีไว้สำหรับเราโดยเฉพาะ ไม่ใช่คำตอบที่หาอ่านได้ทั่วไปบนอินเตอร์เน็ท



7

สำหรับคำถามเรื่องชีวิต วิธีการหาคำตอบให้กับความไม่รู้ของเรา 
เราใช้วิธีตรงไปตรงมา นั่นคือ “กัดไม่ปล่อย”

ยังคงถามคำถามเดิมซ้ำๆ และติดตามความคืบหน้าของตัวเองอย่างสม่ำเสมอว่ารุดหน้าไปถึงไหน จะ 2 ปี 4 ปี หรือ 10 ปี ก็ยังคงตามหาคำตอบอยู่ และเพราะยังไม่เลิกตามหา บวกกับยังไม่เลิกถอดใจ คำตอบของคำถามมันก็จะออกมาเองในที่สุด

มันจะมาในเวลาและสถานที่ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องเลย แต่พอมันเกิดขึ้น เราจะเข้าใจ
พอเราเข้าใจแล้ว เราก็ออกจากความไม่รู้นั้นถาวร


ความรู้สึกหลังจากได้พบกับคำตอบ คือ 
มีอะไรให้ต้องลงมือทำอีกเยอะมาก เพราะมันจะเกิดเป็นการเดินทางครั้งใหม่
และเราจะเจอ “ความไม่รู้” ชุดใหม่โผล่ขึ้นมาอีกเต็มไปหมด

แต่ก็ไม่เป็นไรแล้ว เพราะเมื่อได้คำตอบของคำถามใหญ่ที่เราแสวงหามานาน เราเกิดจะเกิดภูมิคุ้มกัน
พอเจอคำถามใหม่ๆ ที่เรายังไม่รู้ ก็ส่งยิ้มให้มันหนึ่งที แล้วบอกว่า “อื้อ ฉันไม่รู้ แต่ก็ไม่เป็นไร ค่อยๆ หาทางไปได้ เดี๋ยวก็จะเจอคำตอบเอง”


ผู้ใหญ่บางท่าน ใช้เวลากว่า 30 ปีทำความเข้าใจปริศนาโกอานสักเรื่องหนึ่ง 
เรื่องบางอย่าง มันต้องใช้ระยะเวลา บางทีอาจเป็นเรื่องประสบการณ์ทำงาน บางทีอาจเป็นเรื่องประสบการณ์ชีวิต บางทีอาจเป็นเรื่องการเพิ่มเติมความรู้ และบางทีก็อาจเป็นการวางสิ่งที่ตัวเองยึดถือลง



ท่านชุนริว ซูซูกิ เคยเขียนไว้ในหนังสือ “ไม่เสมอไป” ว่า

“หากต้องการศึกษาเรื่องบางเรื่อง จะดีกว่าไหมหากไม่รู้ว่าคำตอบคืออะไร เพราะเธอไม่พึงพอใจกับสิ่งที่ได้รับการบอกเล่าต่อๆ กันมา และเพราะเธอไม่สามารถพึ่งฟังสิ่งที่คนอื่นกำหนดขึ้นมา เธอจึงศึกษาโดยไม่รู้ว่าจะศึกษามันอย่างไร ด้วยวิถีทางนี้ เธอจึงค้นพบความหมายที่แท้จริงด้วยตัวเอง” 


ดังนั้น ถ้ามันเป็นเรื่องที่เราไม่รู้ แต่อยากรู้จริงๆ ก็ตามหาต่อไปเถอะ ลงมือทำในสิ่งที่เราทำได้เลยตั้งแต่วันนี้ เพื่อเข้าใกล้สิ่งที่เราตามหาไปอีกนิด

หลังจากได้พบกับคำตอบของสิ่งที่ตัวเองตามหามานาน เราก็มาเจอคำพูดของ Ralph Waldo Emerson ที่ว่า “เมื่อเรามาถึงจุดที่ตั้งคำถามได้ แสดงว่าคำตอบรออยู่ข้างหน้าอีกไม่ไกลแล้ว”



ขอให้ตั้งคำถามถูก 
และพบเจอสิ่งที่แสวงหาทุกคนค่ะ 




nananatte
24.02.2020



ป.ล. โพสต์นี้ทำเป็น podcast แล้ว ใครสนใจตามไปฟัง sit down and write podcast ได้ที่ spotify, apple podcasts, google podcasts, podbean และ CastBox ค่ะ (^___^)v


Photo by Quentin Dr on Unsplash
SHARE
Written in this book
sit down and write
อ่าน เขียน เรียนรู้ ค่อยๆ เติบโตไปด้วยกัน
Writer
nananatte
storyteller
คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตเรียบๆ ในเมืองเล็กๆ ชอบแมว เครื่องเขียน และกาแฟดำ จัด sit down and write podcast รีวิวหนังสือใน goodreads เขียนโพสต์ใน storylog และลงนิยายใน fictionlog กับ readawrite

Comments

ongsa
3 months ago
อ่านแล้ว ชอบมากเลย
Reply
nananatte
3 months ago
ยินดีจ้า ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะคะ (^____^)
Half_Blood
3 months ago
ดีมากเลยค่ะ
Reply
nananatte
3 months ago
เขินค่า ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะคะ (^____^)
porumdal
3 months ago
ตอนนี้รู้แล้วจ้า อยากเป็นแมวคนรวย มาตัดเล็บให้ฉันหน่อยสิทาสสสส
Reply
nananatte
3 months ago
555 เจ๊ก็ออกจะเป็นสาวฮ็อต และลุคลูกแมวน้อยของคุณก็ได้อยู่
ManyMilds
3 months ago
ในฐานะคนที่กำลังคิดเปลี่ยนสายงาน ก็แอบหวังว่าคำตอบจะอยู่ข้างหน้าอีกไม่ไกลเหมือนกันค่ะ 5555 
ปล. คุณณัฐคะ พอร์ตคาสเสียงมันเบาไปหน่อย อยากให้่ลองปรับในคลิปหน้าดูนะคะ ขอบคุณค่า
Reply
nananatte
3 months ago
ค่า.... ณัฐก็ว่ามันเบาไปนะคะ ฮือ... T^T
เป็นกำลังใจให้คุณมายด์จ้า