(126) Let's go aerobic [OS]
1

17.30 น.

มุน บยอลอีเดินลงมาจากสถานีรถไฟฟ้าด้วยความรู้สึกเคว้งคว้าง

ปกติกว่าเธอจะเลิกงานก็ 6 โมงเข้าไปแล้ว พอเลิกเพื่อนร่วมงานก็มักจะชวนไปกินข้าว หรือบางทีก็ไปปาร์ตี้ ซึ่งเธอเองก็แทบจะไม่เคยปฏิเสธ เรียกได้ว่าใครชวนไปไหนก็ไปหมด

สาวโสดอย่างเธอมันตัวคนเดียว ครอบครัวก็อยู่ต่างจังหวัด ซึ่งคนรักครอบครัวอย่างเธอก็กลับไปหาที่บ้านทุกสุดสัปดาห์แทบไม่ขาด ในวันธรรมดาที่กลับห้องไปแล้วเจอแต่ความว่างเปล่ามันก็ทำให้เธอไม่ค่อยอยากจะกลับห้องเร็วสักเท่าไหร่

แต่ถึงจะเหงาเพราะต้องอยู่ตัวคนเดียวขนาดไหน...เธอก็ไม่เคยนึกรังเกียจความโสด หลังเข็ดหลาบกับความรักหลายครั้งที่ไม่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น การเป็นนกบินเดี่ยวก็เหมาะกับคนรักอิสระแบบเธอ รวมๆ แล้วมันก็ไม่ได้แย่นัก

มั้ง? 




หญิงสาวตัดสินใจไม่ได้ว่าควรจะทำอย่างไรกับชีวิตของตัวเองดี เธอกลับมาถึงสถานีรถไฟฟ้าแถวบ้านเร็วกว่าปกติ 2-3 ชั่วโมงเพราะหัวหน้าอนุญาตให้เธอกลับก่อนเวลาหลังจากที่ออกไปคุยกับลูกค้าแล้วพบว่าเสร็จเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่จะกลับไปออฟฟิศเพื่อทำงานต่อ แค่เดินทาง เข้าห้องน้ำ และกดเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อเตรียมเริ่มต้นทำงานก็คงจะถึงเวลาเลิกงานพอดี

ครั้นจะชวนหัวหน้าไปกินข้าวด้วยกัน เธอกับหัวหน้าก็ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น แถมอีกฝ่ายก็เป็นผู้ชาย คงจะดูไม่เหมาะเท่าไหร่ อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของบยอลอี เธอถึงได้แยกกับหัวหน้าไปทานข้าวคนเดียวแล้วจึงนั่งรถไฟฟ้ากลับมาแถวบ้านเลย นั่นจึงเป็นที่มาของการมายืนแกร่วเพียงลำพังอยู่เช่นนี้ เพราะยังไม่อยากกลับบ้าน

บยอลอียังคงยืนอยู่บนสะพานลอยซึ่งเชื่อมกับสถานีรถไฟฟ้า เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นเกมโปรดฆ่าเวลา แต่พอหัวใจหมดก็ไม่มีอะไรให้ทำอีก หญิงสาวจึงได้แต่ยืนนิ่งและใช้เพียงสายตาในการสอดส่องมองดูชีวิตผู้คนไปเรื่อยๆ

พนักงานออฟฟิศและคนทำงานจำนวนมากค่อยๆ หลั่งไหลลงมาจากสถานี ยิ่งเวลาผ่านไปจำนวนคนก็มากขึ้นเรื่อยๆ ปริมาณรถยนต์บนท้องถนนก็หนาแน่นขึ้น จากที่ตอนแรกพอจะเคลื่อนตัวได้ตลอดตอนนี้ก็เริ่มหยุดนิ่ง ไฟแดงจากท้ายรถเริ่มแออัดเต็มเส้นทาง

บยอลอีกวาดตามองไปทั่วๆ ก่อนจุดโฟกัสจะไปหยุดลงที่ข้างห้างสรรพสินค้าชื่อดังซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับฝั่งที่เธอจะลง

พนักงานในเสื้อสีเขียว 2-3 คนช่วยกันเข็นกล่องขนาดมหึมาออกมาจากโกดังเก็บของเพื่อไปตั้งไว้บริเวณขอบด้านหนึ่งของลานว่าง จากนั้นพนักงานอีกคนก็เข็นกล่องที่มีลักษณะคล้ายบันไดออกมา หญิงสาวเห็นแล้วก็ร้องอ๋อในทันที

ทุกๆ วันเธอเลิกงานช้าและหลังเสร็จงานก็มักจะไปทำอย่างอื่นต่อ จึงไม่เคยได้เห็นฉากดังกล่าว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคาดเดาได้...พนักงานเอาแทนสำหรับผู้นำเต้นแอโรบิคออกมา

นานแล้วที่เธอไม่ได้เห็นกิจกรรมดังกล่าวนับตั้งแต่เริ่มต้นทำงาน เธอจึงอดเพ่งความสนใจไปที่ลานว่างไม่ได้





ผู้คนทั้งชายหญิงในชุดออกกำลังกายซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในวัยกลางคนเริ่มทยอยกันมานั่งอยู่บริเวณรอบๆ ลานว่างเพื่อรอเวลา บยอลอีมองคนที่จับกลุ่มพูดคุยด้วยความสนิทสนมคล้ายเป็นคอมมิวนิตี้อีกหนึ่งแห่ง สิ่งที่เห็นสร้างความประหลาดใจให้กับบยอลอีไม่น้อยเลย ก็ชีวิตเธอมีแค่สังคมที่บ้าน ที่ทำงาน แล้วก็เพื่อนสมัยเรียนเท่านั้น ไม่เคยคิดมาก่อนว่าการเต้นแอโรบิคหน้าห้างจะนำพาสังคมมาให้ด้วย

แต่ทั้งหมดนั้นก็ยังไม่น่าสนใจเท่า…

เมื่อบยอลอีมองกลับไปยังแท่นหรือกล่องเธอก็เห็นว่ามีคนมายืนประจำอยู่

หญิงสาวอายุดูรุ่นราวคราวเดียวกับเธอกำลังยืนวอร์มอัพอยู่ใกล้ๆ เวที หล่อนมีเรือนผมสีบลอนซ์ทองยาวประบ่า ชุดที่สวมใส่เป็นชุดออกกำลังกายที่ดูทะมัดทะแมง เสื้อสปอร์ตบราเผยให้เห็นกล้ามท้องที่ขึ้นชัดเป็นเลข 11 ทั้งที่มองมาจากไกล กางเกงขาสั้นทำให้เห็นเรียวขาเล็กอย่างชัดเจน

และที่ดึงความสมใจบยอลอีไปมากที่สุดก็คือแก้มบนใบหน้าของหล่อน ทั้งที่หุ่นดีขนาดนั้นแต่หล่อนกลับมีแก้มที่เห็นแล้ว...บยอลอีอยากจะวิ่งลงไปบีบซะเดี๋ยวนั้น… ถึงนี่จะไม่ใช่ความคิดที่ควรจะเกิดขึ้นกับคนไม่รู้จักก็เถอะ

แม้ว่าจะมีแก้ม แต่แก้มที่ดูนุ่มนิ่มก็ไม่ได้ทำให้หญิงสาวที่บยอลอีแอบลอบมองอยู่ดูน่าเกลียด มันกลับเป็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจนในยุคที่ผู้คนหน้าตาสวย มีคางวีเชฟเข้ารูปคล้ายกันหมด เมื่อรวมกับหุ่นของเจ้าตัวแล้ว บางทีก็อาจจะควรแนะนำหล่อนให้เปลี่ยนอาชีพจากคนนำเต้นแอโรบิคไปเป็นนางแบบมากกว่า

เมื่อเข็มสั้นชี้ตรงไปยังเลข 6 คนที่ถูกแอบมองก็ก้าวขึ้นไปบนเวทีอันเล็กนั้นพร้อมกับส่งเสียงเรียกและเชิญชวนให้คนที่อยู่รอบๆ ลุกขึ้นมา เพลงประกอบถูกเปิดขึ้นพร้อมกับการขยับตัวของหญิงสาว โดยมีผู้คนที่ยืนอยู่ด้านหลังทำตาม หล่อนนำด้วยความสดใส แม้จะมีอาการเหนื่อยหอบบ้างแต่ก็ยังคงยิ้มแย้มตลอดเวลา

เธอยังคงยืนดูหญิงสาวและกิจกรรมที่หล่อนทำอยู่บนสะพานลอยจนลืมสนใจเวลา การออกท่าทางการเคลื่อนไหวของคนบนเวทีดูมีเสน่ห์และสวยงาม กว่าบยอลอีจะรู้ตัวก็ตอนที่เพลงปิดลงและอีกฝ่ายกำลังจะเดินลงจากเวทีไป



เธอว่าช่วงนี้เธอก็เริ่มตัวบวมหน่อยๆ สงสัยจะต้องแบ่งเวลามาออกกำลังกายบ้างแล้ว 












2

“พี่บยอล...เลิกแล้วไปกินข้าวด้วยกันรึเปล่า”

“...”

“พี่บยอล! ”

“หะ...ห๊ะ มีอะไรเหรอ”

“ช่วงนี้พี่เป็นอะไร ทำไมชอบยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียว”

“ไม่มีสักหน่อย ก็ใกล้เวลาเลิกงานแล้วป่ะ”

“เหรอออออออออ”

“แล้วเมื่อกี้เรียกทำไม”

“ฉันถามว่าเย็นนี้จะไปกินข้าวด้วยกันมั้ย ยังไง”

“อ๋อ ไม่อ่ะ เย็นนี้มีธุระ”

“พี่ไม่ไปกินข้าวกับพวกฉันมาเป็นสัปดาห์แล้วนะ มีธุระอะไรทุกวัน”

“เอ้าแกไม่รู้เหรอ ช่วงนี้พี่บยอลไปออกกำลังกายไง”

“คนอย่างพี่เนี่ยนะจะไปออกกำลังกาย”

“คนอย่างพี่มันทำไม? ”

“ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นสนใจเรื่องออกกำลังกาย แถมปกติก็หุ่นดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ… ว่าแต่ไปออกที่ไหนฟิตเนสเหรอ? ”

“เปล่า ไปเต้นแอโรบิคหน้าห้าง”

“เต้นแอโรบิคหน้าห้าง? แอโรบิคเขาเริ่มกัน 6 โมงไม่ใช่เหรอ กว่าพี่จะเลิกงานก็ 6 โมงแล้วไปทันด้วยเหรอ ทำไมพี่ไม่ไปสมัครฟิตเนสล่ะ”

“ไม่อ่ะ อย่างนี้อ่ะดีแล้ว ไม่อยากเสียเงินเพิ่ม”

“พี่นี่มัน… แทนที่จะไปสมัครฟิตเนสให้จบๆ จะได้ไปกินข้าวด้วยกันก่อนแล้วค่อยไปออกกำลังกายเนอะ เงินพี่ทุกวันนี้เก็บไว้ไม่เห็นใช้ ปลวกจะแทะหมดอยู่แล้วมั้ง”

“มีเงินเหลือไว้ให้ปลวกแทะก็ดีกว่าใช้เงินแทบจะเดือนชนเดือนแบบแกละกันฮวีน”

“เจ็บเลย… แล้วสรุปคือพี่ไม่ไป? ”

“ตามนั้นแหละ”

นับตั้งแต่วันที่ได้เลิกงานเร็ว ทุกเย็นหลังเลิกงานเธอก็จะเปลี่ยนชุดทำงานให้เป็นชุดออกกำลังกาย แล้วก็รีบร้อนออกจากบริษัทไปขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อกลับไปแถวบ้าน

แต่ถึงบยอลอีจะรีบแค่ไหนเธอก็ไม่เคยจะไปทันตั้งแต่เริ่มต้นเลยสักครั้ง ในเมื่อแอโรบิคเริ่ม 6 โมงซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับเวลาเธอเลิกงาน กว่าเธอจะไปถึงก็เกือบจะ 6 โมงครึ่งแล้ว

ถึงอย่างนั้นบยอลอีก็ยังคงวิ่งหน้าตั้งลงมาจากรถไฟฟ้า ทั้งที่ถ้าอยากออกกำลังกายก็ไปสมัครฟิตเนสแบบที่น้องที่บริษัทบอกก็ได้



ก็ถ้าฟิตเนสมีเทรนเนอร์ดีๆ เธอก็คงจะไปเล่นฟิตเนสอยู่หรอก 












3

อันที่จริงเธอไม่ควรจะดีใจ แต่มุมปากเจ้ากรรมดันยกขึ้น แถมพยายามยังไงมันก็ไม่ยอมกลับลงไป

เมื่อตอนก่อนพักเที่ยงหัวหน้าเดินมาบอกว่าวันนี้ให้เลิกเร็วเพราะหัวหน้ามีนัดหาหมอจึงต้องออกก่อนเวลานิดหน่อย แม้ว่าหัวหน้าจะปล่อยให้คนในทีมทำงานต่อไปได้ แต่ว่าไหนๆ ก็เป็นวันศุกร์ก็เลยบอกให้คนในทีมออกไปพร้อมกันได้



หัวหน้าไปหาหมอ แต่เธอกลับดีใจเนี่ยนะ เป็นลูกน้องที่ดีจริงๆ เลย 


บยอลอีกดปิดคอมพิวเตอร์ตรงหน้าตอน 5 โมงตรง เธอหยิบชุดออกกำลังกายไปเปลี่ยนที่ห้องน้ำโดยไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเหมือนกับทุกที แล้วจึงค่อยกลับมาเอากระเป๋าเพื่อออกจากบริษัทและนั่งรถไฟฟ้ากลับไปแถวบ้าน

เธอเดินตรงไปยังม้านั่งที่อยู่บริเวณลานว่างหน้าห้างเพื่อจับจองพื้นที่ ก่อนจะหยิบหูฟังไร้สายออกมาจากกระเป๋าเพื่อนั่งฟังเพลงพร้อมๆ กับเล่นเกมในโทรศัพท์ฆ่าเวลา



“ทำไมวันนี้มาเร็วกว่าปกติล่ะคะ”

เสียงพูดที่ดังมาจากข้างซ้ายทำให้เธอต้องเงยหน้าขึ้นมามอง ก่อนที่ปฏิกิริยาร่างกายของเธอจะเป็นไปอย่างอัตโนมัติ ปากของเธออ้าออก ตาเบิกกว้าง และมือก็ยกขึ้นมาปิดปากอย่างไม่รู้ตัว

บยอลอีรีบถอดหูฟังออกและลุกขึ้นยืนเพื่อสนทนากับคนที่เข้ามาทักเธอในทันที

“คะ...คุณจำฉันได้ด้วยเหรอคะ” เธอถามด้วยความประหลาดใจ

“ตกใจอะไรขนาดนั้นคะ” คนที่เป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาขำเบาๆ ให้กับความเก้ๆ กังๆ ก่อนจะตอบคำถาม “จำได้สิคะ คุณมาสายทุกวัน เวลาที่คุณวิ่งเข้ามามันเห็นจากบนเวทีชัดมากเลยล่ะค่ะ แถมคุณยังเด็กกว่าคนส่วนใหญ่ที่นี่ แล้วก็...ดูดี”

คำพูดอธิบายที่แอบแฝงไปด้วยคำชมทำให้หน้าของบยอลอีขึ้นสีและเธอก็ทำตัวไม่ถูก

“ฉันชื่อ คิม ยงซอน นะคะ แต่คนทั่วไปรู้จักฉันในชื่อโซลาร์มากกว่า”

“มุน บยอลอี ค่ะ”

“ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ”

“เช่นกันค่ะ”

“อ๋า จะ 6 โมงแล้ว งั้นฉันขอไปเตรียมตัวก่อนนะคะ เดี๋ยวค่อยคุยกันนะคะ”

พูดจบหญิงสาวก็กลับตัวเดินไปยังข้างเวทีของตัวเองบยอลอีอยู่คนเดียว

อีกฝ่ายเดินจากไปแค่ตัวแต่ไม่ได้เอาความรู้สึกที่มาโยนไว้กลับไปด้วย หัวใจของบยอลอีเต้นแรงตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้นขยับตัววอร์มอัพด้วยซ้ำ

ถึงจะชอบคนบนเวทีแค่ไหน แต่บยอลอีก็ไม่เคยคิดที่จะทำอะไรมากกว่าการมาดูอีกฝ่ายนำเต้นทุกวัน จนกระทั่งไม่กี่นาทีก่อนนี้

มันเป็น 1 ชั่วโมงที่บยอลอีเอาแต่คิดไม่หยุด คนที่ทำให้เธอมาเต้นแอโรบิคที่นี่จำเธอได้ คนที่อยู่บนเวทีเข้ามาทักเธอก่อน แถมหล่อนยังชม (?) ด้วย

เธอควรจะทำอะไรรึเปล่า? เธอควรจะทำอะไรใช่มั้ย? 


หลังจากกิจกรรมทั้งหมดจบลง เพลงประกอบถูกปิด บยอลอีรวบรวมความกล้าทั้งหมดและเดินตรงไปทางเวที

ยงซอนที่กำลังพูดคุยกับพนักงานหยุดการสนทนากับคนตรงหน้าลงทันทีที่หางตาเหลือบไปเห็นบยอลอีที่กำลังเดินมา คู่สนทนาของหล่อนเดินจากไป ส่วนตัวหล่อนเองก็หันไปคุยกับบยอลอีแทน



“เต้นเต็มชั่วโมงเป็นครั้งแรก ดูคุณบยอลอีจะเหนื่อยมากเลยนะคะ” ยงซอนเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนาก่อนอีกครั้งหนึ่ง

“เหนื่อยจริงๆ ค่ะ...แต่ว่าฉันเหนื่อยมาตั้งแต่ก่อนเริ่มแล้ว หัวใจเต้นแรงไม่หยุดเลยค่ะ” บยอลอีที่รวบรวมความกล้าตั้งใจเข้ามาพูดคุยด้วยก็ตอบกลับได้อย่างไหลลื่นกว่าก่อนหน้านี้

“งั้นคุณก็คงต้องหาเวลาฟิตร่างกายบ่อยๆ นะคะ”

“ฉันจะหาเวลาค่ะ ว่าแต่..ทำไมคุณยงซอนถึงได้มานำเต้นแอโรบิคที่นี่ได้ล่ะคะ ดูจากอายุคุณแล้วไม่น่าจะมานำอยู่แถวนี้ได้เลย” เธอถามไหนสิ่งที่สงสัย อายุของยงซอนดูไปแล้วก็คงจะเท่าๆ กับเธอ อย่างมากก็อาจจะแก่กว่าแค่ 2-3 ปี ดูไปแล้วก็ไม่น่าจะมาทำอะไรแบบนี้

“ก็จริงนะคะ พอดีน้องที่รู้จักชวนมา ฉันมาลองทำแล้วก็สนุกดี แต่ฉันก็ทำงานอย่างอื่นไปด้วยค่ะ” ยงซอนตอบคำถามด้วยความเต็มใจ

“อ๋อ ก็ว่าอยู่ว่าคุณไม่น่าจะแค่นำเต้นแอโรบิคหน้าห้างอย่างเดียว”

“แล้วคุณบยอลอีล่ะคะ ทำไมถึงได้มาเต้นแอโรบิคที่นี่ ดูจากทรงแล้วคุณก็น่าจะไปเล่นฟิตเนสได้ แถมจะได้ไม่ต้องมากังวลเรื่องมาสายด้วย” ยงซอนถามกลับ หล่อนเองก็สงสัยเหมือนกัน อีกฝ่ายที่ดูอายุพอๆ กันก็ดูไม่น่าจะชอบการมาเต้นออกกำลังกายหน้าห้างที่ส่วนมากมีแต่ผู้ใหญ่วัยกลางคนมาเต้นกัน

“ฉันมาที่นี่เพราะคุณไงคะ” บยอลอีกตอบออกไปตรงๆ

“ฉัน? ” คำตอบของบยอลอีทำให้หล่อนต้องถามกลับ

“ใช่ค่ะ”

คำตอบย้ำทำให้ยงซอนถึงกับอมยิ้ม เมื่อเห็นรีแอคชั่นของอีกฝ่าย บยอลอีก็ห้ามปากตัวเองไม่ได้อีกต่อไป

“ถ้าไม่รังเกียจไปทานข้าวด้วยกันมั้ยคะ? ” ในเมื่ออีกฝ่ายเหมือนจะเปิดทางแล้วก็คงไม่ต้องอมพะนำอีก

แต่แล้วประโยคถัดมาที่ยงซอนพูดก็ทำให้อารมณ์และสีหน้าของบยอลอีเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

“ขอโทษนะคะ…”

หญิงสาวเหลียวมองไปทางด้านซ้าย ที่ปลายสายตาของเธอมีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังยืนก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์อยู่













ยงซอนเดินกลับมาที่ข้างเวทีพร้อมกับรอยยิ้มที่ปิดไม่มิดจนคนที่ยืนรออยู่ก่อนอดทักไม่ได้ “พี่เป็นอะไร ทำไมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ขนาดนั้น”

“มีความสุข”

“มีความสุขอะไร เค้างงไปหมดแล้วนะ” คนเป็นน้องถึงกับหรี่ตาและยกมือขึ้นมาเกาหัวด้วยความสงสัย

“เห็นคนเมื่อกี้มั้ยฮเยจินอา” ยงซอนถาม

“อาฮะ เขาทำไมเหรอ”

“พี่จะไปกินข้าวกับเขาพรุ่งนี้ล่ะ” พอพูดจบหน้าของยงซอนก็เผยให้เห็นถึงออร่าแห่งความสุขในทันที ตั้งแต่เกิดมาหญิงสาวยังไม่เคยเห็นพี่ของตัวเองมีความสุขขนาดนี้มาก่อน

“เดี๋ยวนะ...เขาใช่คนที่พี่เล่าให้ฟังรึเปล่า? ผู้หญิงที่ดูดีๆ แต่ว่ามาสายทุกครั้งน่ะ”

“อืม คนนั้นแหละ”

“เนี่ย เห็นมั้ยเค้าบอกแล้วว่าให้ลองเข้าไปทักดู เขาก็น่าจะชอบพี่อยู่แล้วถึงได้กลับมาคุยด้วย”

“อันที่จริงฉันไม่น่านัดแกวันนี้เลย ไม่งั้นฉันก็ได้ไปกินข้าวกับเขาแล้ว”

“แล้วพี่ไม่เทเค้าไปล่ะ เค้าเข้าใจนะ…”

“เพิ่งมาบอกอะไรป่านนี้ ช้าไปแล้วย่ะ”

“ก็ไม่รู้นี่นาว่าคุยกันเรื่องนั้น... แต่ว่าไปกินพรุ่งนี้นะดีแล้ว พี่จะได้มีเวลากับเขาทั้งวันนะ”















“ขอโทษนะคะ…”

สายตาและคำขอโทษของคนตรงหน้าทำให้หัวใจของบยอลอีหล่นวูบไปทันที อยู่ดีๆ จากหัวใจที่พองโตก็เหี่ยวลง เธอทำอะไรไม่ถูกเลย ยืนอยู่ต่อหน้าคนที่กำลังปฏิเสธ จะก้าวต่อก็ไม่ได้ จะก้าวถอยก็ไม่ได้ เธอก้มหน้าลงเพื่อหลบเลี่ยงสายตา ไม่อยากเห็น ไม่อยากรับรู้

ทั้งที่ก่อนหน้านี้บยอลอีไม่ได้คิดที่จะทำอะไรแบบนี้เลยด้วยซ้ำ เธอก็แค่อยากมาออกกำลังกายและมองดูคนบนเวทีที่เหมือนเป็นคาเฟอีนทำให้ร่างกายตื่นตัว แต่เพราะอีกฝ่ายดันเข้ามาทักก่อนก็เลยเผลอคิดไปเองว่ามันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้น

เธอทำอะไรลงไป?

แต่แล้วหญิงสาวตรงหน้าเธอก็พูดต่อ “พอดีวันนี้ฉันนัดน้องสาวเอาไว้แล้ว แต่ว่าพรุ่งนี้ฉันสะดวกนะคะ”

บยอลอีเงยหน้ากลับขึ้นมาสบตากับยงซอนทันที เธอพยายามอย่างเต็มที่ที่จะไม่แสดงรอยยิ้ม แต่มันก็เกินความสามารถจนทำให้หน้าของเธอดูประหลาดไปหมด ยงซอนที่มองอยู่เห็นแล้วก็ได้แต่ขำ

“พรุ่งนี้ก็ได้ค่ะ วันไหนก็ได้ที่คุณยงซอนสะดวก”

“งั้นพรุ่งนี้เจอกันที่นี่นะคะ คุณบยอลอี”
 








เธอถึงได้เลือกมาเต้นแอโรบิคแทนที่จะไปฟิตเนสนี่ไง

#ฉบับรีไรท์แล้วค่ะ

20/02/2563


พูดคุย: 

ถึงจะลงวันที่ 20/02/2563 แต่ตอนที่ลงก็เข้าสู่วันที่ 21/02/2563 แล้วฉะนั้น...

ถือเป็นฟิคฉลองวันเกิดคุณลีดเดอร์เขาล่ะค่ะ มาแบบน่ารักพอกรุบกริบ 

เราเองก็เขียน WheeSun มา 2 เรื่องแล้ว HwaSun ก็เคยเขียน เลยมาถึงคิวของ MoonSun บ้างค่ะ

หวังว่าจะได้รับความสุขกันไปนะคะ

Happy Solar Day

ขอบคุณที่เปิดผ่านเข้ามาค่ะ

SHARE

Comments