Bong Joon-ho: วิธีคิดและมุมมองในฐานะนักเขียนบทภาพยนตร์ (1/2)
ก่อนที่เขาจะเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ Bong Joon-ho เป็นนักเขียนบทภาพยนตร์มาก่อน และก่อนที่เขาจะสนใจการทำหนัง เขาเริ่มต้นจากการวาดการ์ตูน

มาเรียนรู้วิธีคิดและมุมมองการทำงานของผู้กำกับ Bong Joon-ho ในฐานะนักเขียนบทภาพยนตร์กันค่ะ
 
(เนื้อหาด้านล่างมาจากเลคเชอร์ของทาง BAFTA ที่ผู้กำกับบองจุนโฮไปบรรยายวิธีการเขียนบทภาพยนตร์ในวันที่ 12 ธันวาคม 2019 ณ Curzon Mayfair ลอนดอน ประเทศอังกฤษ)

#01 ศึกษาผลงานของศิลปินที่เราชื่นชอบอย่างลึกซึ้งว่าเขาทำอย่างไร

ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ผมได้กำกับภาพยนตร์เจ็ดเรื่องซึ่งก็เป็นคนเขียนบทให้กับตัวเองทั้งหมด ดังนั้น ก่อนที่ผมจะเป็นผู้กำกับ ผมคือนักเขียนบทภาพยนตร์ และผมภูมิใจในเรื่องนี้มาก

ก่อนที่เราจะเดินทางมาถึงที่นี่ รถติดมากๆ ก็อย่างที่คุณรู้ว่าลอนดอนเป็นเมืองรถติด แต่เมืองนี้ก็ได้มอบแรงบันดาลใจชั้นเยี่ยมให้ผมตลอด ส่งพลังดีๆ มากมายให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

เมื่อวานผมไปเจอเพื่อนและเราก็เดินผ่านโคเวนการ์เด้นท์ ทุกครั้งที่เดินผ่านโคเวนการ์เด้นท์ ผมจะคิดถึงฮิตช์ค็อก

หนึ่งในฉากที่ผมชอบที่สุดในหนังของอัลเฟรด ฮิตช์ค็อก อยู่ในผลงานยุคหลังของเขา ผลงานปี 1972 เรื่อง Frenzy คุณจำฉากนั้นได้ใช่ไหม? ซีเควนซ์ที่โด่งดังมากๆ ตรงฆาตกรรมครั้งที่สอง คนฆ่ากันในห้อง แล้วกล้องก็ค่อยๆ ถอยออกไปช้าๆ เครนเลื่อนออกมาข้างนอกตรงถนน เห็นเป็นเวลากลางวันแสกๆ นี่เป็นหนึ่งในซีเควนซ์ฆาตกรรมที่สวยที่สุดของวงการภาพยนตร์

นี่เป็นซีนโปรดของผม ฮิตช์ค็อกเคยบอกว่า ฉากฆาตกรรมตรงตรอกข้างถนนมีฝนโปรยปราย น่าสนใจสู้ฉากฆาตกรรมที่เกิดขึ้นภายในอาคารเวลากลางวันแสกๆ ไม่ได้ และนี่ก็เป็นเหมือนคติประจำใจที่ผมยึดถือมาตลอดอาชีพการงาน ไม่ว่าจะเป็นตอนเขียนบทหรือถ่ายหนัง คำพูดนี้จะดังก้องในหัวผมตลอด คุณจะเข้าใจผมมากขึ้นถ้าลองนึกถึงฉากเปิดของหนังเรื่อง Memories of Murder หรือฉากไคลแมกซ์ของ PARASITE

#02 เวลาเจอปัญหาในการเล่าเรื่อง ให้ศึกษาจากงานของนักเขียนที่เผชิญปัญหาแบบเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นสื่อชนิดเดียวกัน

ตอนเขียนบทเรื่อง Memories of Murder ซึ่งอ้างอิงจากคดีฆาตกรรมต่อเนื่องในเกาหลีช่วงเผด็จการทหารยุค 80 ตอนที่ผมเขียนเรื่องนี้มันหินมาก ไม่ง่ายเลยที่จะเขียนเรื่องที่อิงจากคดีที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้น ตอนเขียนมันก็จะติดๆ ขัดๆ ตอนนั้นเอง ผมได้รับเชิญให้มาร่วมเทศกาลภาพยนตร์ลอนดอน และก็ได้มีโอกาสไปเดินแถว Whitechapel เพื่อนชาวอังกฤษก็ให้การ์ตูนมาเรื่องหนึ่งเป็นของขวัญ เรื่อง From Hell ของ Alan Moore การ์ตูนเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องแจ็ค เดอะริปเปอร์ กับสารพัดคดีที่ยังปิดคดีไม่ได้ แต่มันยังฉายภาพของยุคสมัย มันมีภาพของสิ่งที่อยู่แวดล้อมตรงจุดเกิดเหตุฆาตกรรม การ์ตูนเรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจที่ดีมากๆ พอเทศกาลภาพยนตร์ผ่านไป ผมก็กลับเกาหลีไปมีสมาธิตั้งใจเขียนบทได้เต็มที่

#03 เขียนทุกวัน ไม่ว่าตารางงานจะยุ่งขนาดไหน

อย่างทุกวันนี้ ผมก็เตรียมตัวสำหรับบทภาพยนตร์เรื่องถัดไปอยู่นะครับ ถึงตารางเดินสายเข้าร่วมงานประกาศรางวัลจะแน่นขนาดไหน ผมก็ยังพยายามหาเวลา อาจจะเป็นตอนนั่งเครื่องหรือตอนเข้าโรงแรมที่พักแล้ว ก็จะนั่งเขียนงานชิ้นต่อไป

ก็คือว่า หลังจากที่เราพูดคุยสนุกสนานในงานวันนี้จบแล้ว ผมก็ก็ตั้งใจจะกลับเกาหลี หายจากอาการตันเขียนไม่ออกเสียที กลับมาสัมผัสอิสรภาพของการได้เขียนอีกครั้ง ผมหวังว่าลอนดอนจะเป็นเมืองที่แก้อาการตันเขียนไม่ออกของผมได้ตลอดไป เพราะมาทีไรก็หายได้ตลอด ขอบคุณนะครับ

#04 รู้ว่ากิจวัตรและบรรยากาศแบบไหนเอื้อต่อการทำงานของตัวเอง

ผมเข้านอนแต่หัวค่ำและตื่นแต่เช้า ตื่นนอนประมาณตี 5 ครึ่ง แล้วก็เริ่มเปิดตู้เย็นหาของกิน

ในย่านที่ผมอยู่ มีร้านคาเฟ่ดีๆ อยู่หลายแห่ง ผมก็มักจะไปนั่งเขียนบทหนังในร้านคาเฟ่พวกนี้ ไม่ก็ไปร้านกาแฟแถวบ้าน ถ้าผมไปร้านกาแฟพวกนี้ตอนเช้าๆ มันจะเงียบมาก ก็เลยมักจะไปทำงานที่นั่น


#05 ฝึกฝนแต่เด็ก รู้จักตัวเองให้ไว สงสัยให้มาก ตามหาคำตอบ แล้วลงมือทำ

ผมเริ่มต้นจากการวาดการ์ตูนตั้งแต่ตอน 5-6 ขวบ ก็จะตีช่องแล้วก็วาดรูปลงไป แน่นอนว่ามันก็ต้องเขียนบทพูดใส่ลงไปด้วย

ทีนี้ มันก็จะมีหนังที่ผมได้ดูตอนเด็กๆ ซึ่งทำผมช็อคมาก เพราะเรื่องราวในหนังมันมากระทบกระเทือนจิตใจ ขอพูดเรียงไปตามปีที่ตัวเองได้ดูหนังพวกนี้แล้วกันนะครับ

ตอนที่ได้ดูเรื่อง Psycho ของอัลเฟรด ฮิตช์ค็อก ครั้งแรก เป็นตอนที่เค้าเอาหนังมาฉายทางทีวี ตอนนั้นผมอายุ 8 ขวบ แล้วผมก็ได้ดู The Wages of Fear ของ เฮนรี จอร์จ คลูโซ ตอนอายุ 9 ขวบ และผมก็จำได้ว่าหลอนมากกกก... และก็ได้ดู Marathon Man ของผู้กำกับจอห์น ชเลซิงเกอร์ เขียนบทโดย วิลเลียม โกลด์แมน ได้ดูเรื่องนี้ตอน 11 ขวบและจำได้เลยว่ามืองี้เหงื่อแตกพลั่ก

สรุปคือ สมัยผมเป็นเด็กประถม จิตใจต้องเผชิญความสาหัสสากรรจ์ เพราะหนังแต่ละเรื่องเนียะ มันน่ากลัวสุดๆ ไปเลย

ที่จริงก็เป็นไปเองล่ะนะครับ คือผมสงสัยว่าใครกันนะที่ทำงานอยู่เบื้องหลังกล้องพวกนี้ จะผู้กำกับก็ดี คนเขียนบทก็ดี คือผมอยากรู้ไปหมดเลย ก็เลยเริ่มขุดค้นข้อมูลเรียนรู้ศิลปะแขนงนี้

#06 มองการเขียนเป็นงาน

(สมัยที่ผู้กำกับบองจุนโฮเรียนยังเป็นนักศึกษา ได้ทำหนังสั้นอยู่จำนวนหนึ่ง พอเรียนจบก็ได้ทำเรื่อง Motel Cactus ในปี 1997 ซึ่งเขารับหน้าที่เขียนบท ไม่ได้เป็นคนกำกับ หลังจากนั้นก็เขียนบทให้กับภาพยนตร์เรื่อง Phantom: The Submarine)

ผมชอบเขียนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ก็มันเป็นงานผมนี่

เรื่อง Phantom: The Submarine เป็นหนังเรือดำน้ำที่ประหลาดทีเดียว ผมเขียนเรื่องนั้นเพื่อยังชีพล่ะนะ ที่เขียนไปก็เพื่อหาเลี้ยงครอบครัวเป็นหลักเลย ผมมีลูกชาย และเค้าก็ยังเล็กมาก คือแค่เขียนบทให้หนังเรื่องนั้นก็มีเงินพอซื้อนมได้ร้อยขวดแล้ว


#07 เมื่อยังด้อยประสบการณ์ ให้เรียนรู้งานและเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากผู้รู้ก่อน

เรื่อง Phantom: The Submarine ก็ไม่ได้เป็นหนังแย่อะไรหรอก แต่มันออกจะเพ้อมากอยู่ และก็เป็นหนังแบบลูกผู้ชายตัวจริงอะไรแบบนั้น แต่มันก็เป็นประสบการณ์ที่ดีมากนะ เพราะการได้ไปอยู่ตรงนั้นมันทำให้ผมได้ฝึกฝนความสามารถของตัวเอง ได้เห็นโครงสร้างทั้งหมดในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องยาว


#08 รู้ตัวว่าเมื่อไรควรหยุด

ผมไม่ได้ใส่ความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้ใส่มุมมองของตัวเองลงไปในงานชิ้นนั้น[เรื่อง Phantom: The Submarine] เพราะเค้าวางตัวผู้กำกับกับโปรดิวเซอร์ให้เป็นคนดูแลส่วนนั้นไว้แล้ว ดังนั้นตอนเขียน ผมก็จะเว้นระยะห่างระหว่างตัวเองกับบทเอาไว้ ตอนเขียนๆ ไปก็จะรู้สึกว่า “ฉากนี้ตลกอ่ะ อยากเห็นจังว่าเค้าจะถ่ายออกมายังไง” แบบ... ซีเควนซ์นี้มันเพ้อมากอ่ะ

แต่ผมก็รู้ว่าถ้าให้ผมทำงานแบบนั้นต่อไป ผมได้โรคจิตถามหาเข้าสักวันแน่ ถึงงานนั้นจะจำเป็นต่อการหาเลี้ยงครอบครัวก็ตาม แต่เพื่อสุขภาพแล้วผมก็ต้องหยุด


#09 ไม่แยกคาแรคเตอร์ออกจากพล็อตหรือสถานการณ์

เวลาเขียน ผมจะไม่ได้แยกคาแรคเตอร์ออกจากพล็อตหรือเหตุการณ์แล้วไปเขียนประวัติตัวละครแต่ละตัวเตรียมไว้เป็นปึกๆ นะครับ ส่วนใหญ่ผมจะพุ่งเข้าสู่สถานการณ์ให้ไว ผมจะคิดภาพเหตุการณ์ตรงหน้าและก็สถานการณ์ต่างๆ ในเรื่อง จากนั้นก็จะคิดต่อว่า อืม... เจ้าตัวละครตัวนี้มันเป็นใครกันล่ะเนียะ...

ก็คือว่าผมจะโฟกัสไปที่การกระทำว่าใครจะทำอะไรบ้างภายในเรื่อง คือ... ก็ไม่ได้จะบอกว่านี่เป็นวิธีการเขียนที่ดีที่สุด ผมแค่เชื่อว่าการกระทำเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของตัวละคร และผมก็ไม่ค่อยเชื่อหรอกว่าการกระทำแต่ละอย่างจะต้องสอดคล้องกันเสมอไป จริงอยู่ว่าถ้าผมเกิดยึดติดกับวิธีคิดแบบนี้มากเกินไป ก็เสี่ยงที่ตัวละครจะออกมาดูไม่คงเส้นคงวา แต่ผมก็ไม่กลัวอะไรพวกนั้นหรอกเวลาเขียน

สำหรับบทตัวรอง ก็ถ้าไม่ได้เป็นหนังแบบ Castaway ที่จับทอม แฮงค์ไปปล่อยเกาะไว้คนเดียว ผมคิดว่าตัวละครทุกตัวมันก็จะถูกขึ้นรูปขึ้นมาผ่านปฏิสัมพันธ์ที่แต่ละตัวละครมีต่อกัน

อย่าง PARASITE เพราะเรื่องทั้งหมดมันถูกร้อยเรียงขึ้นมาผ่านครอบครัวหนึ่ง ถ้าคุณดูการกระทำของสมาชิกในครอบครัวแต่ละคน เค้าก็มีวิธีที่ปฏิบัติต่อคนอื่นแตกต่างกัน วิธีที่แต่ละคนพูดกับอีกคนก็ต่างกัน เราจะเข้าใจนิสัยของตัวละครแต่ละตัวได้ง่ายมาก

อย่างตอนเปิดเรื่องที่มีคนมายืนฉี่ตรงถนนหน้าบ้าน สมาชิกสี่คนของบ้านก็มีมุมมองต่อขี้เมาคนนี้ไปกันคนละอย่าง ดังนั้น ตัวละครพวกนี้ก็จะถูกหล่อหลอมขึ้นมาผ่านมุมมองที่มีต่อตัวละครอื่นๆ ที่อยู่แวดล้อม ฉากเปิดเรื่องสั้นๆ ตรงนั้นผมพยายามจะใช้เวลาสั้นๆ แค่ไม่กี่นาทีเพื่อแสดงอุปนิสัยที่ต่างกันของคนในบ้านนี้ แสดงให้คนเข้าใจสถานการณ์ที่ครอบครัวนี้กำลังเผชิญอยู่ เพราะหลังจากซีนนี้ไป มันจะมีเหตุการณ์ตามมาอีกเป็นพรวน (คือถัดจากฉากนี้ก็จะเป็นฉากที่เพื่อนเอาหินมาให้)

#10 Contrast โดยการเล่าด้วยภาพ(mise-en-scene) ไม่ต้องให้ตัวละครพูดออกมา

ในฉากเปิดของเรื่อง PARASITE เราจะเห็นรูปสมัยยังสาวของคุณแม่เป็นนักกีฬา มีเหรียญรางวัลใส่อยู่ในกรอบ คุณเห็นรูปกับเหรียญก็จะรู้ว่าเธอเคยเป็นนักกีฬา สมัยนั้นเธอมีกล้ามเนื้อ มีรูปร่างแบบนักกีฬา แล้วเราก็ตัดภาพมาให้เห็นเธอในสภาพปัจจุบันที่เธออยู่ในบ้านซอมซ่อจะพังแล่มิพังแล่ ผมคิดว่าการเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างตรงนี้น่าสนใจและก็ช่วยเล่าเรื่องด้วย

เนื่องจากผมเล่ามากไปกว่านี้ไม่ได้เผื่อยังมีคนไม่ได้ชมภาพยนตร์ แต่ในช่วงครึ่งหลังของเรื่องก็คือว่า ถึง PARASITE จะไม่ใช่หนังแอ็คชั่นก็ตามที ความแข็งแกร่งทางร่างกายของคุณแม่นี้จะมีบทบาทสำคัญ ก็เลยต้องปูพื้นกันมาให้เรียบร้อยตั้งแต่ต้น

อีกจุดที่สำคัญคือการปูพื้นความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับสามี(ตัวพ่อ) เขาไม่มีงานทำ เป็นตัวละครน่าสงสาร ภาพลักษณ์ภายนอกก็คือโดนเมียข่ม คือดูแล้วรู้ว่าสามีกลัวพลังของภรรยา ดังนั้น รูปสมัยเธอยังสาวกับเหรียญรางวัลมีไว้เพื่อบอกคร่าวๆ ว่า ผู้หญิงคนนี้มีพลังเยอะขนาดไหน

และการที่เหรียญรางวัลมันถูกใส่กรอบตั้งโชว์ไว้ ผมว่ามันก็บอกอะไรได้เยอะนะ เพราะว่า... แสดงว่ามันเคยมีช่วงเวลาที่ทุกอย่างรุ่งโรจน์สำหรับเธอ ช่วงเวลาที่เธอคว้าชัยชนะเหล่านี้มา แต่ทุกอย่างถูกใส่กรอบไว้เก็บกักอดีต สภาพเธอในปัจจุบัน คือเธอตกระกำลำบาก และผมคิดว่าเจ้าเหรียญรางวัลในกรอบตั้งโชว์ตรงฉากเปิดเรื่องนั้นมันถ่ายทอดความรู้สึกพวกนี้ออกมา

#11 หาไอเดียจากชีวิตประจำวัน

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอธิบายวิธีการทำงานภาพยนตร์ของหนังเจ็ดเรื่องที่ผ่านมาของตัวเองยังไงดี แต่มันมีแน่นอนล่ะครับเจ้าช่วงเวลาที่เป็นตัวจุดประกายกระตุ้นให้ได้เรื่องออกมาเป็นเรื่องเป็นราว

อย่างภาพยนตร์เรื่อง Barking Dogs Never Bite มันมีตอนที่ผมยังอยู่ชั้นประถม ผมขึ้นไปบนดาดฟ้าของคอนโดหรูมากแห่งหนึ่ง แล้วก็ไปเจอซากหมาตายอยู่บนนั้น ซากมันเหมือนโดนเผามาด้วย การที่ได้ไปเห็นอะไรน่าสยองแบบนั้นนี่มันหลอนนะ และตอนนั้นผมจำได้เลยว่าตัวเองสงสัยมากว่าคนแบบไหนกันที่ทำเรื่องแบบนี้ แล้วผมก็เริ่มสร้างเรื่องในหัวว่าใครเป็นคนทำ

ทีนี้ พอตอนที่ผมทำงานแล้วต้องเขียนบทภาพยนตร์ของตัวเอง ก็พยายามเรียกความทรงจำพวกนี้กลับมาสร้างเป็นเรื่องราว

คอนโดที่ใช้ถ่ายทำหนังเรื่องนั้นที่จริงก็คือคอนโดที่ผมอยู่กับภรรยาตอนสมัยแต่งงานใหม่ๆ ดังนั้น ในหนัง มันก็จะมีรายละเอียดหลายอย่างที่ดึงมาจากชีวิตประจำวันของผมเอง ก็จับมันรีไซเคิลใหม่ใส่ลงไปในฉาก

อีกอย่างก็คือ ตอนนั้น น้องชายผมเพิ่มจบปริญญาเอก กำลังง่วนอยู่กับการหางานสมัครเป็นอาจารย์มหาลัยอยู่ ก็เหมือนกับที่พระเอกเรื่องนั้นเจอเลย พอเราลองเอาองค์ประกอบ 3 อย่างที่ผมว่ามามารวมเข้าไว้ด้วยกัน ก็เปิดเรื่องได้แล้ว

อย่างเรื่อง PARASITE เด็กมหาลัยก็ต้องไปรับจ้างสอนพิเศษเป็นปกติอยู่แล้ว ตอนผมเป็นนักศึกษา ผมก็เคยติวให้เด็กที่บ้านรวยมาก ผมสอนเด็กชั้นม.ต้น มีอยู่วันหนึ่ง เขาก็พาผมขึ้นไปที่ห้องอบไอน้ำบนชั้นสองของบ้าน ซึ่งมันเป็นพื้นที่พักอาศัยน่ะ มันก็เลยช่วยไม่ได้ที่ผมดันไปเห็นพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่นเข้า มันเหมือนเราไปแอบดูชีวิตส่วนตัวของคนแปลกหน้าที่ไม่ได้รู้จักอะไรกันเลย คือมันเป็นความรู้สึกผิดแต่มันก็ตื่นเต้นดีอ่ะนะ ผมรู้ว่ามันไม่ควรหรอก แต่ก็อดที่จะสงสัยต่อไปไม่ได้ ไอ้เจ้าความทรงจำประเภทนี้มันจะชัดเจนมาก ซึ่งมันใกล้เคียงกับช่วงเริ่มเรื่อง PARASITE เลย

คนที่แนะนำผมให้ไปสอนพิเศษบ้านนี้ก็คือแฟนของผมในตอนนั้น แฟนผมเค้าสอนภาษาเกาหลีให้เด็กม.ต้นคนนั้นอยู่แล้ว และบ้านนี้กำลังมองหาครูสอนเลขเพิ่ม เธอก็เลยพาผมเข้าไปในฐานะพี่ติววิชาเลข และนั่นก็คือวิธีว่าผมไปได้งานในบ้านหลังนั้นได้ยังไง

แฟนผมในวันนั้นก็คือภรรยาผมในวันนี้ ดังนั้น... มันก็ค่อนข้างที่จะคล้ายกันกับต้นเรื่อง PARASITE แต่มันจบแค่นั้นนะครับ ไม่ใช่ว่าผมแทรกซึมเข้าไปในบ้านนั้นแล้วไปพาคนอีก 5 คนเข้ามาอยู่ด้วย แต่ก็ด้วยความทรงจำพวกนี้ล่ะครับที่มีประโยชน์มากๆ เวลาเขียนบทภาพยนตร์

#12 เวลาเขียน ให้คิดเป็นภาพทีละช็อตว่าต้องถ่ายยังไง

ในภาพยนตร์เรื่อง The Host(2006) เด็กผู้หญิงดูถ่ายทอดสดยิงธนู ผลการแข่งขันไม่เป็นดังใจ เธอจึงเดินออกมาจากห้องที่เหมือนโกดังเก็บของ เห็นมีกระป๋องตกอยู่ เธอก็เลยเตะมันกระดอนออกไป กระป๋องปริแตก แล้วก็มีเบียร์พุ่งออกมาเป็นสาย เราจะได้ยินเสียงของเหลวฉีดพุ่งออกมา เสียงจะเบาลงเรื่อยๆ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงตะโกนโหวกเหวกของฝูงชนที่ค่อยๆ ดังขึ้นจนดังที่สุด

รายละเอียดทั้งหมดที่ว่ามาถูกเขียนไว้อยู่แล้วในบทภาพยนตร์ อธิบายเอาไว้เลยทั้งหมดตั้งแต่ตอนเขียนแล้ว

ผมคิดว่าก็น่าจะคล้ายๆ กันกับผู้กำกับทุกท่านที่เขียนบทเองนะครับ ก็คือว่า ในระหว่างที่คุณเขียนบทไว้ คุณจะคิดเรื่องเสียงไปด้วย คุณจะคิดว่าตอนถ่ายจะถ่ายยังไง คิดแบบนั้นไว้เลยตั้งแต่ตอนเขียนบท

ในฉากนั้นก็คือ เราอยากจะContrast เปรียบเทียบความแตกต่างของความเสียหายเล็กๆ กับหายนะใหญ่ๆ

คือครอบครัวในเรื่องนี้เป็นเจ้าของซุ้มขายของเล็กๆ ริมน้ำ เด็กผู้หญิงรู้สึกหงุดหงิดก็เลยเตะกระป๋องเบียร์ออกไป ดังนั้น ครอบครัวนี้ก็จะเอาเบียร์กระป๋องนั้นไปขายลูกค้าไม่ได้อีก ก็คือว่านี่เป็นความเสียหายเล็กๆ

และในวินาทีถัดมา หายนะของจริงก็เปิดเผย(สัตว์ประหลาดบุก) เราก็จะเห็นการ Contrast แบบนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง

#13 ท้าทายกฎของ Genre

ปกติในหนังสัตว์ประหลาด สัตว์ประหลาดถ้าไม่ฆ่าคนก็ต้องกินคน แต่ตรงฉากถัดจากเด็กผู้หญิงเตะกระป๋องเบียร์ คุณจะเห็นสัตว์ประหลาดตวัดหางมาพันตัวเด็กหญิงแล้วลากเธอบินไปด้วย ตรงจุดนี้เองที่ทำให้พล็อตของเรื่อง The Host ต่างไปจากหนังสัตว์ประหลาดตามปกติ

The Host อาจจะมีหน้าตาดูเหมือนหนังสัตว์ประหลาดก็จริง แต่ความจริงแล้วมันเป็นหนังลักพาตัว โดยที่คนร้ายลักพาตัวคือสัตว์ประหลาด พล็อตทั้งหมดก็เลยเป็นเรื่องพ่อที่พยายามจะช่วยลูกสาวตัวเอง

ถัดจากฉากนี้มาอีก 10 นาที คนพ่อจะได้รับโทรศัพท์จากลูกสาวที่เขานึกว่าเธอคงโดนสัตว์ประหลาดฆ่าตายไปแล้ว พอรู้ว่าลูกยังไม่ตาย พล็อตถึงจะเริ่มเดินจริงๆ

หนัง Genre มันก็จะมีกฎ มีธรรมเนียมปฏิบัติอยู่ การหยิบเอาองค์ประกอบของ Genre มาใช้ ผมว่ามันก็ทำให้เราเข้าใจโลก เข้าถึงแก่นของความหมายของการเป็นมนุษย์ได้ง่ายขึ้น ผมคิดว่านั่นคือเหตุผลว่าทำไมหนังไซไฟถึงดึงดูดใจผู้คนได้มากมายนัก

ในหนังเรื่อง Snowpiercer ผมพยายามจะเคารพกฎเกณฑ์ของหนังไซไฟ ส่วน The Host กับ Memories of Murder นี่ผมอยากจะลองประชดธรรมเนียมหนัง Genre ดู ก็เลยเอาธรรมเนียมหนัง Genre ของฝรั่งมาวางไว้ในบริบทแบบเกาหลี ผมอยากลองฉีกกฎดู แล้วก็สนุกสนานกับการทำลายขนบพวกนี้

ธรรมเนียมหนัง Genre แบบที่พวกเรารู้จักกันเพิ่งจะถูกกำหนดขึ้นในอเมริกาช่วงกลางศตวรรษที่ 20 นี้เอง แต่พอพาธรรมเนียมอย่างฝรั่งไปวางไว้ในบริบทของเกาหลีจริงๆ แบบที่ผมเกิดและเติบโตขึ้นมาเนียะ เจ้าธรรมเนียมพวกนี้มันก็เพี้ยนแล้ว

ทันทีที่ผมเริ่มฉีกกฎ บริบทต่างๆ ก็จะทยอยปริแตก และตรงรอยปริแตกนี้เองที่ผมใส่บริบทความเป็นเกาหลีจริงๆ ลงไป แล้วมันก็จะค่อยๆ ซึมออกมา นี่ล่ะเหตุผลว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงได้มีส่วนผสมตลกแบบเจ็บๆ แปลกๆ

ส่วน Memories of Murder ต้นเรื่อง คุณจะเจอสายสืบ คุณจะเห็นตัวละครสายสืบบนรถแทร็คเตอร์ ไม่มีหรอกนะฉากตำรวจวางกองกำลังเป็นแนว ฉากฆ่ากันเรื่องนี้ก็เละเทะมาก คือ... พอถึงจุดหนึ่งมันก็จะต่างไปคนละแบบเลย มันไม่เหมือนงานระทึกขวัญของฮอลลีวู้ดที่ปกติคนได้เห็นกัน

อีกอย่างหนึ่งของ The Host ก็คือว่า มันเป็นหนังสัตว์ประหลาด อยู่ใน Genre สัตว์ประหลาด แต่ตัวเอก และบรรดาตัวละครหลักทั้งหมดมาจากครอบครัวที่ผิดเพี้ยน เป็น loser กันหมด ไม่ได้เห็นในหนังเรื่องนี้หรอกนะพวกแม่ทัพ นักวิทยาศาสตร์ หรือฮีโร่เจ๋งๆ มีแต่ครอบครัวน่าสงสาร ครอบครัวที่ดิ้นรนพยายามจะช่วยชีวิตลูกสาวเอาไว้ให้ได้

และจริงๆ แล้ว คุณก็รู้ใช่ไหมว่าเจ้าหนังสัตว์ประหลาดเนียะ Genre สัตว์ประหลาดน่ะ ถ้าให้พูดตามจริงก็คือ คนดูต้องรอเกือบหนึ่งชั่วโมงกว่าจะได้เห็นหางของสัตว์ประหลาดโผล่มา หรืออาจจะเห็นเท้าสักข้าง ผมล่ะเกลียดจริงๆ ไอ้เจ้าธรรมเนียมแบบเนียะ ผมก็เลยเอาสัตว์ประหลาดมาให้เห็นทั้งตัวไปเลยกลางวันแสกๆ นี่ล่ะตั้งแต่ต้นเรื่อง หนังเล่นไปแล้ว 13 นาทีและคนดูก็เห็นสัตว์ประหลาดจะๆ ไปแล้วทั้งตัว เห็นกันในที่โล่งกว้างกลางวันแสกๆ นี่ล่ะ ผมนี่เป็นพวกไม่พอใจก็จะดิ้นเอาให้ถึงที่สุดล่ะนะ ผมอยากจะทำลายเจ้าธรรมเนียะหนัง Genre จริงๆ

เหตุผลหนึ่งก็คือว่า ผมยังมีเรื่องอยากเล่าอีกตั้งเยอะนอกจากแค่เรื่องสัตว์ประหลาด พอคุณเห็นสัตว์ประหลาดไปแล้ว ยังมีอะไรที่ต้องเล่าอีกเยอะมาก เรื่องราวในสังคม เรื่องของระบบที่เรามีอยู่ว่ามันไม่สามารถปกป้องคุ้มครองครอบครัวได้เลย ไหนจะตลกเสียดสีการเมืองสหรัฐฯ อีก ผมยังมีเรื่องที่ต้องเล่าอีกเยอะมากหลังจากให้คนดูเห็นสัตว์ประหลาด นี่ก็เลยเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมต้องรีบเปิดตัวสัตว์ประหลาดไปเลยตั้งแต่ต้นเรื่อง

#14 การแสดงออกว่าครอบครัวรักใคร่กลมเกลียว ไม่ได้มีแค่วิธีเดียวแบบหนังดิสนีย์

ในภาพยนตร์เรื่อง The Host กับ PARASITE คุณจะเห็นว่าคนในครอบครัวเค้าชอบหาเรื่องกันไปมา บ่นกันไปกันมาแต่ก็สนิทกันดี พวกเขากินข้าวด้วยกันเสมอ แล้วก็ไปทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยกัน

คำว่า “ครอบครัว” ในภาษาเกาหลีมาจากตัวภาษาจีนสองตัวที่แปลว่า กินข้าว กับคำว่า ปาก 

ดังนั้น ผมก็เลยคิดว่า “ครอบครัว” ในเรื่องที่ผมเล่าควรจะสื่อถึงสองสิ่งนี้

คนในครอบครัวในเรื่องสนิทกันดีได้โดยที่ไม่ต้องเป็นเหมือนเวลาดูหนังดิสนีย์ที่ตัวละครร้องไห้แล้วก็บอกรักกันไปมา

#15 โรคกลัวที่แคบกับองค์ประกอบศิลป์

บันได รถไฟฟ้า ห้องใต้ดิน อุโมงค์ ทางเดินที่นำลงสู่ห้องใต้ดิน ...ผมคิดว่าตัวเองชอบความรู้สึกแบบกลัวที่แคบนะ ผมคิดว่าที่แคบๆ หายใจไม่ออกนี่ล่ะที่เป็นองค์ประกอบชี้เป็นชี้ตายของการจัดวางองค์ประกอบศิลป์ ผมก็ไม่รู้จริงๆว่า ตัวเองติดใจอะไรมากมายกับห้องใต้ดิน แต่ในหนังผมมีห้องใต้ดินตลอด ในเรื่อง Psycho ก็มีห้องใต้ดินเป็นส่วนสำคัญเหมือนกัน

#16 ใช้มุมกล้องซ่อนความลับ

มีใครยังไม่ได้ดูเรื่อง Psycho ไหมครับ? งั้นผมสปอยด์นะ คิดว่าน่าจะพูดได้

ก็คือว่า ที่เห็นว่าเค้าอุ้มศพแม่เดินลงบันไดไปน่ะครับ ความลับทั้งหมดจะไปเผยในห้องใต้ดิน

คิดแล้วก็แปลกนะว่าเมื่อ 40 ปีก่อน ตอนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกโดยไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรต่อข้างหน้า เจ้าช่วงเวลาแบบนี้ล่ะที่เรียกคืนกลับมาไม่ได้

ตรงที่ Martin Balson เดินขึ้นบันไดไปแล้วกล้องก็ขยับแบบประหลาดมากๆ ตรงนั้นน่ะ และภาพพรมบนพื้นก็ไม่โฟกัสด้วย ผมคิดว่านี่เป็นซีเควนซ์ที่สวยมาก

และเจ้าช็อตที่ถ่ายจากกล้องมุมสูง ไม่ใช่แค่น่าขนลุกนะ มันยังเล่าเรื่องได้ด้วยว่าจริงๆ แล้วเป็น Anthony Perkins ที่ใส่วิกอยู่ต่างหาก ไม่ใช่ศพแม่ และเพราะใช้ช็อตที่ถ่ายจากมุมสูงแบบนั้น คนดูก็จะมองไม่เห็นหน้าว่าใครเป็นใคร คือ Anthony Perkins ทำเป็นว่าใส่วิกสวมรอยเป็นแม่ ซึ่งนี่เล่าด้วยมุมกล้องระดับสายตาธรรมดาไม่ได้ พอใช้ช็อตมุมสูง คนดูก็ไม่รู้แล้วว่านี่คือ Anthony Perkins ปลอมตัวมา ฉากนี้มุมกล้องคือมีประโยชน์สุดๆ และสวยมากด้วย

#17 Sense of Space ทำให้ผู้ชมรู้จักพื้นที่ในเรื่องแบบทะลุปรุโปร่ง

ใน PARASITE ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เห็นบ้านโทรมของครอบครัวบ้านจน หรือตอนเห็นครอบครัวบ้านรวย ผู้ชมจะรู้สึกเหมือนได้เข้าไปเยือนในบ้านหลังนั้นจนรู้จักทุกซอกทุกมุมของบ้านเอง

60% ของเรื่องราวเกิดขึ้นในบ้านรวย ยิ่งเรื่องดำเนินไป พื้นที่ในบ้านรวยยิ่งทวีความสำคัญขึ้น ก็คือว่า... ครึ่งแรกของหนังเรื่องนี้ตัวละครทั้งหมดทำหน้าที่พาคนดูไปทำความรู้จักส่วนต่างๆ ของบ้านรวยผ่านการแทรกซึมเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้

คุณจะได้ยินตัวละครคุยกัน แต่จริงๆ แล้ว หนึ่งชั่วโมงแรกมีไว้เพื่อให้ข้อมูลผู้ชมว่าโครงสร้างภายในบ้านหลังนี้มันเป็นยังไง เพราะทันทีที่ผู้ชมเข้าใจภาพรวมของบ้านหลังนี้ได้หมดแล้ว เข้าใจว่าบ้านรวยมีโครงสร้างภายในแบบสามมิติเลยเนียะ มันจะส่งให้เรื่องปะทุออกมาในครึ่งหลังของเรื่อง

ดังนั้น ตอนที่ตัวเอก ตัวลูกชายเดินทางมาถึงบ้านรวยครั้งแรก แล้วเขาเห็นว่าบ้านหลังนี้ใหญ่โต สวยงาม ตื่นเต้นที่ได้เห็น ได้เจอบ้านสวยๆ แถมยังมีคุณแม่บ้านมาบอกว่าข้างในก็สวยเหมือนกันนะ จริงๆ แล้วประโยคนี้ตลกมาก เพราะแฝงความหมายโดยนัยเอาไว้เต็มไปหมด ลองนึกถึงเรื่อง Psycho ของฮิตช์ค็อกดูก็ได้ ในบ้านหลังงามชอบมีความลับสยองขวัญซ่อนอยู่ และก็ค่อยๆ เผยตัวมาทีละอย่างสองอย่าง


(มีต่อตอน 2 ค่ะ)

nananatte
17.02.2020

ป.ล. โพสต์นี้ทำเป็น podcast แล้ว ใครสนใจตามไปฟัง sit down and write podcast ได้ที่ apple podcasts, google podcasts, spotify, podbean และ CastBox ค่ะ (^___^)v



Source:
Screenwriters' Lecture Series 2019: Bong Joon-ho
http://www.bafta.org/media-centre/transcripts/screenwriters-lecture-series-2019-bong-joon-ho

SHARE
Written in this book
sit down and write
อ่าน เขียน เรียนรู้ ค่อยๆ เติบโตไปด้วยกัน
Writer
nananatte
storyteller
คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตเรียบๆ ในเมืองเล็กๆ ชอบแมว เครื่องเขียน และกาแฟดำ จัด sit down and write podcast รีวิวหนังสือใน goodreads เขียนโพสต์ใน storylog และลงนิยายใน fictionlog กับ readawrite

Comments

Maithira
4 months ago
มารายงานตัวค่ะ
Reply
nananatte
3 months ago
เย้ๆๆๆๆๆ คุณไหม เวลคัมแบ็คค่า (^____^)
ณัฐก็กลับมารายงานตัวเช่นกัน กลับมา storylog แล้วค่า
Maithira
2 months ago
รอติดตามเรื่องสั้นเรื่องต่อไปนะคะ